Site icon SDG Move

SDG Updates | สรุปเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า: จับตานโยบายสิ่งแวดล้อมไทยภายใต้รัฐบาลใหม่” (Part 1/2)

| บทนำ

เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นและประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ทั้งฝุ่นควันทางการเมืองและฝุ่นควันสิ่งแวดล้อมยังไม่ทันจาง ผนวกวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจบริหารในครั้งนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมจับตามองว่านโยบายสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถผ่าทางตันและแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานได้หรือไม่

ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า: จับตานโยบายสิ่งแวดล้อมไทยภายใต้รัฐบาลใหม่” ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเพื่อระดมความคิดเห็นและถอดบทเรียนจากการทำงานของภาครัฐในอดีต พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อรัฐบาลชุดต่อไป โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการเข้าร่วมสะท้อนภาพความซับซ้อนของปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง


| ทบทวนสถานการณ์และปัญหาเชิงโครงสร้าง (เหลียวหลัง)


JUMP TO


01 จุดเริ่มต้นของปัญหา เมื่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดินช้ากว่าวิกฤต

เวทีเสวนาเปิดฉากด้วยการชี้ให้เห็นความไม่สมดุลของกระบวนการนิติบัญญัติไทย เมื่อกฎหมายด้านเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนกลับเผชิญ “ความหนืด” ส่งผลให้การคุ้มครองประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติไม่ทันต่อความรุนแรงของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจริง

อาจารย์ ดร.ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้นำเสวนา ได้ฉายภาพรวมของกฎหมายสิ่งแวดล้อมในช่วงอายุสภา 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่าแม้จะมี Movement ของกฎหมายเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ระดับความเร็วและความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนกลับ “ชะงักงัน” และ “ไม่ Active เหมือนกฎหมายกลุ่มอื่นๆ” โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกฎหมายเศรษฐกิจหรือกฎหมายสังคมอย่างสมรสเท่าเทียมที่ไปเร็วมาก

ดร.ภาคภูมิ ได้สรุปสถานะของกฎหมายออกเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อให้เห็นว่ามีอะไรที่ “ไปต่อ” และอะไรที่ “หยุดชะงัก” ดังนี้

การทบทวนผลงานของรัฐบาลในรอบนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมต้องไม่ถูกมองเป็นเรื่องรองที่ถูกละทิ้งไว้หลังการยุบสภาอีกต่อไป


02 – วิกฤตมลพิษอุตสาหกรรมที่ถูกซุกไว้ใต้ “บรรยากาศการลงทุน” และความพยายามดันกฎหมาย PRTR

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับ “Triple Planetary Crisis” หรือวิกฤตการณ์โลกสามด้าน ทั้งภาวะโลกรวน ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ประเทศไทยกลับยังติดหล่มอยู่ในวงจรการพัฒนาที่แลกด้วยสุขภาพของประชาชน โดยมีอันตรายจากกากอุตสาหกรรมเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายฐานทรัพยากรของชาติอยู่อย่างเงียบๆ

คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพความหวังต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะขณะนี้คนรุ่นต่อๆ ไปกำลังเผชิญกับ “วิกฤตการณ์ระดับโลก” 3 เรื่องหลัก คือ ภาวะโลกรวน ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ “มลพิษ” โดยเฉพาะกากอุตสาหกรรมอันตรายและขยะพลาสติกที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอย่างยิ่ง

คุณเพ็ญโฉมเล่าถึง “ร่างกฎหมาย PRTR” (การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ) ที่ภาคประชาชนร่วมกับ EnLAW, Greenpeace และเครือข่ายต่างๆ ร่วมกันเข้าชื่อยื่นสู่สภาว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดายมากๆ ที่ยุบสภาก่อน” ทั้งที่กฎหมายนี้กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 แล้ว ตอนนี้จึงได้แต่จดจ้องว่ารัฐบาลใหม่จะดึงเรื่องนี้กลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วันหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปนับหนึ่งในการเสนอใหม่ คุณเพ็ญโฉมสะท้อนความจริงจากการติดตามปัญหามลพิษอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ว่านี่คือ “การต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะมี “ราชการคอยซัพพอร์ต คอยหนุนหลัง และคอยเชียร์อยู่” ปัญหามลพิษเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่พร้อมจะสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และคุกคามความมั่นคงของแหล่งผลิตอาหาร ทั้งในพื้นที่เกษตร ทะเล และแม่น้ำ

