สำรวจ ‘ช่องว่างงานวิจัย’ สู่ทิศทางวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงจาก “โลกร้อน” สู่ “โลกเดือด” และกลายเป็นความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ไทยตั้งเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงจุดสูงสุดก่อนปี ค.ศ. 2030 ลดการปล่อยร้อยละ 47 จากระดับปีฐาน ค.ศ. 2019 ภายในปี ค.ศ. 2035 และมุ่งสู่การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจและดำเนินงานได้จริง

ด้วยเหตุนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนิน “โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อรวบรวม จัดระบบ และเชื่อมโยงงานวิจัยกับคำถามเชิงนโยบาย โดยประยุกต์ใช้ Generative AI ควบคู่กับการตรวจสอบของนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ SDG Updates ฉบับนี้ชวนสำรวจว่าความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยมีอยู่ตอบสิ่งที่นโยบายต้องการรู้ได้มากน้อยเพียงใด ยังมีช่องว่างสำคัญในเรื่องใด ประเด็นใดที่ควรพัฒนาต่อยอด และแนวทางเชื่อมโยงงานวิจัยให้สามารถสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย


01 –  จากงานวิจัยที่มีอยู่ สู่ความรู้ที่พร้อมใช้เชิงนโยบาย

บทความสองชิ้นก่อนหน้าได้อธิบายถึงเหตุผลที่ประเทศไทยต้องสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อจัดระบบหลักฐานจำนวนมากแล้ว บทความชิ้นนี้จึงมุ่งสำรวจผลการสังเคราะห์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “ช่องว่างความรู้” ไม่ได้หมายถึงการมีงานวิจัยน้อยหรือไม่มีงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงช่องว่างระหว่างความรู้ที่ประเทศไทยมีอยู่กับความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานตามเป้าหมาย นโยบาย และพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ

การศึกษารวบรวมงานวิจัยและเอกสารจำนวน 3,508 ผลงาน จาก 19 แผนงาน ภายใต้กรอบการวิจัย 3 ด้าน ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และงานวิจัยเชิงระบบ ก่อนนำมาเปรียบเทียบกับความรู้ที่ประเทศจำเป็นต้องใช้ตามเป้าหมาย นโยบาย และพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

| คำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อมาจากไหน ?

เพื่อให้ทราบว่าประเทศ “จำเป็นต้องรู้อะไร” ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายงานการวิจัยนี้ จึงได้สังเคราะห์คำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อจากเอกสารนโยบาย 17 ฉบับ แบ่งเป็นด้านการลดก๊าซเรือนกระจก 4 ฉบับ เช่น แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (Thailand’s Long-term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS)  เป็นเอกสารสำคัญ ส่วนด้านการสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัวครอบคลุมเอกสาร 13 ฉบับ เช่น แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (The National Adaptation Plan: NAP) พ.ศ. 2567 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593 แผนการปรับตัวด้านสาธารณสุข (H-NAP) และกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 

ดังนั้น คำถามเหล่านี้สังเคราะห์จากเป้าหมาย ตัวเลข มาตรการ และเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายโดยตรง ก่อนนำไปจัดหมวดหมู่ตามกรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย พ.ศ. 2570–2575 เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า คำถามแต่ละข้อมาจากนโยบายฉบับใดและเกี่ยวข้องกับเป้าหมายเรื่องใดของประเทศ

นอกจากนี้ การศึกษายังสัมภาษณ์และจัดสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงาน 21 ราย ทำให้ได้โจทย์จากการทำงานจริงเพิ่มเติม 123 ข้อ เมื่อนำมารวมกับคำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อ จึงได้โจทย์ทั้งหมด 543 ข้อ สำหรับเชื่อมโยงกับหน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย และกรอบทุนในขั้นต่อไป อย่างไรก็ตาม การประเมินความพร้อมขององค์ความรู้ในส่วนนี้ใช้เฉพาะคำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อมาเปรียบเทียบกับงานวิจัยและเอกสารในคลังหลักฐาน 3,508 ชิ้น

โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 2 มิติ เนื่องจากคำถามเชิงนโยบายหนึ่งข้ออาจต้องใช้เอกสารหลายชิ้นประกอบกัน ขณะที่เอกสารหนึ่งชิ้นอาจเกี่ยวข้องกับคำถามเชิงนโยบายได้มากกว่าหนึ่งข้อ

