SDG Move

กลับปูยู – เกาะที่ยังสู้กับ ‘ขยะ’ ไม่รู้จบ โจทย์เเรกต้องสร้าง ‘ระบบจัดการที่เหมาะกับพื้นที่เเละเป็นธรรมกับทุกคน’

ปลายเดือนกันยายน 2568 ก่อนฤดูพายุฝนจะเคลื่อนคลุมภาคใต้ เราออกเดินทางสู่ ‘ปูยู’ เกาะขนาดกลางในจังหวัดสตูล ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 15 กิโลเมตร และเป็นชุมชนของของคน 1,600 กว่าคน รวมถึง จัน หรือ ชาคริต เตะปูยู รุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยที่เกิดและโตที่นี่

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากเรื่องเล่าของเขา เรื่องเล่าที่ขึ้นต้นด้วยความงดงาม สงบ และเรียบง่ายของบ้านที่จากมา แต่มีจุดตัดสำคัญคือ ‘กองขยะ’ ซึ่งกำลังกัดกินสิ่งเหล่านั้นให้ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพ เขาบอกว่าใต้ถุนบ้านของคนส่วนใหญ่ที่นี่เต็มไปด้วยขยะ ขณะที่ลานเผาขยะที่มีมานานก็ส่งกลิ่นเหม็นและเป็นด่านสำคัญที่พาขยะลงสู่ท้องทะเล เหล่านี้กระทบต่อทั้งชีวิตผู้คนและระบบนิเวศ แต่ดูเหมือนกลายเป็นความไม่ปกติที่เรื้อรังไปเสียแล้ว

บทความฉบับนี้ ไม่เพียงพาไปสำรวจว่าสิ่งที่จันกังวลนั้นจริงเพียงใด แต่ตลอดระยะเวลา 3 วันบนเกาะปูยู เรายังออกไปสนทนากับผู้คนที่หลากหลาย ทั้งคนหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ และสูงวัย เพื่อสอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกับพวกเขาถึงมุมมองต่อสภาพปัญหาขยะในบ้านของตน ซึ่งช่วยขับเน้น ‘การมีส่วนร่วมของคนทุกคน’ ในการสะท้อนความต้องการการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์อย่างเป็นธรรม 


01 – บ้านที่คืนกลับ

พฤษภาคม 2568 หลังสอบไล่วิชาสุดท้ายเสร็จ จัน แพ็กกระเป๋าโบกมือลาทุ่งรังสิต พากายและใจวัย 22 ปี เดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิด ต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่ที่เลือกอยู่เมืองหลวงต่อเพื่อหางานทำ 

“ถ้าอยากหางานดี ๆ ทำ กรุงเทพฯ ยังเป็นคำตอบ แต่สำหรับผมตอนนั้น เรื่องงานยังไม่ใช่โจทย์หลัก ความเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงบวกกับเป็นเด็กกิจกรรมที่ทำงานอาสามาตลอด สิ่งที่อยากทำคืออยากนำวิชาความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด อยากเห็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ คนรอบตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทะเลที่ตัวเองเติบโตมาได้รับการดูแล” 

เป็นคำอธิบายที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา แต่เห็น ‘แพชชัน’ และ ‘เป้าหมาย’ ที่เปี่ยมชัด ความไม่ลังเลใจพาจันกลับสู่อ้อมกอดของ ‘สตูล’ เมืองเล็ก ๆ ริมฟากฝั่งอันดามัน ดินแดนที่เคยเรียกตัวเองว่า ‘สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์’ สองข้างทางระหว่างกลับบ้านสำหรับเขาจึงเต็มไปด้วยความทรงจำ ท่าเรือ ป่าโกงกาง คลื่นลมทะเล บางสิ่งอย่างเปลี่ยนไปแต่อีกหลายสิ่งอย่างยังเหมือนเดิม กระทั่งเมื่อเรือแล่นเข้าเขตน่านน้ำของเกาะปูยู สิ่งหนึ่งที่จันเห็นว่าไม่เคยถูกเปลี่ยนเลยคือ ‘ขยะ’ ที่อยู่คู่เกาะนี้มาตั้งแต่ตนจำความได้ 