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ มลพิษอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งคุณเพ็ญโฉมตั้งข้อสังเกตว่า เวลาพูดถึง PM 2.5 สังคมมักถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปที่หมอกควันข้ามแดน การเผาพื้นที่เกษตร หรือไฟป่า แต่รัฐกลับ “ไม่พูดถึงเลยว่ามลพิษจากอุตสาหกรรมมันอันตรายอย่างไร” ทั้งที่เป็นการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน และมักมีสารก่อมะเร็ง สารก่อกลายพันธุ์ปะปนอยู่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ “ไม่ต้องการให้กระทบการลงทุน หรือการสร้างภาพลักษณ์การลงทุน”

คุณเพ็ญโฉมย้อนกลับไปถึงปี 2535 ซึ่งมีการประชุม Earth Summit อันเป็นต้นกำเนิดของ 3 เสาหลักด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม คือ การเข้าถึงข้อมูล-การมีส่วนร่วมตัดสินใจ-การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งนำไปสู่การที่กลุ่มประเทศ OECD และองค์การอนามัยโลกใช้กฎหมาย PRTR เป็นตัวประเมินเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย หากไทยไม่มีกฎหมายนี้ การแก้ไขปัญหาก็จะเป็นไปแบบ “ไร้ทิศไร้ทาง” ปัจจุบันมีโรงงานเกือบ 140,000 โรงในประเทศ ซึ่งหากยังไม่มีฐานข้อมูลที่บังคับให้รายงานการปล่อยมลพิษ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นง่ายมาก และยัง “พาดพันไปกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของหน่วยงานที่กำกับดูแล”

ก่อนจบช่วงการสนทนา คุณเพ็ญโฉมทิ้งท้ายในประเด็นที่รุนแรงที่สุดคือเรื่องกากอุตสาหกรรมอันตราย ซึ่งเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศในขณะนี้ โดยประเมินว่า “งบประมาณ 10,000 ล้านบาท ก็ไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนได้” โดยเฉพาะหากสารพิษรั่วซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลแล้ว ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกู้คืนระบบนิเวศให้กลับมาดังเดิม


03 – เมื่อนโยบายเศรษฐกิจสีน้ำเงินเบียดขับวิถีประมงพื้นบ้านให้กลายเป็นคนนอก

การพัฒนาทรัพยากรทางทะเลที่ยั่งยืนไม่อาจวัดได้เพียงปริมาณหญ้าทะเลหรือพะยูน แต่ต้องวัดที่ความมั่นคงของ “ผู้คน” ที่ใช้ทรัพยากรนั้นด้วย ทว่านโยบายไทยกลับกำลังแช่แข็งวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ท่ามกลางการรุกคืบของเขตเศรษฐกิจที่มองเห็นเพียงตัวเลขกำไร แต่ไม่เห็นหัวของเจ้าของพื้นที่เดิม

คุณเรวดี ประเสริฐเจริญสุข จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มักมองแยกส่วน โดยย้ำชัดว่าการจะบรรลุความยั่งยืนได้นั้น “มันจะต้องเชื่อมโยงกับผู้คนที่ใช้ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง” ไม่ใช่ดูเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมโดดๆ แต่ต้องมองภาพรวมที่มีมนุษย์อยู่ในระบบนิเวศนั้นด้วย

ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือ นโยบายและกฎหมายของไทย “ไม่ได้แยกแยะความแตกต่างของกิจกรรมและสถานะของผู้ใช้ทรัพยากร” โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เป็นวิถีชีวิตสืบทอดมายาวนานและเป็นหัวใจหลักของภาคประมงไทยมาตลอด แต่รัฐกลับมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือประมงพาณิชย์ที่มีสัดส่วนไม่ถึง 15% คุณเรวดีชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ทะเลมีกิจกรรมซับซ้อน ทั้งการเดินเรือ การเพาะเลี้ยง ท่าเรือน้ำลึก และโรงงานอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่หายไปคือการมองทะเลอย่างเป็นองค์รวมและการคำนึงถึง “ผู้ไม่มีตัวตน” อย่างกลุ่มประมงพื้นบ้านที่มักถูกลืมไปจากสารบบ

ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นชัดในเชิงโครงสร้าง เมื่อรัฐขึ้นทะเบียนเฉพาะคนที่มีเรือ ทำให้ผู้หญิงในภาคประมงซึ่งมีสัดส่วนถึง 50% รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ คนเดินเก็บหอยเก็บปูชายหาด กลายเป็นผู้ที่ไม่มีสถานะในเชิงกฎหมายและนโยบาย มาตรการต่างๆ จึงถูกออกแบบมาโดยลืมคนกลุ่มนี้ ทั้งที่สำหรับชาวบ้านแล้ว ทะเลไม่ใช่แค่ที่ใช้ประโยชน์ แต่คือ “ระบบอาหารและการอนุรักษ์ฟื้นฟู” ทว่าที่ผ่านมาไทยกลับมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มผลผลิตและใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงมาจับสัตว์น้ำ จนก่อให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม

ในบริบทโลกสมัยใหม่ที่กำลังพูดถึง “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” (Blue Economy) หรือการทำผังพื้นที่ทางทะเล (Marine Spatial Planning) คุณเรวดีเตือนว่านโยบายใหม่เหล่านี้มักหยิบยกเอาการเดินเรือมหาสมุทร การท่องเที่ยว และการนำทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง โดยไม่ได้ถอดบทเรียนความล้มเหลวในอดีต เช่น กรณีการขยายตัวของอุตสาหกรรมริมชายฝั่งที่บีบให้ชาวประมงต้องเคลื่อนย้ายโดย “ไม่ได้มีหลักประกันว่าคุณจะไปไหน” รัฐมักคิดเพียงว่าจะดึงเขาเข้าสู่ภาคธุรกิจ แต่ความจริงชาวบ้านกลับต้องสูญเสียอิสระในการตัดสินใจชีวิตตนเอง กลายเป็นเพียง “คนเสิร์ฟอาหารหรือคนล้างห้องน้ำ” และต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในอาชีพ

คุณเรวดีทิ้งท้ายด้วยภาพสะท้อนที่น่าตกใจว่า “ประเทศไทย ยิ่งพัฒนาไป เงินมันดูสูงขึ้นนะ แต่ทรัพยากรความหลากหลายหลายส่วนหายไป” เพราะปัจจุบันทะเลไทยกำลังเผชิญกับมลพิษขั้นรุนแรง ทั้งไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในอาหารและปริมาณขยะที่ติดอันดับโลก ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผู้ได้รับผลกระทบ “ไม่ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ” นโยบายที่เขียนออกมาในปัจจุบันจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะ “ไม่พูดเรื่องพวกนี้เลย” กลายเป็นการซ้ำเติมวิถีชีวิตผู้คนที่ถูกลืมให้ล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตา


04 – กับดักนโยบายโลกรวน เมื่อการค้าคาร์บอนสำคัญกว่าการปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด แต่ทิศทางนโยบายกลับมุ่งเน้นกลไกตลาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่าการปรับตัวและการคุ้มครองประชาชน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ลดคาร์บอนได้เท่าไร” แต่คือ “ใครกำลังแบกรับต้นทุนของวิกฤตนี้

ดร.วนัน เพิ่มพิบูลย์ จาก Climate Watch Thailand เริ่มต้นด้วยการย้ำว่าเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องของไทยเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องระดับโลก เพราะแม้แต่น้ำแข็งขั้วโลกละลายยังส่งผลมาถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอ่าวไทยและอันดามัน โดย ดร.วนัน ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของอนุสัญญาระดับโลกตั้งแต่ Earth Summit ปี 2535 ที่รับรองหลักการสำคัญคือ Polluter Pays Principle (ใครก่อมลพิษต้องจ่าย) และ Common but Differentiated Responsibilities (ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง)

หลักการสากลระบุชัดว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งรวยมาจาก “การเหยียบประเทศกลุ่มอื่นๆ มาก่อนในอดีต” และโหมใช้ทรัพยากรโลกจนร่ำรวย มีทั้งเงินและเทคโนโลยี กลุ่มประเทศเหล่านี้จะต้องเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจะและต้องให้เงินสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดร.วนัน มองว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าบน “ตรรกะเริ่มต้นที่ผิดไปหมด” และเป็นตรรกะที่ “ผิดรูปผิดแบบ” อย่างรุนแรง

