Site icon SDG Move

โจทย์คิดและข้อเสนอระบบทุน-โครงสร้างพื้นฐาน หนุนทิศทางงานวิจัย Climate Change พ.ศ. 2570–2575

การดำเนินงานเพื่อจัดการและตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ความพยายามของภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมามีทั้งการวิจัยเพื่อเติมเต็มช่องว่างความรู้และการกำหนดแผนหรือกรอบนโยบายเพื่อเป็นเข็มทิศนำทางให้การดำเนินการมีจุดร่วม แนวทาง และเป้าหมายเดียวกันหรือใกล้เคียง อย่างไรก็ดี ความท้าทายทั้งเชิงประเด็นและเชิงระบบยังคงมีอยู่ การขยับเพื่อขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องทบทวนว่าแต่ละมิติของการดำเนินงานมีโจทย์คิดเชิงวิจัยใดบ้างที่ต้องพิจารณาและต้องอาศัยแรงหนุนจากระบบทุนรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของความรู้และกำลังคนเข้ามาช่วย

SDG Update ฉบับนี้ นำเสนอโจทย์คิดและข้อเสนอต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งค้นพบจาก ‘โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ที่ดำเนินการโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


01 – ทบทวนแผนเดิมเพื่อยกระดับแผนวิจัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสำรวจสถานการณ์ความรู้ทางวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทยภายใต้ ‘โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ พบว่า ‘กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570-2575’ ซึ่งจัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและ นวัตกรรม (สกสว.) และสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เป็นเอกสารที่มีสาระสำคัญอย่างมากเหมาะสมแก่การนำมาเป็นเอกสารตั้งต้นและอ้างอิงสำหรับศึกษาค้นคว้าว่าแหล่งความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีอยู่มากน้อยเพียงใด เสนอข้อมูลส่วนใดไปแล้วบ้าง และยังขาดองค์ความรู้ด้านใดที่รอการเติมเต็ม

ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ปรากฏในเอกสารข้างต้น คือข้อค้นพบจากการทบทวนสถานภาพงานวิจัยที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) ซึ่งพบว่าช่วงปีงบประมาณ 2563-2566 มีโครงการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งในรูปแบบทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) และทุนสนับสนุนงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund: SF) รวมทั้งสิ้น 301 โครงการ วงเงินรวม 722.8 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทุกปีจาก 95 โครงการ วงเงิน 228.7 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563 เหลือ 52 โครงการ วงเงิน 89.6 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2566 และเมื่อจําแนกตามด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและด้านการปรับตัว พบว่างานวิจัยด้านการปรับตัวมีจํานวนมากกว่าด้านการลดก๊าซเรือนกระจกมาโดยตลอด คือ 175 โครงการ วงเงิน 366.2 ล้านบาท เทียบกับ 126 โครงการ วงเงิน 356.6 ล้านบาท และประเด็นวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนมากที่สุดคือการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ร้อยละ 24.25 ของโครงการทั้งหมด รองลงมาคือพลังงานและขนส่ง ร้อยละ 23.59 [1]

ข้อค้นพบข้างต้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ซึ่งเปรียบเสมือนหมุดตั้งต้นให้เอกสารใช้สนับสนุนความจําเป็นในการจัดทํากรอบและแผนงานวิจัยฉบับใหม่ที่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนตํ่า โดยจัดโครงสร้างแผนงานวิจัย ออกเป็น 3 ด้าน รวม 19 แผนงาน วงเงินรวม 3,795 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การผลักดันให้แผนงานวิจัยฉบับใหม่เกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยหลักคิดการเปรียบเทียบอุปทานและอุปสงค์ของความรู้ กล่าวโดยง่ายคือ ดูว่าประเทศต้องการรู้อะไร เทียบกับขณะนี้วงการวิจัยมีหรือกำลังผลิตความรู้อะไร จากนั้นจึงใช้ช่องว่างที่พบเป็น “ลายแทง” สำหรับกำหนดทิศทางการดำเนินงาน โดยเริ่มจากการสำรวจพันธกรณีของรัฐว่า ประเทศตั้งเป้าจะดำเนินการเรื่องใด ให้บรรลุผลในระดับเท่าใด และภายในปีใด ก่อนพิจารณาต่อว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ใดบ้าง

กล่าวให้ชัดคือ ใช้ ‘กรอบและแผนงานวิจัย’ เป็นเอกสารฝั่งอุปทานของความรู้ กล่าวคือ นักวิจัยเสนอจะศึกษาเรื่องใด และจะผลิตองค์ความรู้อะไรออกมา ส่วน ‘แผนปฏิบัติการและเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกําหนด (NDC)’ ทำหน้าที่เป็นเอกสารฝั่งอุปสงค์ของความรู้ ซึ่งช่วยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีจะดำเนินการเรื่องใด ให้บรรลุผลในระดับเท่าใด และภายในระยะเวลาใด การประเมินช่องว่างความรู้จึงควรเริ่มจากการพิจารณาความต้องการในฝั่งอุปสงค์ ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับองค์ความรู้ที่มีอยู่หรือที่วงการวิจัยเสนอจะผลิต เพื่อระบุประเด็นที่ยังขาดแคลนและใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณวิจัยให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศได้ตรงจุดยิ่งขึ้น