“ผมกลับบ้านมาอย่างน้อยปีละครั้ง ทุกครั้งที่กลับมาก็พบว่าน้ำทะเลบ้านเรามีขยะเหมือนเดิม พอขึ้นเกาะก็พบขยะกระจัดกระจายอยู่ทั่ว แต่สถานที่ที่ค่อนข้างจะกวนใจมากที่สุดคือ ‘ลานเผา’ ที่สร้างขึ้นบนผืนป่าโกงกาง ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นมาก และเป็นภาพที่ไม่เคยน่ามอง แต่มันกลับอยู่ที่หน้าหมู่บ้านของเรา คือถ้ายังมีสิ่งนี้อยู่แทบจะไม่ต้องคิดทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน เพราะเป็นที่ที่ไม่รับแขกเอามาก อย่างไรก็ดี ตรงนี้ก็โทษชาวบ้านไม่ได้ เพราะนี่เป็นวิธีการจัดการที่พอจะทำได้มากที่สุด ซึ่งอาจคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนบนเกาะเอง ระยะยาวไม่คุ้มเสียแน่นอน”

จันเล่าขณะเดินนำทางไปยัง ‘ลานเผา’ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชุมชนออกมาไม่เกิน 500 เมตร ด้านหนึ่งของลานติดกับคลองที่เชื่อมต่อทะเล อีกด้านติดถนนเส้นหลักที่คนในหมู่บ้านใช้สัญจร รอบ ๆ รายล้อมด้วยโกงกางที่ยืนต้นเหี่ยวแห้ง เขม่าดำทิ้งร่องรอยเป็นหลักฐานว่าที่แห่งนี้ใช้เผาขยะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากเปาะจิ และบังหมัด สองลูกจ้าง อบต. ที่รับหน้าจบขยะครบกระบวนการตั้งเเต่เก็บ ขน เเละเผาแล้ว อีกสิ่งมีชีวิตที่ยึดครองพื้นที่แสดงตัวเป็นเจ้าถิ่นคือ ‘ฝูงลิง’ ที่กำลังคุ้ยเขี่ยอาหารเย็นของพวกมันอย่างใจจดใจจ่อ 

“ภาพที่เห็นนี้กลายเป็นภาพสามัญปกติของชาวบ้านไปแล้ว ทั้งที่มันไม่ควรมีภาพแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะข้างหลังภาพเต็มไปด้วยปัญหา 

“อย่างแรกเลยคือระบบนิเวศทางทะเลของเราได้รับผลกระทบและค่อย ๆ เสื่อมโทรม เห็นได้ชัดว่าป่าโกงกางที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล ตอนนี้กลายเป็นป่าแหว่ง พื้นที่อนุบาลตรงนี้จึงลดน้อยลง ต่อมาคือสารพิษหรือสารอันตรายที่ตกข้างซึ่งกระทบต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่มีการคัดแยกประเภทของขยะก่อนการนำมาเผา อีกทั้งควันจากการเผาและกลิ่นของเศษเน่าโดยเฉพาะเศษเปลือกกั้งก็นับว่าเป็นมลพิษทางอากาศที่กระทบต่อสุขภาพ และปัญหาสุดท้ายคือแม้จะใช้วิธีเผา แต่ขยะอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังหลุดออกจากระบวนการไปได้ ทั้งเนื่องจากไฟที่เผาไม่ทั่วและลิงที่ดึงทึ้งออกมา”

“ซึ่งถามว่าขยะกลุ่มนี้ไปไหน คำตอบคือไม่ถมอยู่บนกองดินก็ลอยลงทะเล กลายเป็นอันตรายอีกรูปแบบต่อสัตว์ทะเล เช่นนี้เอง เฉพาะปัญหาการจัดการด้วยวิธีการดั้งเดิมที่ทำมาช้านานแบบนี้จึงค่อนข้างส่งผลกระทบที่ซ้อนทับกันอยู่ไม่น้อย” จันเล่า

“กลับบ้านหนนี้จึงไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ เพราะผมตั้งใจกลับมาอยู่นาน และหากถามว่าอะไรคือสิ่งแรกที่ตัวเองอยากเปลี่ยน ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องการจัดการขยะ” เขาเล่าภาพฝันและความตั้งใจด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ระหว่างที่เพลิงไฟเบื้องหลังกำลังเผาไหม้ขยะนานาชนิดไม่เลือกหน้า เป็นเวลาเดียวกับที่พระอาทิตย์สีแสดส้มเบื้องหน้าค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยลาฟ้าไปอีกวัน


