เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เครือข่าย Thailand Circular Economy นำโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง SDG Move ได้เข้ายื่นร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …. (ฉบับประชาชน) ต่อ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภา เพื่อผลักดันให้เป็นกฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทย ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรและของเสียอย่างเป็นระบบ
เครือข่าย Thailand Circular Economy ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตขยะและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก โดยมีปริมาณขยะมูลฝอยมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นขยะอาหารราว 10 ล้านตัน และขยะพลาสติกเกือบ 3 ล้านตัน ขณะที่สถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศกว่า 2,057 แห่ง มีเพียง 6% เท่านั้นที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ส่วนอีก 94% ยังใช้วิธีเทกอง เผากลางแจ้ง หรือใช้เตาเผาที่ไม่มีระบบบำบัดมลพิษ ส่งผลต่อปัญหาฝุ่น PM 2.5 การปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำ และการรั่วไหลของขยะสู่ทะเล
ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงใช้รูปแบบการจัดการขยะเช่นเดิม ภาระความเสียหายอาจสูงถึง 387,000 ล้านบาท และส่งต่อผลกระทบไปยังคนรุ่นต่อไป และอาจต้องใช้งบฟื้นฟูสูงถึง 114,000 ล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการจัดการขยะมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 2,800 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนเข้ามารองรับ แม้ปัญหานี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “เรื่องขยะ” แต่สะท้อนการสูญเสียทรัพยากร สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารทรัพยากรทั้งระบบ ผ่านกลไกสำคัญ เช่น หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (PAYT) ที่กำหนดให้ผู้ที่สร้างขยะมากต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมทั้งยังเสนอการรับรอง “3 สิทธิใหม่” ของผู้บริโภค ได้แก่ สิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) สิทธิในการปฏิเสธบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น (Right to Refuse) และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุหรือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตสินค้า (Right to Know)
กว่าจะเกิดร่างกฎหมายฉบับนี้มีการศึกษาและพัฒนานานกว่า 6 ปี เพื่อออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การบริโภค ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่และการจัดการของเสียอย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนดังกล่าวไม่เพียงส่งผลดีต่อการจัดการของเสียภายในประเทศ ทว่าถือเป็นการเตรียมความพร้อมของไทยต่อกติกาการค้าระดับโลก โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เช่น PPWR และ ESPR ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน หากไทยยังไม่มีกรอบกฎหมายรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอนาคต ตามที่ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เทียบเท่าร้อยละ 1 ของ GDP สร้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2573
หลังจากนี้ หากร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เครือข่ายฯ ต้องเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชนให้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569 พร้อมย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “ขยะ” แต่คือการสร้างระบบที่กระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เพื่ออนาคตด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนร่วมกัน
อ่านเนื้อหา พ.ร.บ เศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มเติมที่>> https://thailandcenetwork.org/
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– เครือข่าย Thailand Circular Economy ดันร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน แก้ขยะล้นประเทศ รับมือวิกฤตพลาสติกโลก
– จากขยะสู่โอกาส – การผลักดันร่างกฎหมาย ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ บนหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต สนทนากับ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
– รายงาน Circularity Gap 2025 เผยอัตรา ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ลดเหลือ 6.9% แนะภาครัฐ-เอกชนปรับทิศทางสู่การใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน
– World Bank เผยปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วงเผชิญภาวะหยุดชะงัก – พร้อมชี้เศรษฐกิจหมุนเวียนคือหนึ่งในทางออก
– เวียดนามชูยุทธศาสตร์ชาติ Decision 450 หวังปกป้องสิ่งแวดล้อม-สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายในปี 2573
– เลขาธิการบริหาร UNECE เสนอว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อโลก
– มาเลเซียมุ่งผันตัวจากแหล่งทิ้งขยะของประเทศพัฒนาแล้ว เป็นผู้นำประเทศกำลังพัฒนาด้าน ‘ขยะเป็นศูนย์’ ด้วยหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
#SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
– (9.4) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยทุกประเทศดำเนินการตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ภายในปี 2573
– (9.b) สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรมภายในประเทศในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงการทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีนโยบายสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำไปสู่ความหลากหลายของอุตสาหกรรมและการเพิ่มมูลค่าของสินค้า
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
– (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 2563
– (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ
– (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และผนวกข้อมูลด้านความยั่งยืนลงวงจรการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.1) ป้องกันและลดมลพิษทางทะเลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากกิจกรรมบนแผ่นดิน รวมถึงขยะในทะเลและมลพิษจากธาตุอาหาร (nutrient pollution) ภายในปี พ.ศ. 2568
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
แหล่งที่มา :
– ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา รับยื่นร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชนจาก 28 องค์กรภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร )
– 28 องค์กรภาคี ยื่น “ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน” ต่อรัฐสภา หยุดวงจร “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ก่อนภาระความเสียหาย 387,000 ล้านบาทจะตกถึงลูกหลาน (Thailand Circular Economy เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน)

