ผู้เขียน รุ่งรัศมี วงษ์งาม
“สุขภาพคือสิทธิมนุษยชน” เป็นหลักการพื้นฐานที่นำไปสู่เป้าหมายระดับโลกเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage – UHC) ทว่าในความเป็นจริง แม้โลกจะเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว แต่คนพิการกว่า 1.3 พันล้านคนทั่วโลก (อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO) กลับยังต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความเหลื่อมล้ำ” นี้อย่างชัดเจนที่สุด
SDG Updates ฉบับนี้จึงมุ่งนำเสนอสถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทัศนคติ และการเงินที่คนพิการต้องเผชิญ พร้อมทั้งวิเคราะห์ความเชื่อมโยงว่าการละเลยประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างไร
01 – นิยามใหม่ของ “คนพิการ” และมิติที่แท้จริงของ “การเข้าถึง”
ในมิติด้านสุขภาพ คำว่า “คนพิการ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดทางสติปัญญา จิตสังคม และการรับรู้ ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “การเข้าถึง” (Accessibility) ในบริบทของสาธารณสุขจึงไม่ได้หมายถึงการมีเพียง “ทางลาด” สำหรับรถเข็นเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงมิติต่าง ๆ ได้เเก่ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Information accessibility) ความสามารถในการจับจ่ายเพื่อรับบริการ (Affordability) การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี (Non-discrimination) สถานการณ์และอุปสรรคที่ซ่อนอยู่ในระบบสาธารณสุข
02 – อุปสรรคเเละความท้าทายของผู้พิการในการเข้าถึงระบบสุขภาพ
เมื่อพิจารณารายงาน WHO Global Report on Health Equity for Persons with Disabilities พบว่ามีอุปสรรคหลายประการที่คนพิการต้องพบเจอในสถานพยาบาล ประการเเรก อุปสรรคทางกายภาพ พบว่าแม้สถานพยาบาลหลายแห่งจะมีทางลาดหรือที่จอดรถสำหรับคนพิการ แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์กลับไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระที่แตกต่าง ประการต่อมาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ยืดหยุ่น พบว่าเตียงตรวจโรคทั่วไปหรือเตียงนรีเวชที่ไม่สามารถปรับระดับความสูงได้ ทำให้คนพิการที่ใช้รถเข็นไม่สามารถขึ้นเตียงได้ด้วยตนเอง รวมถึงเครื่องเอกซเรย์หรือเครื่องสแกนที่คนพิการไม่สามารถจัดท่าทางให้เข้ากับเครื่องมือได้ อีกประการคือการเข้าถึงพื้นที่ใช้งานจริง พบว่าห้องน้ำในแผนกผู้ป่วยนอกที่รถเข็นเข้าไม่ได้ หรือทางเดินที่แคบเกินไป ทำให้การเคลื่อนที่ภายในโรงพยาบาลเป็นเรื่องยากลำบาก นอกจากนี้ ยังมีการขาดแคลนเครื่องชั่งน้ำหนักสำหรับผู้ที่นั่งรถเข็นวีลแชร์ ทำให้การคำนวณปริมาณยาที่ต้องจ่ายให้คนพิการอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้
ขณะที่อุปสรรคด้านการสื่อสาร นับเป็นอีกความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันยังขาดการออกแบบกระบวนการสื่อสารที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะภาษามือ ทำให้ผู้พิการไม่สามารถสื่อสารอาการเจ็บป่วยได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการไม่มีเอกสารสำคัญทางการแพทย์ เช่น เอกสารแสดงความยินยอมรับการรักษา ในรูปแบบที่ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงได้ เช่น อักษรเบรลล์ (Braille) หรือรูปแบบดิจิทัล (Digital format) ข้อจำกัดเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลทางสุขภาพของตนเอง และลดทอนประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคด้านทัศนคติ (Attitudinal Barriers) ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝังรากลึกและมักถูกมองข้ามในการให้บริการสาธารณสุข โดยผู้พิการมักต้องเผชิญกับอคติจากบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์การมองข้ามปัญหาสุขภาพทั่วไปของผู้พิการ (Diagnostic overshadowing) โดยมักนำอาการเจ็บป่วยไปผูกโยงกับความพิการที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ ยังมีทัศนคติที่เหมารวมว่าผู้พิการขาดศักยภาพ หรือไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษาพยาบาลของตนเอง ปัญหาดังกล่าวมีรากฐานสำคัญมาจากการออกแบบระบบบริการสาธารณสุขที่ยึดถือบุคคลที่ไม่มีความพิการเป็นศูนย์กลาง (Ableism design) ตลอดจนการขาดแคลนฐานข้อมูลที่จำแนกตามประเภทความพิการ (Disaggregated data) ซึ่งทำให้ปัญหาที่แท้จริงของผู้พิการถูกลดทอนความสำคัญและมองไม่เห็นในเชิงโครงสร้างนโยบายรวมถึงการขาดแคลนข้อมูลที่มีการแยกประเภท (Disaggregated data) ทำให้ปัญหาของคนพิการกลายเป็นจุดบอดที่มองไม่เห็นในระบบ
03 – ผลกระทบหลายด้าน