02 – ‘ขยะ’ ยังถมทับในใจชาวบ้าน 

ภาพสะท้อนจากจันอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะความจริงคนบนเกาะต่างรับรู้การมีอยู่ของปัญหาเรื้อรังนี้มานานหลายปี โดยวันรุ่งขึ้นจันพาเราออกเดินทางไปสนทนากับชาวบ้านบนเกาะ และจากการสำรวจความคิดเห็นพวกเขา 163 คน หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนประชากรบนเกาะปูยูทั้งหมด ก็ช่วยให้เห็นปัญหาที่พันกันอยู่อย่างยุ่งเหยิง แจ่มชัดและเป็นระเบียบมากขึ้น 

สิ่งแรกที่เราค้นพบคือ ชาวบ้านที่ตอบแบบสอบถามซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวประมง (28.2%) ตามมาด้วยอาชีพรับจ้าง/พนักงาน (21.5%) และค้าขาย (15.3%) ส่วนที่เหลือมีทั้งเกษตรกร ข้าราชการ แม่บ้าน รวมถึงนักเรียน/นักศึกษา กว่า 106 คน หรือคิดเป็น 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่า “ขยะเป็นปัญหาเร่งด่วนมาก” อีก 28% เห็นว่า “ค่อนข้างเร่งด่วน” และอีก 6.1% เห็นว่าระดับความเร่งด่วนคือ “ปานกลาง” 

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุหรือลักษณะของปัญหาขยะที่ชาวบ้านกังวล พบว่ากว่า 92.6% เลือกให้ “ขยะจากชุมชน/ครัวเรือน” อยู่ในระดับความกังวลสูงสุด ตามมาด้วยขยะตามชายหาด ขยะจากเรือประมง/กิจกรรมทางทะเล และขยะข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนขยะจากนักท่องเที่ยวนั้นอยู่ในระดับกังวลที่น้อย เพียง 8.6% ซึ่งจันอธิบายเพิ่มเติมว่าเนื่องจากการท่องเที่ยวของเกาะปูยูยังไม่ได้รับความนิยมและมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาจำนวน้อย หากเทียบกับเกาะชุมชนอื่น ๆ ในทะเลอันดามัน เช่น เกาะสาหร่าย เกาะลิบง 

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสาเหตุหรือลักษณะของปัญหาขยะเป็นอย่างไรแต่ล้วนนำมาซึ่งผลกระทบต่อเกาะปูยูไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยชาวบ้านที่ตอบแบบสอบถามกว่า 86.6% เห็นว่าปัญหาขยะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ก่อให้มลพิษ น้ำเน่าเสีย และเสี่ยงไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเล กว่า 59.5% เห็นว่ากระทบต่อสุขภาพของพวกเขา เช่น ก่อให้เกิดโรคหรือเจ็บป่วย และเสี่ยงติดเชื้อจากสัตว์ที่เป็นพาหะ ขณะที่ 49.1% เชื่อว่าปัญหาขยะส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา เช่น ความขัดแย้งระหว่างครัวเรือน และ 41.7% เห็นว่าปัญหาขยะกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเกาะปูยู โดยเฉพาะกลิ่นและความไม่สวยงามของลานเผาขยะที่เห็นได้ชัดเจน 

ด้าน สุนิสา ดาหมาด พนักงานสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะปูยู ซึ่งเป็นข้าราชการเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่สนับสนุนการจัดการขยะโดยตรง เผยว่าการบริหารจัดการขยะที่ทำบนเกาะปูยูตอนนี้มี 3 ส่วน คือ ต้นทาง ระดับครัวเรือนต้องมีการคัดแยกมาตั้งแต่ต้นและต้องทิ้งให้ลงถัง แต่ปัญหาคือหลายครัวเรือนถังขยะไม่เพียงพอ ส่วนการคัดแยกชนิดขยะนั้นทำกันน้อยมาก ต่อมาคือกลางทาง เป็นหน้าที่ของ อบต. ที่ต้องจัดเก็บและรวบรวมขยะมากำจัด ซึ่งปัจจุบันมีเปาะจิและบังหมัดทำหน้าที่หลักในการขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างตระเวนเก็บขยะรอบเกาะทุกตอนเย็น สุดท้าย ปลายทางคือการกำจัด ก็อย่างที่เห็นว่ายังคงใช้การเผากลางลานกว้าง ๆ 

“กระบวนการจัดการทั้ง 3 ส่วนมีรอยต่อและเงื่อนไขเฉพาะซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน ปัญหาแรกคือเรื่องภูมิศาสตร์ เนื่องจากเป็นเกาะที่อยู่ห่างจากฝั่งมากถึง 15 กิโลเมตร ทำให้วิธีการขนส่งขยะออกจากเกาะเพื่อนำไปกำจัดในตัวเมืองบนฝั่งจึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูง 

