90% ของผู้พิการทางสายตาทั่วโลกกระจุกอยู่ในประเทศรายได้น้อย แต่จำนวนอาจลดลงได้หากแก้ปัญหา ‘ความยากจนขั้นรุนแรง’

บทความ To end extreme poverty, we must also end blindness เผยแพร่ในเว็บไซต์สภาเศรษฐกิจโลก เผยว่าเกือบ 90% ของผู้พิการทางสายตาทั่วโลกอยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อย ที่ความพิการทางสายตา/ตาบอดกับความยากจนเป็นเหตุและผลของกันและกันเป็นวงจร กล่าวคือ สาเหตุหลักของความพิการทางสายตาในประเทศที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง 50% มาจาก ‘ต้อกระจก’ ซึ่งไม่ได้รักษายากหรือมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง ทว่าผู้ที่ประสบภาวะดังกล่าวในประเทศเหล่านี้จำนวนมากกลับไม่สามารถเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพตาเพื่อรักษาโรคต้อกระจกได้ เพราะภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมของตนอาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สามารถจ่ายได้

ในทางกลับกัน การที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกจะช่วยส่งเสริมผลิตภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 1,500% ของต้นทุนการผ่าตัดตั้งแต่ในปีแรกหลังจากที่การผ่าตัดเรียบร้อย เป็นวงจรที่ประชาชนที่มี ‘สายตาที่ดี’ กลับมาช่วยลดความยากจนลง ไม่เพียงแต่ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น การรักษาดวงตา/การลดความพิการทางสายตาในประเทศที่มีรายได้น้อย ยังสนับสนุนให้สามารถเข้าถึง/มีการศึกษาเพิ่มขึ้น มีความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตในเด็ก และเพิ่มความรู้สึกเคารพรักตัวเองด้วย เป็นต้น

หากเปรียบเทียบสาเหตุความพิการทางสายตาของประเทศที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางกับประเทศตะวันตกซึ่งมีรายได้สูง จะพบว่า ‘ต้อกระจก’ เป็นสาเหตุของความพิการทางสายตาในประเทศตะวันตกเพียง 5% เท่านั้น

ดังนั้น จึงควรมาสำรวจวิธีการแก้ไขปัญหาวงจรของความยากจนกับความพิการทางสายตา โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่า เงินทุนอาจจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเพียงประการเดียว แต่จะต้องไปให้ถึง ‘ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ’ (social determinants of health) ที่โยงใยกันอยู่ด้วย

โดยปัญหาอาจจะเริ่มมาจากการที่ประชาชนในประเทศเหล่านี้มองว่าความพิการทางสายตาเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือขาดการตระหนักรู้ว่าการรักษาดวงตาเป็นทางเลือกที่ทำได้ ดังนั้น จึงอาจสนับสนุนให้สามารถเข้าถึงการบริการสุขภาพในระดับท้องถิ่นที่มีราคาหาซื้อได้ (affordable) ได้มากขึ้น และพัฒนาความรู้ความเข้าใจเรื่องการรักษา

ที่สำคัญ ผู้ให้บริการจะต้องระบุชี้ตำแหน่งของคนไข้ในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ห่างไกล เข้าถึง และโน้มน้าวให้รับการรักษาได้ฟรี เป็นกิจกรรม/โครงการ ‘outreach’ หาประชาชน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มักจะอยู่ในความยากจนและไม่สามารถเดินทางมาเพื่อรับการรักษาและจ่ายค่ารักษาได้ ซึ่งทำให้เห็นความท้าทายอีกประการว่าด้วยเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าโฆษณาที่อาจทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคมก็นับเป็นหนึ่งอุปสรรคได้เช่นกัน หากเป็นกำแพงที่ส่งผลต่อการยินยอมเข้ารับการรักษา ขณะที่บางงานวิจัยชี้ว่าในบางพื้นที่ ปัญหาความพิการทางสายตาหรืออาการตาบอดนั้นลดลง ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นผลมาจากการเข้าถึงน้ำสะอาดและความเข้าใจเรื่องสุขอนามัยที่ดีมากขึ้น โดยที่การรักษาปัญหาดวงตาอาจไม่จำเป็น

ไม่ว่าวิธีการแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่จะเป็นอย่างไร การศึกษาเหล่านี้ได้ช่วยชี้ให้เห็นว่าปัญหาความพิการทางสายตาในประเทศที่มีรายได้น้อยนั้นมีความซับซ้อน ที่สถิติเพียงลำพังหรือการหยิบยกการศึกษาใดมาอธิบายอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือการนำทางว่าจะต้องจัดการกับปัญหาความยากจนและความยากจนขั้นรุนแรง เพื่อที่จะยุติปัญหาความพิการทางสายตา/อาการตาบอดได้

โดยจะต้องสำรวจปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพร่วมกับปัจจัยทางวัฒนธรรม ที่นอกเหนือไปจากการพิจารณาเรื่องค่ารักษาพยาบาลหรือแหล่งเงินทุนในการแก้ปัญหา

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ขจัดความยากจน
– (1.1) ขจัดความยากจนทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันวัดจากคนที่มีค่าใช้จ่ายดำรงชีพรายวันต่ำกว่า 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ภายในปี 2573
– (1.a) สร้างหลักประกันว่าจะมีการระดมทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญจากแหล่งที่หลากหลาย รวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือเพื่อการพัฒนา เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และเพื่อการดำเนินงานตามแผนงานและนโยบายเพื่อยุติความยากจนในทุกมิติ
#SDG3 สุขภาพและสุขภาวะที่ดี
– (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสามผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
– (3.8) ส่งเสริมการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิผล มีคุณภาพ และมีราคาที่สามารถซื้อหาได้
#SDG8 การเติบโตทางเศรษฐกิจและงานที่มีคุณค่า
– (8.3) ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อยขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน

แหล่งที่มา:
To end extreme poverty, we must also end blindness (World Economic Forum)

Last Updated on กันยายน 1, 2021

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

ประชากรในโลกจำนวนมากยังไม่มีเอกลักษณ์ทางกฎหมาย – จดทะเบียนแจ้งตายและแจ้งเกิด

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การเสียชีวิตของประชากรในโลกเกือบ 40% ในปี 2563 ไม่ได้มีการจดทะเบียนการตาย ทว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากโควิด-…

รู้จัก Openwho.org แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีส่งตรงจาก WHO แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อตอบสนองต่อวิกฤติฉุกเฉินด้านสุขภาพ

ถิรพร สิงห์ลอ

OpenWHO แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ซึ่งจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) (รวมถึงแอปพลิเคชั่นสำหรับ iOS และ Android) เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 25…

รายงาน UN ชี้อัตราการเสียชีวิตของมารดาลดลง 40% ทั่วโลก – แต่ยังสูงในประเทศที่มีความขัดแย้ง

หน่วยงานสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มรอดชีวิตจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรสูงกว่าที่ผ่านมา โดยอัตราการเสียชี…

แผนปรับตัวต่อ Climate Change แห่งชาติ มีประเด็นใดน่าสนใจบ้าง? ชวนสำรวจเป้าหมายและสาระสำคัญ

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยแพร่แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thaila…

ค้นหา