ความบิดเบี้ยวนี้เห็นได้ชัดจากนโยบายรัฐที่มุ่งเน้นเรื่อง “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Mitigation) ลำดับแรก ทั้งที่ความจริงรายงานจาก World Bank, ADB หรือ Germanwatch ระบุว่าประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงสูงมากจากภัยพิบัติที่คุกคามทั้งระบบนิเวศ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ดร.วนัน ตั้งคำถามว่าในเมื่อเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.05% ของโลก ทำไมเราไม่ให้ความสำคัญกับ “การปรับตัว” (Adaptation) เพื่อให้ชุมชนอยู่รอดได้ภายใต้โลกที่ร้อนขึ้นเป็นอันดับแรก แต่กลับไปสนใจร่วมลดการปล่อยกับประเทศอื่นเพื่อให้โลกอุณหภูมิไม่เกิน 1.5 องศา ทั้งที่ต้นเหตุหลักไม่ได้มาจากเรา จึงเป็นการจัดลำดับความสำคัญที่ผิดพลาดและไม่สอดคล้องกับสถานะความเสี่ยงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

อีกประเด็นที่ ดร. วนัน เห็นว่าน่ากังวลที่สุด คือการดำเนินการผ่านมาตรา 6 ของข้อตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) ที่เน้นเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งประเทศไทยรับเรื่องนี้มาแบบ “เต็มๆ” จนถูกยกระดับขึ้นมาอยู่ในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยยะสำคัญ กฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนจะพยายามเข้ามา “Justify หรือสร้างความชอบธรรมให้การซื้อขายคาร์บอน” และกลายเป็นเครื่องมือ “โอบอุ้มกลุ่มทุน” แทนที่จะคุ้มครองประชาชน เปิดทางให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ต้องลดการปล่อยก๊าซในบ้านตัวเอง แต่มาใช้พื้นที่ทางทะเลในประเทศกำลังพัฒนามาทำกำไรผ่านตลาดคาร์บอน

ดร.วนัน สรุปด้วยจุดยืนว่า หากกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นแต่เรื่องสิทธิ์ในการซื้อขายคาร์บอน “เราไม่มีร่าง พ.ร.บ. นี้ดีกว่า” เพื่อจะได้กลับมาทบทวนและวางกฎกติกาใหม่ที่ยึดเอาความสุ่มเสี่ยงของประชาชนและสิทธิในการปรับตัวเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนข้ามชาติและในประเทศเพียงอย่างเดียว


05 – กระบวนการยุติธรรมที่เอื้อมไม่ถึง และ “พิธีกรรม” การมีส่วนร่วมที่ไร้ความหมาย

ความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากตัวโครงการเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากโครงสร้างการตัดสินใจที่ตัดเสียงของประชาชนออกไปตั้งแต่ต้น กระบวนการมีส่วนร่วมที่ควรเป็นหัวใจของความเป็นธรรม กลับถูกลดทอนให้เหลือเพียงขั้นตอนเชิงพิธีการ

คุณส.รัตนมณี พลกล้า จากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญจากประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชุมชนทั่วประเทศ นั่นคือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในเชิงการตัดสินใจ ชุมชนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่พื้นที่ไม่พร้อมจะตอบรับโครงการพัฒนา เช่น พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกยัดเยียดโครงการเหมืองหินหรือเหมืองโพแทสเซียม จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและการฟ้องร้องดำเนินคดีที่บั่นทอนคนในพื้นที่

ตัวอย่างที่สะท้อนความล้มเหลวได้อย่างชัดเจนคือกรณี “เหมืองหินเขาโต๊ะกรัง” จังหวัดสตูล ที่ชาวบ้านสู้มาเกือบ 10 ปี เพื่อชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นแหล่งน้ำซับซึมและอยู่ใกล้โรงเรียน แต่ไม่มีใครฟังเสียงของประชาชน แม้จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่รอบด้าน แต่ศาลกลับมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า “กระบวนการขั้นตอนการรับฟังความเห็น ยังไม่ได้กระทบสิทธิ์กับประชาชน” ส่งผลให้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านการอนุมัติ ทั้งที่ตาม พ.ร.บ. แร่ ปี 2560 กำหนดชัดเจนว่าพื้นที่น้ำซับซึมไม่สามารถทำเหมืองได้ จนชาวบ้านต้องกัดฟันฟ้องกันใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ จ.นครสวรรค์ ที่พื้นที่เกษตรกรรมถูกเปลี่ยนเป็นเขตเหมืองอย่างน้อย 4 แห่งอย่างเงียบๆ แม้เวทีรับฟังความคิดเห็นจะล้มลงเพราะแรงค้านจากชุมชนแต่ “EIA กลับผ่าน” ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการมีส่วนร่วมถูกทำให้เป็นเพียง “พิธีการให้ครบองค์ประกอบของการพิจารณาผ่านโครงการ” เท่านั้น โดยที่ยังมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่ส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรงร่วมด้วย