“ประการต่อมาคือเรื่องขององค์ความรู้ ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ของ อบต. ไปจนถึงชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ยังมีช่องว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการขยะที่เป็นระบบอยู่มาก เช่น ความเข้าใจความต่างของชนิดขยะและผลกระทบระยะยาวที่มีต่อนิเวศทะเลโดยรอบ 

“อีกประการคือปัญหาเชิงพฤติกรรม เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นเกาะ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเน้นการซื้อของจากฝั่งมากักตุนไว้ครั้งละมาก ๆ ก่อให้เกิดซองพลาสติกจำนวนมากตามมาด้วย ประกอบกับระบบน้ำดื่มบนเกาะยังไม่มี ทุกวันนี้ชาวบ้านจึงยังต้องพึ่งพาน้ำดื่มสำเร็จรูปที่บรรจุขวดพลาสติกอีกด้วยเช่นกัน 

“สุดท้ายคือปัญหาขยะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ยากต่อการควบคุมจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยหรือหารือแนวทางร่วมกันกันระหว่างประเทศ” สุนิสา อธิบายเพิ่มเติม

จัน กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับข้อค้นพบข้างต้น และชี้ว่า “วันนี้มีหลักฐานบ่งชี้ให้เชื่อได้ว่าสภาพสิ่งแวดล้อมที่นี่กำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรม แต่สิ่งที่ยังขาดคือการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ด้วยวิทยาศาสตร์หรือองค์ความรู้ คือโดยสภาพมองด้วยตาเปล่าเราก็รู้ว่าลานเผาขยะทำลายป่าโกงกาง และเป็นแหล่งกระจายไมโครพลาสติกลงสู่ทะเล แต่ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานใดขยับมาทำอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็นผลกระทบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม กลายเป็นช่องว่างทางความรู้ที่หากเติมเต็มได้จะช่วยได้มาก เราจึงต้องการการตรวจวัดคุณภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติรอบลานเผาขยะ ต้องการให้มีการตรวจวัดไมโครพลาสติกในสัตว์น้ำในพื้นที่ และวิทยาศาสตร์อื่น ๆ มาวิเคราะห์ความรุนแรงของปัญหาให้ชัดเจนขึ้น” 


03 – ความ (พยายาม) เปลี่ยนแปลงที่ยังขาดแรงหนุน

เมื่อทุกคนต่างรู้ปัญหาจึงเกิดคำถามขึ้นว่า ที่ผ่านมามีความพยายามจัดการให้ปูยูปลอดขยะมากขึ้นบ้างหรือไม่ สุนิสา เผยว่า “แม้ดูเหมือนทุกคนจะคุ้นชินกับปัญหาไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครลงมือทำอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดมี 3 กลุ่มที่พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง กลุ่มแรกคือ อบต. โดยพยายามออกแบบกิจกรรมหรือแคมเปญรณรงค์ให้ชาวบ้านลดการใช้พลาสติกโดยเปิดรับสมัครร้านค้าบนเกาะเข้าร่วม หากลูกค้ามาซื้อสินค้าแล้วปฏิเสธรับถุงพลาสติกก็จะได้รับคูปอง 1 ใบ แล้วนำไปหย่อนในกล่องชิงโชค ซึ่ง อบต.จะนำมาจับรางวัลเดือนละ 12 คน ผลคือลดถุงได้อย่างน้อย 500 ใบต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมธนาคารขยะชุมชน โดย อบต. จะตั้งร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลจากชาวบ้านเดือนละ 1 ครั้ง แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมีข้อจำกัดเรื่องอาคารที่จัดเก็บที่ไม่เพียงพอรองรับปริมาณขยะ จึงทำให้ต้องรับซื้อและนำขายขึ้นฝั่งในวันเดียวกัน

“กลุ่มที่สองคือโรงเรียน มีการจัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนขึ้น โดยเป็นการรับซื้อขยะรีไซเคิลจากเด็ก ๆ นักเรียน ผลตอบรับดี เด็ก ๆ มีการเตรียมพร้อมกับครอบครัวในการนำขยะมาขาย ทำให้การรณรงค์เข้าถึงระดับครัวเรือนได้ง่ายมากขึ้น”