2 – ประเด็นหลักที่ต้องคำนึงสำหรับตั้งโจทย์วิจัย 

เมื่อสำรวจและสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่างานวิจัยไทยมีเข็มทิศนำทางสำหรับศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเด็นย่อยที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience) และ งานวิจัยเชิงระบบ (System Research) 

นอกจากนี้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล (in-depth interview) จํานวน 15 ครั้ง กับภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และผู้บริหารหน่วยงานวิชาการของรัฐ และการสนทนากลุ่มย่อยกับหน่วยงาน (focus group discussion) จํานวน 6 ครั้ง กับคณะผู้แทนของหน่วยงานผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ยังช่วยให้ได้รับข้อคิดเห็นต่อสถานะองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเด็นย่อยทั้งสามข้างต้นอีกด้วย 

ประเด็นแรก ‘การศึกษาวิจัยด้ายการลดก๊าซเรือนกระจก’ พบว่ามีปัญหาหรือความท้าทายอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 

  1. ระบบจัดสรรทุนและประเมินผลทำงานแค่เพียงระดับโครงการ ส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องเชิงองค์รวม เนื่องจากแต่ละโครงการมุ่งดำเนินการให้สำเร็จแต่เพียงตามตัวชี้วัดของตน และขาดการเชื่อมต่อผลผลิตให้โครงการอื่น ๆ ที่ดำเนินการภายหลังสามารถต่อยอดหรือรับช่วงต่อได้ จึงควรพัฒนารูปแบบทุนและการประเมินผลให้รองรับงานวิจัยที่เชื่อมโยงกันมากกว่าพิจารณาเฉพาะโครงการ
  2. โจทย์ต้นน้ำส่วนใหญ่ไม่ดึงดูดในเชิงวิชาการ โดยงานเหล่านั้นมักมุ่งเน้นการยกระดับวิธีประเมินตามแนวทาง IPCC งานพัฒนาค่าสัมประสิทธิ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะประเทศ และงานสร้างระบบการทวนสอบ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการความละเอียดสูงแต่ให้ผลตีพิมพ์น้อย จึงควรกำหนดโจทย์ที่ตอบความต้องการของประเทศและมีประเด็นทางวิชาการที่ชัดเจนมากขึ้น
  3. ต้นทุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ไม่ครบหรือผิดลำดับเป็นภาระของฝ่ายผู้กำหนดนโยบายไม่ใช่ฝ่ายวิจัย โดยเฉพาะเมื่อต้องออกแบบระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามร่างพระราชบัญญัติแต่ไม่มีเส้นโค้งต้นทุนระดับชาติที่เพียงพอ จึงควรจัดเตรียมข้อมูลและลำดับโจทย์วิจัยให้ชัดเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนวิจัย

ด้วยเหตุนี้ การวิจัยด้านการลดก๊าซเรือนกระจกจึงควรใช้ “ลำดับเชิงตรรกะของโจทย์วิจัย” เป็นแนวทางในการกำหนดทิศทาง เพื่อให้ผลจากงานวิจัยแต่ละเรื่องสามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ลำดับเชิงตรรกะไม่ได้หมายความว่างานวิจัยต้องดำเนินการทีละขั้น แต่สามารถดำเนินงานหลายโครงการควบคู่กันได้ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขและมาตรฐานการส่งต่อข้อมูลระหว่างโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างเช่น โครงการที่ศึกษาต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกควรใช้ปีฐาน หน่วยเงิน และอัตราคิดลดชุดเดียวกัน ขณะที่โครงการพัฒนาระบบตรวจวัดควรจัดทำข้อมูลในรูปแบบที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบบัญชีแห่งชาติได้ การกำหนดเงื่อนไขร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นมีต้นทุนไม่สูง แต่จะช่วยให้ผลการวิจัยสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ และลดภาระในการปรับแก้ข้อมูลย้อนหลังซึ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่ามาก

ประเด็นที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่าจากการพิจารณาเอกสารจำนวน 13 ฉบับ พบว่าเอกสารเหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะที่เป็นความท้าทายต่อการตั้งโจทย์วิจัยด้านการปปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3 ประการ ได้แก่ 