ผลจากการเข้าไม่ถึงบริการทำให้คนพิการมีความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงกว่าคนทั่วไป แต่กลับได้รับการคัดกรองที่น้อยกว่า นอกจากนี้ แม้ระบบสาธารณสุขจะมีนโยบายหลักประกันสุขภาพหรือการให้สิทธิรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ผู้พิการยังคงต้องแบกรับ “ภาระค่าใช้จ่ายแฝง” (Catastrophic health expenditure) ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลที่ระบบไม่ได้ให้ความคุ้มครอง ภาระทางเศรษฐกิจเหล่านี้ประกอบด้วย
- ต้นทุนการเดินทางที่สูงกว่ามาตรฐาน (Disproportionate Transportation Costs): เนื่องด้วยระบบขนส่งสาธารณะโดยทั่วไปมักขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับผู้พิการ (Accessibility) ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาบริการรถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล หรือยานพาหนะดัดแปลงเฉพาะทางเพื่อเดินทางไปยังสถานพยาบาล ซึ่งมีอัตราค่าบริการที่สูงกว่าปกติหลายเท่า
- ต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ดูแล (Opportunity Costs of Caregiving): การเข้ารับบริการทางการแพทย์ของผู้พิการ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความบกพร่องรุนแรง มักมีความจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแล (Caregiver) เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยนี้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจ้างวาน หรือหากเป็นสมาชิกในครอบครัว ก็ย่อมนำไปสู่การสูญเสียรายได้อันเกิดจากการหยุดงานเพื่อมาดูแล
นอกจากนี้ ยังมีความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพส่งผลให้ผู้พิการต้องเดินทางมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เมื่อผนวกรวมกับต้นทุนการเดินทางและค่าเสียโอกาสของผู้ดูแล ภาระทางการเงินเหล่านี้จึงทวีคูณขึ้นและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการจ่าย (Affordability) ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้พิการหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการทางการแพทย์ จนกว่าอาการเจ็บป่วยจะเข้าสู่ระยะวิกฤต
04 – เเนวทางเเก้ไข
การจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างยั่งยืน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งผลักดันแนวคิด “Twin-track approach” ซึ่งประกอบด้วย
1. การพัฒนาบริการเฉพาะทางที่ตอบโจทย์คนพิการ
2. การปรับปรุงระบบบริการสุขภาพกระแสหลักให้ครอบคลุมและคนพิการเข้าถึงได้ (Inclusive Mainstream Health Services)
นอกจากนี้ ระบบการเก็บข้อมูลสาธารณสุขต้องมีการแยกประเภทความพิการ (Disability-disaggregated data) อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นขนาดของปัญหาที่แท้จริง ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องตระหนักคือ นโยบายด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่มักถูกเขียนไว้เพื่อสะท้อนภาพความเท่าเทียมที่ดูดี ทว่าในขั้นตอนการปฏิบัติจริง (Implementation) กลับยังคงขาดแคลนทั้งงบประมาณสนับสนุนและความเข้าใจในหลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) อย่างถ่องแท้
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ตัวเลขจากรายงานยูนิเซฟพบว่า มีเด็ก 1 ใน 10 คนทั่วโลก ใช้ชีวิตอยู่กับความพิการ และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้เข้าโรงเรียน
– การสำรวจต้องฟังเสียงทุกคน และไม่ตกหล่นผู้พิการ ‘iData’ แพลตฟอร์มสำรวจออนไลน์ที่เข้าใจเงื่อนไขผู้พิการ
– 90% ของผู้พิการทางสายตาทั่วโลกกระจุกอยู่ในประเทศรายได้น้อย แต่จำนวนอาจลดลงได้หากแก้ปัญหา ‘ความยากจนขั้นรุนแรง’
– 6 ใน 10 ของยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอังกฤษเป็นผู้พิการ
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG 1 ยุติความยากจน
– (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมระดับประเทศที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงฐาน การคุ้มครองทางสังคม (floors) โดยให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรยากจน และกลุ่มเปราะบางให้มากพอ ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG 3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาที่สามารถซื้อหาได้
#SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.2) เสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา สถานะทางเศรษฐกิจ หรืออื่น ๆ ภายในปี พ.ศ. 2573
รายการอ้างอิง
– World Health Organization (WHO). (2022). Global report on health equity for persons with disabilities.
– United Nations. (2015). Transforming our world: the 2030 Agenda for Sustainable Development.