“กลุ่มสุดท้ายคือพนักงานจัดเก็บขยะ ซึ่งมีกันอยู่ 2 คนถ้วน คือเปาะจิและบังหมัด โดยส่วนใหญ่จะเป็นการคัดแยกที่ปลายทางคือเก็บขยะมาแล้วค่อยคัดแยกก่อนเผา มีแยกประเภท กระป๋อง พลาสติก และเหล็ก อย่างไรก็ดีใม่ดีมีกระบวนการที่เป็นระบบชัดเจน จึงต้องยอมรับแต่ละวันยังไม่สามารถแยกขยะได้ทั้งหมด”

อย่างไรก็ดี สุนิสา เน้นย้ำว่า “เราต่างรู้ว่าการลงแรงในระดับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการกับขยะได้อย่างยั่งยืน เพราะส่วนใหญ่ยังมุ่งเป้าและทำได้แต่เพียงเรื่องของจิตสำนึก แต่เรื่องระบบ องค์ความรู้ และงบประมาณ ยังเป็นสิ่งที่ขาดและรอคอยการเติมเต็ม”

ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจของชาวบ้านต่อการจัดการขยะบนเกาะปูยู เผยให้เห็นว่า 4 เรื่องที่ชาวบ้านมีความพึงพอใจน้อยและอยากให้เร่งรัดจัดการโดยด่วน ได้แก่ จำนวนถังขยะ โดยส่วนใหญ่คิดว่าจำนวนถังขยะยังไม่เพียงพอและไม่มีการแบ่งตามประเภทขยะที่ชัดเจน ตามมาด้วยเรื่องระบบการจัดการขยะ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าเกาะปูยูยังไม่มีระบบจัดการที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านในการขนส่งขยะรีไซเคิลออกจากเกาะ พบว่าแม้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งพยายามที่จะแยกขยะรีไซเคิล แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับเงื่อนไขสำคัญคือการนำขยะเหล่านั้นออกจากเกาะค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากเนื่องจากมีต้นทุนสูง และสุดท้ายคือมาตรการในการลดการใช้พลาสติกบนเกาะยังมีน้อย โดยชาวบ้านบางส่วนสะท้อนว่าหากเทียบกับปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาปล่อยวัวในที่สาธารณะ ที่มีมาตรการจริงจัง มีบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม ต่างจากปัญหาพลาสติกและขยะอื่น ๆ ที่เน้นการขอความร่วมมือมากกว่า ซึ่งตรงนี้หากมีมาตรการที่เด็ดขาดมากขึ้น พวกเขามองว่าอาจช่วยให้ผู้คนลดการใช้พลาสติกได้ 


04 – “ระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ” โจทย์แรกที่ชาวปูยูอยากให้แก้

เมื่อถามว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชนเองขยับหรือเพิ่มเติมส่วนใดให้มากขึ้น พบว่ากว่า 64.4% อยากให้มีจุดคัดแยกขยะในชุมชนที่ทั่วถึง และกว่า 57.7% เห็นว่าควรมีระบบการจัดการขยะรีไซเคิลที่ถูกต้อง ขณะที่ 52.8% เห็นว่าควรมีระบบการจัดขยะที่สามารถทดแทนการเผาได้  เห็นได้ว่า 3 เรื่องที่ชาวเกาะปูยูอยากให้เร่งรัดดำเนินการนั้นล้วนเป็นเรื่องเชิงระบบทั้งสิ้น 

ตามมาด้วยเรื่องของการกำหนดมาตรการและการจัดกิจกรรมที่จะช่วยหนุนเสริม โดยกว่า 47.72% เห็นว่าควรกำหนดมาตรการสำหรับผู้ทิ้งขยะไม่ถูกที่หรือทิ้งลงทะเลที่ชัดเจนมากขึ้น และกว่า 39.9% สนับสนุนให้มีการลดหรือเลิกใช้โฟมหรือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และอยากให้มีการจัดกิจกรรมการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องผลกระทบและการมีส่วนร่วมจัดการขยะ


05 – ‘เตาเผา’ ทางรอดที่ยังไม่ได้(ร่วม)เลือก

ก่อนจากลาเกาะปูยู จันขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างพาเราไปยังที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งซึ่งถูกไถหน้าดินเรียบร้อย ที่ที่เขาเองยังไม่แน่ใจว่าคือโอกาส ทางรอด หรือหายนะที่หนักกว่าเดิม

“ตรงนี้อีกไม่กี่ปีก็จะกลายเป็นโรงเผาขยะ” 