  1. เป้าหมายระดับประเทศด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันยังขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน แม้แผนที่เกี่ยวข้องจะมีตัวเลขกำกับอยู่บ้าง จึงควรกำหนดเป้าหมายระดับประเทศให้วัดผลได้ เพื่อให้สามารถวางแผนดำเนินงานและติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
  2. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติใช้กรอบที่ไม่สอดคล้องกับกรอบสากลชุดปัจจุบัน โดยแผนฯ จัดโครงสร้าง 6 สาขา ได้แก่ การจัดการทรัพยากรนํ้า การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการตั้งถิ่นฐานและ ความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่ UAE Framework กําหนดเป้าหมายเชิงหัวข้อ 7 หัวข้อ ซึ่งไม่ตรงกับ 6 สาขาของแผนฯ ส่งผลให้โจทย์การวิจัยข้ามสาขาไม่สามารถระบุหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่ชัดเจนได้ จึงควรทบทวนความสอดคล้องของแผนการปรับตัวแห่งชาติกับกรอบสากลปัจจุบัน
  3. แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558–2593 กำหนดให้มีการทบทวนทุก 5 ปี แต่ยังไม่มีการรายงานความก้าวหน้าตามเป้าหมายอย่างชัดเจน จึงควร ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนแม่บทฯ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันและใช้เป็นข้อมูลกำหนดโจทย์วิจัยสำหรับขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป 

ความท้าทายข้างต้นเป็นหมุดตั้งต้นแก่การพิจารณาว่าโจทย์วิจัยใดบ้างที่ควรให้ความสำคัญในการดำเนินการทันทีเนื่องจากมีระยะเวลาเตรียมการนานกว่าเวลาที่เหลือถึงปีเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งหมด 10 โจทย์วิจัย โดยในจำนวนนั้นมีโจทย์ที่ต้องเริ่มทันทีเพราะรอบชีวภาพยาวมีความพร้อมตํ่าเกือบทั้งหมดจำนวน 4 โจทย์วิจัย ได้แก่ R3.6 การปรับปรุงพันธุ์ (1.00) R6.4 และ R6.6 การฟื้นฟูป่าต้นนํ้าและระบบนิเวศ (1.25) และ R6.7 เครือข่ายแปลงตัวอย่างถาวร (1.50) กลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือผลผลิตที่ต้องการมิใช่บทความวิจัย หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องบํารุงรักษาต่อเนื่องหลายปี เช่น ธนาคารเชื้อพันธุกรรม แปลงทดลอง และเครือข่ายแปลงตัวอย่างถาวร ซึ่งระบบทุนวิจัย ที่จัดสรรเป็นรายโครงการระยะสั้นรองรับได้ยาก ข้อสังเกตนี้ชี้ว่าช่องว่างส่วนหนึ่งของวาระวิจัย ด้านการปรับตัวเป็นช่องว่างเชิงกลไกการสนับสนุน มิใช่ช่องว่างเชิงความสามารถของนักวิจัย 

ประเด็นสุดท้าย งานวิจัยเชิงระบบ พบว่ามีช่องว่างที่ต้องการการสนับสนุน 4 ประการ ได้แก่ 


03 – ข้อเสนอพัฒนาระบบทุนและโครงสร้างพื้นฐานความรู้

การขับเคลื่อนพิมพ์เขียวให้เกิดขึ้นหรือดำเนินการได้จริงจำเป็นต้องอาศัยระบบ ววน. ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยข้อเสนอระดับกลไกของระบบทุนที่จะเข้ามาหนุนเสริมส่วนนี้มี 4 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 

  1. รูปแบบทุนและระยะเวลา เสนอให้เปลี่ยนจากทุนรายโครงการขนาดเล็กที่ไม่เชื่อมกันไปสู่ทุนแบบแผนงานหรือแพลตฟอร์มระยะยาวที่แบ่งเป็นโครงการย่อยภายใต้กรอบเดียวกัน พร้อมจุดทบทวนที่ถี่ขึ้นให้ทันต่อสถานการณ์ 
  2. เกณฑ์การประเมิน เสนอให้เลือกเกณฑ์ให้เหมาะกับประเภทงาน โดยพิจารณาการนำผลงานไปใช้สำหรับงานด้านวิธีวิจัยและงานเชิงนโยบาย พร้อมกำหนดสัดส่วนทุนสำหรับงานที่ไม่เข้าเกณฑ์ทั่วไป
  3. กระบวนการพิจารณาทุน เสนอให้เน้นความมีธรรมาภิบาล โดยเปิดพื้นที่ให้ปฏิรูประบบผู้ทรงคุณวุฒิ เปิดรับหัวข้อวิจัยนอกกรอบในสัดส่วนที่กำหนด และให้ผู้ใช้ประโยชน์ร่วมกําหนดและทวนสอบโจทย์ตั้งแต่ต้น
  4. การกระจายโจทย์วิจัย  พิจารณาเพิ่มงบให้แผนงานที่มีโจทย์วิจัยจำนวนมาก และส่งต่อโจทย์วิจัยให้แก่หน่วยงานที่เหมาะสม พร้อมเปิดแผนงานใหม่สำหรับเรื่องที่ยังไม่มีกรอบทุนรองรับ