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง EIA ยังลามมาถึงการก่อสร้างตึกสูงและคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ที่มีการกระจายอำนาจให้ กทม. พิจารณาเองโดยไม่มีตัวแทนภาควิชาการหรือคนนอกเข้าร่วม จนเกิดคดีฟ้องร้องที่ศาลสั่งมีคำสั่งให้รื้อถอนโครงการไปแล้ว แต่ในชั้นบังคับคดีกลับ “ทำไม่ได้” ทำให้เกิดความเสียหายซ้ำซ้อนให้กับทั้งชุมชนและระบบยุติธรรม

ในมิติของมลพิษข้ามพรมแดน คุณ ส.รัตนมณี ย้ำว่าสถานการณ์ในแม่น้ำโขงเลวร้ายลงเรื่อยๆ ทั้งจากเขื่อนไซยะบุรี ปากแบง และล่าสุดคือเหมืองแรร์เอิร์ธ (Rare Earth) และเหมืองทองเถื่อนในเมียนมาและลาว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย แต่เรากลับ “ไม่มีตัวบทกฎหมายที่จะไปบังคับหรือตรวจสอบโครงการเหล่านี้ได้” เพราะรัฐมักอ้างเรื่องเขตอาณาเขต หรืออ้างว่าคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ ทั้งที่ในอดีตรัฐเคยมีความร่วมมือข้ามพรมแดนในประเด็นยาเสพติดอย่างใกล้ชิดได้ แต่กลับเพิกเฉยเมื่อเป็นประเด็นมลพิษ

ท้ายที่สุด คุณ ส.รัตนมณี สะท้อนถึงการบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายยังไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ผ่าน “กรณีน้ำมันรั่วระยองปี 65” ที่ศาลเพิ่งพิพากษาว่า “ทุกอย่างปกติ” ซึ่งสร้างความกังขาอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรม ซ้ำร้ายประชาชนยังต้องเผชิญกับการฟ้องปิดปาก (SLAPP) รูปแบบใหม่ที่กลุ่มทุนหันไปใช้กลไกตำรวจแจ้งความแทนการฟ้องศาลเองเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งสร้างเป็นภาระให้ชาวบ้านต้องไปรายงานตัวทุกเดือนเป็นปีๆ


06 – มรดก คสช. และ พ.ร.บ. EEC เมื่อกฎหมายถูกใช้เป็นใบเบิกทางทำลายสิทธิสิ่งแวดล้อม

เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จถูกแปรรูปเป็นกฎหมายถาวร สิทธิในสิ่งแวดล้อมของประชาชนจึงถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงอุปสรรคต่อการลงทุน วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้เริ่มต้นที่หน้างาน แต่ถูกวางรากฐานผ่านนโยบายที่ยกเว้นการตรวจสอบ คุ้มครองกลุ่มทุน และสร้างภาระราคาแพงให้แก่ประชาชนที่พยายามเข้าถึงความยุติธรรม

คุณสุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เริ่มต้นด้วยการขยับภาพปัญหาให้ไกลกว่าแค่การยุบสภา แต่ชี้ให้เห็นว่าต้นตอของวิกฤตสิ่งแวดล้อมปัจจุบันคือ “มรดกจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557” ซึ่งนำมาสู่คำสั่งหัวหน้า คสช. หลายฉบับที่มีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคำสั่งที่ 4/2559 ที่ประกาศ “ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมือง” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กิจการโรงไฟฟ้าขยะและการจัดการขยะอันตราย จนสามารถตั้งโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงไว้กลางชุมชนหรือพื้นที่เกษตรได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎระเบียบเดิม

คุณสุภาภรณ์ชี้ให้เห็นความพยายามในการลดทอนมาตรการเชิงป้องกันในการทำโครงการ โดยการเปลี่ยนจากระบบ EIA ที่ประชาชนยังพอมีช่องทางตรวจสอบ ไปเป็นเพียงการทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice – CoP) ที่จะถูกพิจารณาภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและทำให้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อ EnLAW พยายามใช้สิทธิทางศาลเพื่อยกเลิกคำสั่งเหล่านี้ “ศาลปกครองกลับไม่รับฟ้อง” โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจตรวจสอบมาตรา 44 ในตอนนั้น ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรมถูกปิดตาย และนำมาสู่ปัญหามลพิษสะสมในภาคตะวันออกที่มีโรงงานเพิ่มขึ้นกว่าพันโรงโดยไร้การควบคุมในเชิงผังเมือง

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการแปรสภาพจากคำสั่ง คสช. มาเป็นกฎหมายถาวรอย่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งคุณสุภาภรณ์มองว่าเป็น “กฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุนขนาดใหญ่โดยไม่มีกระบวนการรับฟังประชาชน” กฎหมายฉบับนี้ยกเลิกผังเมืองเดิมทั้งหมด เปิดช่องให้อุตสาหกรรมขยายตัวจากการปรับสีผังเมืองเพื่อเอื้อต่อกลุ่มทุน และยังเขียนข้อยกเว้นบางมาตราในกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อความรวดเร็วในการลงทุน ซ้ำยัง “ไม่มีบทบัญญัติใดเขียนกลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน” เลย ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนหรือการเยียวยา นอกจากนั้น กลุ่มทุนยังพยายามผลักดันให้ดึงจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ด้วยเพื่อขยายเขตอิทธิพลของกฎหมายพิเศษนี้ แม้ภาคประชาชนจะฟ้องร้องคดีผังเมือง EEC มาตั้งแต่ปี 2563 แต่คดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่การปรับเปลี่ยนพื้นที่อุตสาหกรรมในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด

ในมิติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ คุณสุภาพรย้ำว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ทำให้หลักการสำคัญอย่าง “สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี” หายไป ซึ่งเดิมเคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ว่าประชาชนต้องดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันถูกลดทอนเหลือเพียงเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งอ่อนแรงกว่าเดิมมาก

ท้ายที่สุด คุณสุภาภรณ์เปิดเผยถึงความยากลำบากด้าน “ต้นทุนการเข้าถึงความยุติธรรม” ที่ประชาชนต้องแบกรับ เช่น การขอข้อมูลข่าวสารที่มักได้รับคำตอบว่า “ไม่มี” หรือเมื่อต้องการถึงรายงาน CoP เพื่อใช้ตรวจสอบโรงไฟฟ้าขยะแค่ฉบับเดียว กลับต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 14,695.38 บาท ซึ่งคุณสุภาภรณ์ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า “ต้นทุนเหล่านี้ใครต้องจ่าย?” ในขณะที่รัฐบาลมีเทคโนโลยีออนไลน์แต่กลับไม่เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย ปัญหาการเข้าถึงสิทธิและขาดกฎหมายกลางเรื่องการมีส่วนร่วมจึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เสียงของประชาชนไปไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม


07 – ก้าวข้ามอันดับผู้นำ SDGs สู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่บดบังความลึกของปัญหา

เมื่ออันดับโลกกลายเป็นม่านบังตาที่ทำให้รัฐไทยชะล่าใจ จนหลงลืมไปว่าหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงภาพไอค่อน 17 สี แต่คือความยุติธรรมที่ต้องวัดได้จากสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกีดกันจากการพัฒนา

ผศ. ชล บุนนาค จากศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ได้ฉายภาพรวมของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการชี้ให้เห็นว่า โลกเปลี่ยนจากการบริหารจัดการแบบเดิมมาสู่การใช้เป้าหมายเป็นตัวตั้ง (Governing through Goals) แต่ในประเทศไทย SDGs กลับกำลังเผชิญกับปัญหาในหลายระดับสังคมไทยมักจดจำ SDGs เป็นเพียงภาพไอค่อน 17 สี แต่หลงลืมแก่นแท้ของ “5P” ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของ Prosperity (ความมั่งคั่ง) ซึ่งระบุชัดว่า “ความก้าวหน้าต้องเป็นอันหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ” (Progress occurs in harmony with nature) หากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอยู่เนืองๆ ก็ไม่สามารถอ้างได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (SDG 9) สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า SDGs ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือใน “การฟอกเขียว” (Greenwashing) ทั้งโดยภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากการสื่อสารเรื่อง SDGs ที่ลดทอนความเข้าใจเชิงลึกไป