“อบต. ได้เตรียมการเรียบร้อยแล้วทั้งเรื่องสถานที่และแผนต่าง ๆ เหลือแต่เพียงงบประมาณ ซึ่งตามแผนคือจัดถมดิน สร้างอาคาร และจัดซื้อเตาเผาขยะ แน่นอนว่าการปิดลานเผาแล้วย้ายมาเผาที่โรงเผานี้แทนจะช่วยแก้ปัญหาขยะลงทะเลและฟื้นฟูป่าโกงกางให้กลับมาดีขึ้นได้ แต่แง่หนึ่งก็มีความกังวลว่าหากเตาที่ซื้อมาไม่ได้มาตรฐานหรือขาดการจัดการที่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นขึ้น เป็นการหนีเสือปะจระเข้ โดยเฉพาะฝุ่นละอองและควันพิษ เช่น เบนซิน ไดออกซิน ที่เกิดจากการเผาพลาสติก ซึ่งสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้”

ด้าน สุนิสา ยอมรับว่า “เตาเผาขยะอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน แต่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเกาะ ณ เวลานี้ ท่ามกลางเงื่อนไขมากมาย โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะย้อนกลับไปใช้วิธีพื้นฐานแบบการฝังกลบ เนื่องจากสภาพดินที่นี่ส่วนใหญ่เป็นดินเลน เมื่อขุดลงไปก็เจอน้ำ หากฝังกลบน้ำจากขยะอาจซึมออกมาปนกับแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชาวบ้านได้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามทำให้จุดที่เราจะวางเตาเผาห่างจากรัศมีชุมชนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านได้รับมลพิษน้อยที่สุด” 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ยังขาดในกระบวนการสร้างโรงเผาขยะคือ “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” ในการเสนอความเห็นและร่วมตัดสินใจ 

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ภายใต้โครงการ COllaborative Actions for STrengthening Thai CSO’s participation in Tackling Climate Change, Gender Equality and Social Inclusion (COAST Project)

สัมภาษณ์เเละเรียบเรียง : อติรุจ ดือเระ
ออกเเบบกราฟิก :  วิจย์ณี เสนเเดง


● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– SDG Insights | ขยะพลาสติกในทะเล: ความพยายามของภูมิภาคอาเซียน
– ผลกระทบของขยะพลาสติกในมหาสมุทรที่มีต่อสุขภาพของคน: การศึกษาที่อาจยังขาดหายไป
– NextWave Plastics จับมือคู่แข่งทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายระดับโลกแห่งแรกที่ปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดขยะพลาสติกในมหาสมุทร
– โคคา-โคล่า ร่วมมือกับ The Ocean Cleanup เดินหน้าใช้นวัตกรรมดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำ 15 แห่งทั่วโลกก่อนไหลลงสู่มหาสมุทร
– คุณภาพระบบนิเวศทะเลไทยอาจวิกฤติ หาก “ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล” ยังไม่ถูกจัดการอย่างยั่งยืน

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.3) ยุติการแพร่กระจายของเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย และต่อสู้กับโรคตับอักเสบ โรคติดต่อทางน้ำและโรคติดต่ออื่นๆ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG6 น้ำสะอาดเเละการสุขาภิบาล
– (6.3) ปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยการลดมลพิษ ขจัดการทิ้งขยะและลดการปล่อยสารเคมีอันตรายและวัตถุอันตราย ลดสัดส่วนน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดลงครึ่งหนึ่ง และเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่และการใช้ซ้ำที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนทั่วโลก ภายในปี พ.ศ. 2573
– (6.6) ปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ รวมถึงภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ชั้นหินอุ้มน้ำ และทะเลสาบ ภายในปี พ.ศ. 2563
#SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.6) ลดผลกระทบทางลบของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรรวมถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอื่นๆ ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.1) ป้องกันและลดมลพิษทางทะเลทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากกิจกรรมบนแผ่นดิน รวมถึงขยะในทะเลและมลพิษจากธาตุอาหาร (nutrient pollution) ภายในปี พ.ศ. 2568
– (14.2) บริหารจัดการและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบที่มีนัยสำคัญ รวมถึงโดยการเสริมภูมิต้านทานและปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟู เพื่อบรรลุการมีมหาสมุทรที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพ ภายในปี พ.ศ. 2563
#SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม เเละสถาบันเข้มเเข็ง
– (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.14) ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

Exit mobile version