ข้อเสนออีกระดับที่จำเป็นต้องพิจารณาประกอบด้วย คือ ข้อเสนอระดับโครงสร้างพื้นฐานความรู้และกําลังคน ข้อเสนอระดับนี้มี 4 เรื่อง ได้แก่ 

  1. คลังความรู้ส่วนกลาง เป็นเรื่องที่ทําได้เร็วที่สุดเพราะไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างหรือระเบียบใดและต้องการเพียงการลงทุนและพัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานข้อมูลระหว่างหน่วยให้ทุน พร้อมเปิดให้เข้าถึงข้อมูลโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้สามารถต่อยอดจากการพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์งานวิจัยด้านภูมิอากาศซึ่งริเริ่มดำเนินการมาแล้ว 
  2. การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยประเมินว่างานวิจัยที่ได้รับทุนไปแล้วถูกนําไปใช้จริงโดยใครและในสัดส่วนเท่าใด บทบาทของผู้จัดการงานวิจัยที่ร่วมกําหนดโจทย์และผลักดันผลวิจัยจนถึงผู้ใช้และการออกแบบช่องทางส่งต่อผลงานที่กำหนดอยู่ในโครงการตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ระบบมีหมวดงบเฉพาะสําหรับเรื่องนี้แล้วแต่โจทย์สำคัญหลักคือการติดตามว่าติดตามว่างบประมาณถูกใช้กับกิจกรรมใด และมีผลงานวิจัยถูกนำไปใช้จริงมากน้อยเพียงใด 
  3. นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนของจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศในไทยจําแนกตามสาขาย่อย รวมถึงสมรรถนะที่ขาดอยู่ ข้อเสนอจึงเน้นไปที่การสำรวจว่าประเทศมีผู้เชี่ยวชาญสาขาใดและยังขาดสาขาใด เพื่อนำไปกำหนดทุนพัฒนาบุคลากรให้ตรงความต้องการ 
  4. กลไกวิชาการกลาง นับว่าสำคัญสุดในเชิงโครงสร้างสถาบันแต่ปัจจุบันยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนจึงเสนอให้พิจารณา 3 ทางเลือก ได้แก่
    1. การจัดตั้งหน่วยงานอิสระใหม่ 
    2. การใช้เครือข่ายศูนย์กลางและหน่วยร่วมภายใต้ทุนที่มีอยู่ 
    3. การจัดตั้งคณะทำงานวิชาการภายใต้กลไกตามกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

04 – บทสรุป

การตื่นตัวต่อเพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนงานวิจัยใหม่สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับสัญญาณที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อเริ่มจากทบทวนกรอบหรือแผนนโยบายจริงที่มีอยู่พบว่าช่วยให้เห็นสภาพการณ์ ช่องว่าง และความต้องการที่ตรงจุด โดยเฉพาะเมื่อแยกพิจารณารายด้าน ตั้งแต่การลดก๊าซเรือนกระจก การตั้งรับปรับตัว และงานวิจัยเชิงระบบ นั้นทำให้เห็นว่าโจทย์คิดของแต่ละด้านคืออะไร แตกต่างหรือมีจุดร่วมกันอย่างไร และนำมาสู่การระบุแนวทางที่ถูกต้องสอดรับกับความท้าทายเหล่านั้น ซึ่งหากนำไปดำเนินการต่อผ่านกระบวนการวิจัยและกระบวนการออกแบบนโยบายก็จะช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ มีความกระชับ ตรงจุด และตอบโจทย์อย่างมีประสิทธิภาพจริงได้

ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องอาศัยระบบทุนและโครงสร้างพื้นฐานของความรู้และกำลังคนที่มีศักยภาพมากพอ โดยจำเป็นต้องคำนึงทั้งเรื่องงบประมาณ ความพร้อมขององค์ความรู้ การมีส่วนร่วม รวมถึงธรรมาภิบาลซึ่งล้วนสำคัญอย่างยิ่งแก่การอำนวยความสะดวกให้การขับเคลื่อนแผนวิจัยเกิดขึ้นได้จริง 

อติรุจ ดือเระ – ผู้เรียบเรียง
แพรวพรรณ ศิริเลิศ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


● สามารถติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้ที่นี่

บทความฉบับนี้จัดทำขึ้นภายใต้ โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรวบรวม สังเคราะห์ และสื่อสารองค์ความรู้ที่สนับสนุนการกำหนดทิศทางงานวิจัยและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

รายการอ้างอิง
[1] กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2568). กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของประเทศ พ.ศ. 2570–2575. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. https://www.dcce.go.th/4603/

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

Exit mobile version