Site icon SDG Move

การวิเคราะห์การไหลของวัสดุพลาสติก และผลการจำลองสถานการณ์ผ่านนโยบายรัฐ เพื่อใช้ในการจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย

การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยส่งผลให้การผลิตและการบริโภคพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลพวงจากการผลิตและการบริโภคทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาการจัดการขยะของประเทศตามมา ในช่วงปี พ.ศ. 2546-2556 ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 14.32 ล้านตันต่อปี เป็น 26.77 ล้านตันต่อปี เกือบ 1 ใน 5 เป็นขยะพลาสติก โดย 80% ของขยะพลาสติกมาจากบรรจุภัณฑ์ที่ถูกทิ้งหลังการบริโภค หน่วยงานรัฐจัดการขยะเหล่านี้ด้วยการฝังกลบ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง อีกทั้งปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนการเก็บรวบรวมขยะสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มภาระแก่งบประมาณรัฐด้วย จากที่กล่าวมาข้างต้น หากไม่มีแผนการจัดการขยะที่เหมาะสม ประเทศไทยจะประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

แหล่งที่มาหลักของขยะพลาสติกในประเทศไทยมาจาก 2 แหล่ง คือ จากกระบวนการอุตสาหกรรมและการบริโภคในครัวเรือน โดยขยะพลาสติกเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ผ่านการใช้ซ้ำ (reuse) การรีไซเคิล (recycle) และการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (waste to energy) ดังนั้น การจัดการของเสียแบบบูรณาการจึงเป็นการผสมผสานด้านเทคนิค ประกอบด้วย 4 ขั้น คือ การลดขยะที่แหล่งกำเนิด/การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล การผลิตปุ๋ยหมัก และการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน

การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (material flow analysis หรือ MFA) ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางสำหรับการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการของเสีย การศึกษาก่อนหน้านี้จำนวนมากใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุเพื่อช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการจัดการของเสีย ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์การไหลของวัสดุเพื่อประเมินการจัดการขยะมูลฝอยในประเทศเยอรมนี การประยุกต์การวิเคราะห์การไหลของวัสดุกระดาษในประเทศเกาหลี การประเมินระบบการจัดการขยะมูลฝอย ปัจจุบันในเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการไหลของวัสดุพลาสติกในประเทศอินเดียและเพื่อใช้กำหนดการวางแผนการการจัดการขยะพลาสติก โดยเฉพาะการรีไซเคิลขยะพลาสติก เป็นต้น

จากการบริโภคพลาสติกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัย “Material flows analysis of plastic in Thailand” โดย ผศ.ดร.จิระ บุรีคำ รศ.ดร.ทวีป ชัยสมภพ และปรัชญา สังข์สมบูรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีโยธา สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการศึกษาปริมาณขยะพลาสติกและการจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2556 และคาดการณ์ถึงปี พ.ศ. 2563 โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (MFA) วัตถุประสงค์คือ เพื่อระบุและวัดปริมาณการไหลและการสะสมของขยะพลาสติกในประเทศไทย ผลลัพธ์ที่ได้คาดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจวางแผนเกี่ยวกับนโยบายการจัดการของเสีย

ด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านการจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากขยะและการกำจัดอย่างเหมาะสม งานวิจัยดังกล่าวจึงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 3 เป้าหมาย ได้แก่ เป้าหมายที่ 7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ เป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ เป็นวิธีการวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณการไหลและการสะสมของวัสดุหรือสสารในระบบที่ถูกกำหนดไว้อย่างดี โดยอิงตามกฎทรงมวล (law of mass conservation) กล่าวคือ มวลที่เข้าสู่ระบบจะต้องออกจากระบบหรือสะสมภายในระบบตามการอนุรักษ์มวล การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการทำสมดุลมวลสาร (material balance approach) เพื่อตรวจสอบการสะสมและการไหลของการผลิตพลาสติก และเพื่อประเมินทางเลือกในการจัดการต่าง ๆ ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556

