เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเกียรติร่วมเป็นหนึ่งในผู้กล่าวบทปาฐกถาจากงาน Second High-Level international conference “Sustainable Development in Eurasia” ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน
ในโอกาสนี้ SDG Move ขอนำเสนอคำปราศรัยฉบับภาษาไทยของ ผศ.ชล บุนนาค ซึ่งถอดความจากบทปาฐกถาดังกล่าว โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับ “อนาคตหลังปี 2030: ห้าบทเรียนจากประเทศไทยสำหรับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนถัดไป” และสะท้อนบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในบริบทของประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนในช่วงหลังปี 2030
บทปาฐกถาจากงาน Second High-Level international conference
“Sustainable Development in Eurasia”
ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค
SDG Move คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่านผู้ทรงเกียรติ คณาจารย์ และเพื่อนร่วมงานที่เคารพทุกท่าน สวัสดีครับ
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้มาร่วมงานครั้งนี้กับทุกท่านอยู่ที่ประเทศคาซัคสถานในวันนี้ ประเทศซึ่งตั้งอยู่บน “ทางแยก” ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ ระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย และเป็นประเทศที่รับนำการพัฒนาที่ยั่งยืนมาเป็นวาระระดับชาติของตนเองอย่างจริงจัง การกล่าวเปิดประเด็น ในประเทศนี้ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับคำถามที่พวกเรามาร่วมกันค้นหาคำตอบ
ผมชื่อ ชล บุนนาค ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ SDG Move คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมและคณะทำงานได้มุ่งมั่นลงมือทำเพื่อแปลงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จากความมุ่งหวังระดับโลก ให้กลายเป็นนโยบายและการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น และเพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ ทั้งนักคิด ข้าราชการ และพลเมือง ซึ่งจะต้องสานต่อวาระนี้ในอนาคต
ความย้อนแย้งหลักของวาระปี 2030
ก่อนอื่น ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตเกี่ยวกับวาระที่เรามีร่วมกันในมือ
SDGs เป็นชุดเป้าหมายระดับโลกที่มีความครอบคลุมมากที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่มนุษยชาติเคยเห็นพ้องร่วมกัน โดยเนื้อหาเปิดกว้างที่จะสนทนากับประเทศเเละกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งประเทศพัฒนาน้อยที่สุดเเละประเทศพัฒนาแล้วในระดับเดียวกัน ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย คนงานในอุตสาหกรรมเหล็กที่คาซัคสถานเเห่งนี้ รวมถึงวิศวกรซอฟต์เเวร์ที่ทำงานอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่ถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง สะท้อนถึงความครอบคลุมที่ทำให้ SDGs มีพลัง เเละขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายอันยากลำบากในการจะขับเคลื่อนให้บรรลุผล
สองคำถามสำหรับวาระหลังปี 2030
ความย้อนเเย้งข้างต้นนำมาสู่คำถาม 2 ข้อที่ผมตั้งใจนำเสนอวันนี้ ซึ่งเป็นคำถามที่เป็นเเก่นสำคัญของ “วาระหลังปี 2030” ดังนี้
- คำถามเเรก : เราจะขับเคลื่อนวาระนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร โดยคิดคำนึงไม่ใช่เพียงเเค่ปัจจุบัน เเต่ต้องคิดให้ครอบคลุมถึงอนาคตด้วย