ผศ.ชล ชี้ให้เห็นถึงความติดขัดในเชิงกลไกบริหารจัดการว่า ตั้งแต่มีการเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ซึ่งเป็นกลไกหลักระดับชาติในการขับเคลื่อน SDGs แทบจะ “ปล่อยจอย” และไม่เคยมีการประชุมเลยเป็นเวลา 2 ปีกว่า เนื่องจากติดขัดเรื่องกติกาการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความรู้สึกภูมิใจของรัฐบาลต่อตัวเลขอันดับเป็นพิเศษ โดยเฉพาะดัชนี SDG Index ของเครือข่าย SDSN ซึ่งจัดอันดับความก้าวหน้าการขับเคลื่อน SDGs ของไทยให้เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน อันดับ 3 ของเอเชีย และอันดับ 43 ของโลก ซึ่งผศ.ชล มองว่านี่คือ “เรื่องที่เป็นภัยต่อการขับเคลื่อนอย่างมาก” เพราะเมื่อรัฐบาลเห็นว่า Ranking ดีแล้ว ก็จะชะล่าใจและละเลยปัญหาที่ซุกซ่อนไว้อยู่ใต้พรม

เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายงานของ ESCAP ผศ.ชล พบข้อมูลตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็น Worsening Challenge (แย่กว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคและมีแนวโน้มแย่ลง) ของไทยออกมา ทั้งภาวะผอมแห้งในเด็กไทยที่สูงเกินเกณฑ์ทั้งที่ไทยเป็นประเทศส่งออกอาหาร ปัญหาการรีไซเคิล การส่งออกขยะอุตสาหกรรมที่เป็นพิษ และความล้มเหลวในการปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยของเสียอันตราย นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Emerging Challenge (ดีกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคแต่มีแนวโน้มแย่ลง) เช่น การใช้เงินอุดหนุนฟอสซิล (Fossil Fuel Subsidy) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมลพิษทางทะเลที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนสอดคล้องกับปัญหาที่วิทยากรท่านอื่นได้ยกขึ้นมา

ปัญหาสำคัญที่สุดที่ ผศ.ชล ตั้งข้อสังเกตคือ “ข้อจำกัดของตัวชี้วัด SDG” ที่เน้นการวัดในเชิง “ความกว้าง” แต่ขาด “ความลึก” ทำให้ภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิชุมชนไม่ปรากฏขึ้นมาในการประเมิน ทั้งที่ “การละเมิดสิทธิแม้เพียงคนเดียวก็เป็นปัญหาใหญ่ แต่มันไม่ถูกสะท้อนออกมาในค่าเฉลี่ย” ประกอบกับกลไกการขับเคลื่อน SDGs เชิงนโยบายที่นำโดยภาครัฐเป็นหลักและขาดสัดส่วนของภาคประชาสังคม ส่งผลให้ประเด็นเชิงโครงสร้างด้านสิทธิ กฎหมาย และความเป็นธรรม ไม่ค่อยปรากฏบนรายงานระดับชาติอย่าง Voluntary National Review (VNR) ซึ่งมักถูกทำเป็น “รายงานเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ” มากกว่าการสะท้อนปัญหาจริง สำหรับทิศทางในอนาคต

ผศ.ชล ทิ้งโจทย์สำคัญไว้ให้ขบคิดว่าในเมื่อภาครัฐและเอกชนต่างใช้ SDGs เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม แล้วภาคประชาสังคมจะช่วงชิง “ภาษา SDGs” มาเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงนโยบายได้อย่างไร พร้อมทั้งนำเสนอทางออกผ่านการพัฒนาดัชนี SDGs ระดับจังหวัด (Provincial SDG Index) ที่ศูนย์วิจัยฯ SDG Move จัดทำเพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการนิยามตัวชี้วัดที่สะท้อนปัญหาจริง เช่น เรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมและ Climate Change เพื่อไม่ให้รัฐบาลชะล่าใจกับตัวเลขอันดับหนึ่ง และเพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถพุ่งเป้าไปสู่การแก้ปัญหาระดับนโยบายได้อย่างตรงจุด

ขอบคุณภาพจาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ



Author

Exit mobile version