การไหลของวัสดุพลาสติก ในประเทศไทย ประกอบด้วย 6 ขั้นกระบวนการ ดังนี้

  1. การผลิต (manufacturing) วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย เม็ดสีพลาสติกแม่สีหลัก (masterbatch) จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เม็ดพลาสติกนำเข้า (imported plastic pellet) และพลาสติกจากการรีไซเคิล เพื่อผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ของใช้ในบ้าน รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้เพื่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก
  2. การบริโภคพลาสติก (plastic consumption) ได้แก่ การบริโภคภายในประเทศและการนำเข้า ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่บริโภค ประกอบด้วย สินค้าคงทน (durable goods) หรือผลิตภัณฑ์อายุยืน (long-lived product) และสินค้าไม่คงทน (non-durable goods) หรือผลิตภัณฑ์อายุสั้น (short-lived product) สินค้าคงทนจะไม่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว หรือเป็นสินค้าที่ยังคงให้ประโยชน์เมื่อเวลาผ่านไปแทนที่จะใช้จนหมดในครั้งเดียว เช่น เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ของใช้ในบ้าน และอุปกรณ์การเกษตร การใช้งานระยะยาวจะสะสมอยู่ในขั้นการไหลของวัสดุพลาสติกที่เรียกว่า “ใช้งานอยู่ (in use)” ส่วนสินค้าไม่คงทนมีลักษณะตรงกันข้ามกับสินค้าคงทน หมายถึง สินค้าที่ถูกใช้หมดทันทีในการใช้งานครั้งเดียว หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานน้อยกว่า 3 ปี เช่น บรรจุภัณฑ์ รองเท้า หรืออุปกรณ์การแพทย์ โดยในปี พ.ศ. 2556 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์อายุสั้นและอายุยืนอยู่ที่ 61.1% และ 38.9% ตามลำดับ
  3. การเก็บ การขนส่ง และการกำจัด (collection, transportation, and disposal) การเก็บรวบรวมขยะมีความแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มา ขยะพลาสติกจากอุตสาหกรรมจะถูกเก็บและขนส่งโดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือผู้รับเหมา ขยะพลาสติกจากชุมชนจะดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การกำจัดขยะในขั้นสุดท้ายเป็นการฝังกลบโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  4. การรีไซเคิล (recycling) แหล่งที่มาหลักของการรีไซเคิลมี 2 แหล่ง ได้แก่ (1) ขยะพลาสติกอุตสาหกรรมที่เกิดจากภาคการผลิต และ (2) ผู้สร้างขยะพลาสติกชุมชน เช่น ครัวเรือน สำนักงาน ภาคธุรกิจ และร้านอาหาร โดยส่งขยะไปยังผู้ซื้อขยะ เช่น ร้านรับซื้อของเก่า โรงงานรีไซเคิลพลาสติก และพ่อค้าคนกลาง รวมถึงคนคุ้ยขยะและคนเก็บขยะที่ขายขยะพลาสติกให้กับร้านรับซื้อของเก่า ขยะพลาสติกจะถูกแปรรูปเป็นวัสดุรีไซเคิลซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปขยะพลาสติกรีไซเคิลให้กลายเป็นแหล่งพลังงาน เช่น เชื้อเพลิงขยะ (refuse derived fuel หรือ RDF) น้ำมันจากขยะพลาสติก การเผาไหม้พลังงานความร้อนและการผลิตไฟฟ้าซึ่งดำเนินการโดยภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  5. การกำจัด (disposal) ขยะพลาสติกจากการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการรีไซเคิลและการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดแทนที่การฝังกลบ
  6. สภาพแวดล้อมเปิด (open environment) ขยะที่ไม่ถูกเก็บและการกำจัดที่ไม่เหมาะสมเป็นปัญหาหลักด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะพลาสติกในชุมชนที่ถูกทิ้งในที่โล่งแจ้ง

การศึกษาครั้งนี้ได้จำลองสถานการณ์ 3 แบบ เพื่อประเมินสถานการณ์การจัดการขยะพลาสติกในปี พ.ศ. 2563 รายละเอียดมีดังนี้

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสำรวจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 1,050 ชุด ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา นครพนม พังงา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพมหานคร พบผลการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดบางประการในการนำแนวนโยบายการกำจัดขยะของรัฐบาลทั้ง 2 แนวทางไปปฏิบัติ โดยแนวทางแรกขึ้นอยู่กับการเพิ่มอัตราการรีไซเคิล ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในขณะที่การขับเคลื่อนความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับกลไกกำหนดราคาในการซื้อวัสดุรีไซเคิล สำหรับแนวทางที่สอง ต้นทุนของการลงทุนเพื่อการแปรรูปขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ใหม่และราคาพลังงานเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินการ ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการประสบความสำเร็จในการจัดการขยะพลาสติกก็ควรสนับสนุนการลดข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

กล่าวโดยสรุป การวิเคราะห์การไหลของวัสดุพลาสติก (MFA) ในปี พ.ศ. 2556 และคาดการณ์ถึงปี พ.ศ. 2563 พบว่า ประเทศไทยประสบปัญหาการสร้างขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตของจำนวนประชากรและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น จากการวิเคราะห์แนวทางนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ.2559-2564) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการรีไซเคิล การเก็บรวบรวมขยะและการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราการแปรรูปขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ใหม่ พบว่า แนวทางนโยบายทั้งสองสามารถลดขยะที่ไม่ถูกเก็บรวบรวมและการกำจัดที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ประโยชน์จากแผนนโยบายทั้งสองสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุรีไซเคิลและการแปรรูปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ใหม่

งานวิจัยดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ธีมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

งานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
– (7.2) เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนในการผสมผสานการใช้พลังงานของโลกภายในปี 2579
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.6) ลดผลกระทบทางลบของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรโดยรวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อคุณภาพอากาศและการจัดการของเสียของเทศบาลและอื่นๆ ภายในปี 2573
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพภายในปี 2573
– (12.4) บรรลุเรื่องการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดิน อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 2573
– (12.5) ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกันการลดปริมาณการใช้ซ้ำและการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี 2573

รายการอ้างอิง
Bureecam, C., Chaisomphob, T., & Sungsomboon, P. (2018). Material flows analysis of plastic in Thailand. Thermal Science, 22, 2379-2388.

ชื่อผู้วิจัย – สังกัด
จิระ บุรีคำ1, ทวีป ชัยสมภพ1, และ ปรัชญา สังข์สมบูรณ์1
1 ภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีโยธา สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Research Brief แนะนำงานวิจัยเชิงลึกของนักวิจัยธรรมศาสตร์ที่สนับสนุนการขับเคลื่อน SDGs โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้า เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (TU-SDG Research Network)

Author

  • Manager of Knowledge Communications | "The good life is a process, not a state of being. It is a direction not a destination." − Carl R. Rogers

Exit mobile version