- คำถามที่สอง : ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ก้าวกระโดดอย่างทุก ๆ สองสามเดือน ภูมิรัฐศาสตร์บ่อนทำลายรากฐานของระบบความร่วมมือพหุภาคีนิยม เเละผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศไม่เป็นไปตามที่เเบบจำลองใด ๆ พยากรณ์ไว้ เช่นนั้นวาระการพลิกโฉมระดับโลกจึงจำเป็นต้องถูกคิดเเละพลิกโฉมใหม่เสียเองหรือไม่ หรือเพียงเเค่ปรับเปลี่ยนเเบบค่อยเป็นค่อยไปก็เพียงพอเเล้ว
ผมเห็นว่าเหล่านี้คือสองภารกิจที่เเตกต่างกัน ภารกิจเเรกต้องอัปเกรด “ฮาร์ดเเวร์” ของวิธีการขับเคลื่อน ภารกิจที่สองคือการ “อัปเดตซอฟต์แวร์” ของสิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำ ซึ่งผมขออธิบายทีละภารกิจต่อไป
ความเป็นจริงที่ไม่ปรานี ของการขับเคลื่อนในปัจจุบัน
ก่อนขยับไปกล่าวถึง “ฮาร์ดเเวร์” ผมขอเรียกชื่อความจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมกับภาครัฐ เเละผมเองก็พูดในฐานะคนที่ทำงานใกล้ชิดกับข้าราชการในไทย คิดว่าความจริงที่สำคัญประการหนึ่งคือที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามอย่างหนักที่จะขับเคลื่อนวาระข้างต้น ทว่าข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้เอื้ออำนวย จึงพบว่าระดับโลก มีเพียงประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ ของเป้าหมายภายใต้ SDGs ที่อยู่ในเส้นทางจะบรรลุภายในปี ค.ศ. 2030 ขณะที่การวิเคราะห์ที่มองทีละประเด็น และการทำงานเเยกส่วนกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ กำลังล้มเหลวที่จะส่งมอบผลลัพธ์แบบบูรณาการ
อัปเกรดฮาร์ดแวร์ ตั้งต้นที่การจัดหาเงินทุน
ฮาร์ดแวร์ที่ต้องอัปเกรดเป็นเรื่องแรก คือ “การเงิน”
โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาเเห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme : UNDP) ระบุว่าทรัพยากรทางการเงินที่จำเป็นเเก่การบรรลุ SDGs นั้นมีอยู่เเล้วในระบบเศรษฐกิจโลก เช่นนั้นปัญหาจึงไม่ใช่การขาดเงินเเต่คือการขาดระดมเงินไปยังพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องใช้จริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น สถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม มักทำงานสวนทางกับการพัฒนา โดยประเทศยากจนที่ต้องการเงินทุนมากที่สุด กลับถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด เพราะถูกตัดสินว่ามีความเสี่ยงสูง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา คือ ระบบนี้ลงโทษผู้ป่วยเพราะป่วย
หากเราจริงจังกับวาระถัดไป สถาบันการเงินระหว่างประเทศจำเป็นต้องปฏิรูปตนเอง โดยต้องมีกลไกเชิงนวัตกรรมในระดับระหว่างประเทศ เครื่องมือใหม่ การจัดการเเบ่งปันความเสี่ยงรูปเเบบใหม่ เเละการประเมินค่าการใช้เงินสำหรับการพัฒนาใหม่ เพื่อให้เงินทุนไหลไปยังประเทศที่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ไหลออก จากประเทศเหล่านั้น
อัปเกรดฮาร์ดแวร์ (2): การประสานวงการขับเคลื่อนแบบรวมหมู่
ฮาร์ดแวร์ที่สองที่ต้องอัปเกรด คือ “ตัวชี้วัด” และวิธีการที่เราใช้จัดการการขับเคลื่อน
ในประเทศไทย เราได้เรียนรู้ว่าไม่สามารถบริหารจัดการสังคมทั้งสังคม ผ่านการสั่งการแบบบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เเต่จำเป็นต้องคำนึงว่าผู้เล่นที่สำคัญส่วนใหญ่ ได้เเก่ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ล้วน อยู่นอกโครงสร้างลำดับชั้นนั้น พวกเขาต้องการธรรมาภิบาลรูปแบบใหม่ที่เเตกต่างออกไป โดยเฉพาะการ “ประสานวง” เพื่อการขับเคลื่อนร่วมกัน แทนที่จะเป็นการสั่งการจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือภาคส่วนใดเป็นการเฉพาะ
ทว่า ตรงจุดนี้เราพบว่าปัญหาที่แท้จริงคือการขาดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ ภาคส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐทำจริง กับสถานะ SDGs ในระดับประเทศ บริษัทหนึ่งแห่ง มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่ง หรือจังหวัดหนึ่งจังหวัด จึงไม่สามารถระบุได้ว่า สิ่งที่ตัวเองลงมือขับเคลื่อนนั้นกำลังช่วยขยับสถานะ SDGsของประเทศจริงได้ ๆ หรือไม่
ดังนั้น เราจึงควรคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับเป้าหมายและตัวชี้วัดรายภาคส่วน (sectoral goals and indicators) ทั้งระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก พร้อมกับมีกระบวนการทบทวนของแต่ละภาคส่วน และเส้นทางที่เชื่อมโยงกลับสู่ภาพใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่หลากหลายสามารถ “ประสานวง” ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ถูกส่งเสริมในเชิงคำพูดอีกต่อไป
อัปเกรดฮาร์ดแวร์ (3): เครื่องมือทำนโยบายแบบบูรณาการ
ฮาร์ดแวร์ที่ต้องอัปเกรดเป็นเรื่องที่สาม คือชุดเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
หากแต่ละกระทรวงมองไม่เห็นผลกระทบของการบูรณาการนโยบายที่ตนดำเนินการ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การบูรณาการก็จะเป็นเเค่เพียงสโลแกน ไม่ใช่การตัดสินใจที่แท้จริง กระนั้นโชคดีที่ในห้วงเวลาปัจจุบันเรามีจุดเริ่มต้นของชุดเครื่องมือที่จริงจังแล้ว นั่นคือโมเดล iSDG ของ Millennium Institute ซึ่งเป็นการจำลองแบบ ‘system dynamics’ ที่ครอบคลุมทั้ง 17 เป้าหมาย ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายทดลองสถานการณ์ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า” (what-if) และเห็นว่า นโยบายด้านหนึ่ง จะส่งผลกระเพื่อมไปยังด้านอื่น ๆ อย่างไร ขณะที่ SDG Synergies ของสถาบัน Stockholm Environment Institute ใช้ “เมทริกซ์ผลกระทบข้ามเป้าหมาย” (cross-impact matrices) เพื่อจัดทำแผนภาพว่าแต่ละเป้าหมายย่อย (targets) หนุนเสริมกันหรือบั่นทอนกันอย่างไร เเละเปิดเผยผลกระเพื่อมทางอ้อมที่การวิเคราะห์รายประเด็นเดี่ยว มักจะมองข้าม
นอกจากนี้ ยังมีโมเดล International Futures และตระกูล Integrated Assessment Models อีกหลายชุด ที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือใช้หลักฐานเชิงปริมาณ โปร่งใส และบูรณาการ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจระดับคณะรัฐมนตรี วาระหลังปี 2030 ควรเรียกร้องอย่างชัดเจน ให้มีการพัฒนาการทำให้เป็นโอเพนซอร์ส และการบรรจุเครื่องมือเหล่านี้ไว้ในกระบวนการนโยบายระดับชาติอย่างเป็นทางการ นี่คือวิธีที่เราจะเปลี่ยนจาก “สโลแกนความยั่งยืน” ให้กลายเป็น “การตัดสินใจ ที่ยั่งยืนแบบบูรณาการ”
อัปเกรดฮาร์ดแวร์ (4): การเมือง และประชาชน
ฮาร์ดแวร์ที่สี่ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์สุดท้ายที่ต้องอัปเกรด คือ “การเมือง” และ “ประชาชน” ที่อยู่เบื้องหลัง
ในที่สุดแล้ว ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้หากปราศจากภาวะผู้นำทางการเมือง ความจริงนี้เป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปได้แสดงให้เราเห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ว่าเมื่อผู้นำเอาจริงเอาจัง — เครื่องมือนโยบายที่ทะเยอทะยาน ข้อกำหนดที่มีผลผูกพัน และการขับเคลื่อนที่เป็นจริง แต่ในที่สุดผู้นำทางการเมือง ในทุกระบบ ก็ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนของตน
นั่นทำให้ “การตระหนักรู้ของสาธารณชน” เป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญ อีกประการที่พึงกล่าวถึงคือ “วิธีการดำเนินการ” (means of implementation) ของวาระหลังปี 2030 โดยควรกำหนดบทบาทของสื่อมวลชนไว้อย่างชัดเจน ในการทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนไหลเวียนอยู่ในสังคมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ในฐานะหัวข้อเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในชีวิตประจำวัน
และเป้าหมาย 4.7 การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องถูกยกระดับให้เป็นวาระเรือธง (flagship) ของยุคหลังปี 2030 เพราะ “พลเมืองที่ได้รับ การศึกษาในวันนี้ ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายในปี ค.ศ. 2040” หากต้องการคนรุ่นใหม่ที่อยากเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องสอนพวกเขาว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” หรือ “เหตุผลที่มาที่ไป” เเละ “วิธีการ” ที่พวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจเเละใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตได้
อัปเดตซอฟต์แวร์: เปลี่ยนตัววาระเอง
ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั่นคือเรื่องของฮาร์ดแวร์ ทว่าฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องอัปเดต “ซอฟต์แวร์” ด้วย กล่าวคือต้องทบทวนสิ่งที่วาระการพลิกโฉมโลกของเรากำลังพยายามจะทำเสียใหม่
คำตอบจริงใจของผมต่อคำถามที่สองคือ “ใช่” บางส่วนต้องเปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง
เราต้องรักษาแก่นไว้ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญต่อความต้องการของประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ทั้งการมุ่งเน้นเเก้ไขปัญหาความยากจน ความหิวโหย สุขภาพ และศักดิ์ศรีพื้นฐาน ความเร่งด่วนของประเด็นเหล่านี้จะไม่ลดน้อยถอยลงเพียงเพราะโลกเปลี่ยน ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่ “วิธีการดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs” โดยเฉพาะ SDG 17 จำเป็นต้องถูกปรับปรุง อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
อัปเดตซอฟต์แวร์ (1): กำกับเทคโนโลยีดิจิทัล
ซอฟต์แวร์แรกที่ต้องอัปเดต คือเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล
เราอยู่ในยุคการปฏิวัติดิจิทัล ทั้งการเกิดขึ้นของ Generative AI Agentic AI และอีกมากมายหลายสิ่งที่จะตามมา เทคโนโลยีเหล่านี้จะดึงมนุษยชาติ เข้าหา SDGs หรือผลักให้ห่างออกไปอย่างรุนแรงก็ได้
กรอบงานหลังปี 2030 จึงจำเป็นต้องระบุอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล จะต้องถูกกำกับให้รับใช้หรือเป็นประโยชน์เเก่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่สวนทาง นั่นคือการตัดสินใจร่วมกันในระดับพหุภาคี ที่เราต้องเลือกอย่างมีเจตจำนง
อัปเดตซอฟต์แวร์ (2): ความเป็นธรรมทางภูมิรัฐศาสตร์
ซอฟต์แวร์ที่ต้องอัปเดตต่อมา คือเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความขัดแย้งที่ริเริ่มโดยรัฐมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ แต่กลับถูกตัดสินโดยประเทศจำนวนเพียงไม่กี่ประเทศ ผมขอเสนออย่างนอบน้อมว่าควรเปิดพื้นที่ให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคง มีเสียงที่มีน้ำหนักมากขึ้นในเรื่องสันติภาพเเละการเเทรกระหว่างประเทศ เนื่องด้วยทุกประเทศล้วนเเบกรับผลกระทบจากความขัดเเย้ง เช่นนั้นจึงสมควรที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในการเเสดงความเห็นเเละตัดสินใจ
อัปเดตซอฟต์แวร์ (3): การปรับวาระอย่างคล่องตัวและเป็นระบบ
อัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งที่สาม และอาจเป็นการปฏิรูปที่ “ใช้งานได้จริง” ที่สุดในบรรดาทั้งหมด คือเรื่องของวงรอบการปรับวาระเอง
เราควรออกแบบวาระหลังปี ค.ศ. 2030 ให้สามารถปรับปรุงได้บ่อยขึ้น ไม่ใช่ทุก 15 ปี แต่เป็นช่วงเวลาที่สั้นและมีโครงสร้างชัดเจน เเนวทางที่เสนอเเนะนี้ใกล้เคียงกับโมเดลของความตกลงปารีสที่มีกระบวนการ ‘Rolling Stocktake’ และการปรับการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions : NDCs) อย่างต่อเนื่อง เพราะเเม้เมื่อถึงปี 2031 เเล้ว เเต่โลกก็ยังก็ไม่หยุดเปลี่ยนเเปลง เช่นนั้นกรอบงานของเราจึงควรตระหนักเเละปรับตัวต่อการเปลี่ยนเเปลงโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
เมทริกซ์การเปลี่ยนผ่าน: ปี 2030 เทียบกับ หลังปี 2030
ก่อนปิดท้าย ผมขอวางฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เคียงข้างกัน
- มิติการเงิน เราต้องย้ายจาก “กระแสทุนที่ลงโทษความเสี่ยง” (risk-punitive capital flows) ไปสู่ “กลไกแบ่งปันความเสี่ยง” (risk-sharing mechanisms) ที่แท้จริง
- มิติธรรมาภิบาล ต้องปรับจาก “การสั่งการแบบบนลงล่าง” ไปสู่ “การประสานวงการขับเคลื่อน แบบมีส่วนร่วมผ่านตัวชี้วัดรายภาคส่วน”
- มิติเครื่องมือเชิงนโยบาย เปลี่ยนจาก “การวิเคราะห์รายประเด็นเดี่ยวที่แยกขาดจากกัน” ไปสู่ “การตัดสินใจที่จำลองผลกระทบข้ามเป้าหมาย”
- มิติวงรอบการปรับปรุงวาระ จาก “กรอบงานที่คงไว้ 15 ปี จึงปรับปรุงครั้ง” ไปสู่ “Rolling Stocktake” หรือการปรับปรุงด้วยรอบที่ต่อเนื่องมากขึ้น
นั่นคือเมทริกซ์การเปลี่ยนผ่าน ระหว่าง “วาระปี 2030” ที่เรามีอยู่ในมือ กับ “วาระหลังปี 2030” ที่เราต้องการ
จาก “ภาษาร่วม” สู่ “ระบบปฏิบัติการร่วม”
ทั้งหมดนี้นำผมไปสู่ความคิดปิดท้าย “SDGs ได้มอบ “ภาษา” ร่วมกันให้กับเรา ขณะที่วาระหลังปี ค.ศ. 2030 จะต้องมอบ “ระบบปฏิบัติการ” ร่วมกันให้กับเรา ซึ่งคือฮาร์ดแวร์ที่ใช้ดำเนินการได้จริง และซอฟต์แวร์ที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตามโลกที่ขยับไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา”
ดูเเลโลกที่เราอยู่ร่วมกัน
30 ปีก่อน ไม่มีใครในประเทศของผมจะคาดเดาได้ง่าย ๆ ว่า นักเศรษฐศาสตร์ไทยคนหนึ่ง จะมายืนอยู่ที่กรุงอัสตานา พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจากสองทวีป เกี่ยวกับวิธีดูเเลโลกของเราร่วมกันซึ่งข้อเท็จจริงนี้บอกอะไรบางอย่าง ว่าเมื่อวาระดับโลกถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง สามารถก่อให้เกิดสิ่งนี้ในวันนี้ขึ้นได้ ในอนาคตอันใกล้ หากเราสร้างระบบปฏิบัติการร่วมกันได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่กำลังเปลี่ยนวาระหนึ่งวาระ แต่เราจะกำลังเปลี่ยน “ความสามารถในการดูเเลตนเอง” ของพวกเรา บนดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราทุกคนอาศัยเเละใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ขอบคุณครับ