มิติแรก มองจากคำถามเชิงนโยบาย (Question-centric) ใช้คำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อเป็นหน่วยวิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่ามีหลักฐานรองรับหรือไม่ และหลักฐานที่พบมีความพร้อมสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจเพียงใด โดยแบ่งคะแนนออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • 0 คะแนน: ยังไม่พบหลักฐานรองรับ
  • 1 คะแนน: มีหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แต่ตอบคำถามได้ทางอ้อม
  • 2 คะแนน: มีหลักฐานที่ตอบคำถามได้โดยตรง แต่ยังไม่ครบถ้วน
  • 3 คะแนน: มีหลักฐานโดยตรงที่เพียงพอและพร้อมใช้ประกอบการตัดสินใจ

ผลการประเมินพบว่า องค์ความรู้มีคะแนนความพร้อมเฉลี่ย 1.47 จากคะแนนเต็ม 3 เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า งานวิจัยเชิงระบบมีคะแนนความพร้อมเฉลี่ย 1.79 ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก 1.68 และด้านการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 1.24 โดยด้านการสร้างภูมิคุ้มกันมีคำถามเชิงนโยบาย 226 ข้อ และมีคำถามที่ได้รับคำตอบตรงประเด็นร้อยละ 12

มิติที่สอง มองจากเอกสารในคลังหลักฐาน (Document-centric) ใช้งานวิจัยและเอกสาร 3,508 ชิ้นเป็นหน่วยวิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่าเอกสารแต่ละชิ้นเกี่ยวข้องหรือตอบคำถามเชิงนโยบายได้โดยตรงหรือไม่ ผลการวิเคราะห์จากฐานข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 พบว่า มีเอกสาร 1,338 ชิ้น หรือร้อยละ 38.1 ที่เกี่ยวข้องกับคำถามเชิงนโยบาย และมีเอกสาร 321 ชิ้น หรือร้อยละ 9.2 ของเอกสารทั้งหมด ที่ตอบคำถามได้โดยตรง หรือคิดเป็นเอกสารประมาณ 1 ชิ้นจากทุก 11 ชิ้น


02 – ช่องว่างสำคัญของงานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทย

เมื่อจำแนกองค์ความรู้ตามกรอบการวิจัย 3 ด้าน พบว่าการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัว  (Resilience)  และงานวิจัยเชิงระบบ (System Research) มีประเด็นสำคัญที่ยังต้องพัฒนาและเติมเต็มแตกต่างกัน ดังนี้

การลดก๊าซเรือนกระจก 

  • ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะประเทศไทย (Emission Factor: EF)
  • ระบบการตรวจวัด รายงานผล และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV)
  • เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS)
  • การวิเคราะห์ต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Marginal Abatement Cost Curve: MACC)

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • ดัชนีรวมแสดงระดับภูมิคุ้มกัน
  • การยกระดับการปรับตัวของภาคการท่องเที่ยว
  • วิธีประเมินผลกระทบและตัวชี้วัด
  • ความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)

งานวิจัยเชิงระบบ

  • การออกแบบกลไกราคาคาร์บอน
  • การเงินภูมิอากาศ (Climate Finance)
  • การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition)
  • การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

03 – จากช่องว่างความรู้สู่โจทย์การตัดสินใจเชิงนโยบาย

นอกจากการประเมินช่องว่างขององค์ความรู้แล้ว การศึกษายังรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยแบ่งข้อค้นพบออกเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องเห็นร่วมกัน และประเด็นที่ยังต้องพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนี้

3 จุดร่วมสำคัญ

  • ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายอย่างจำกัด
  • ความเร่งด่วนของประเด็นวิจัยเปลี่ยนจากการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่การปรับตัว
  • ประเทศไทยยังขาดแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นเองและองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ โดยพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นหลัก

3 ประเด็นพิจารณา

  • ระดับความเร่งด่วนในการลงทุนเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
  • ช่องว่างของงานวิจัยเชิงระบบและการนำผลงานไปใช้จริง
  • สมดุลระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับหลักวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างการยอมรับ

จากจุดร่วมสำคัญและประเด็นพิจารณา สะท้อนให้เห็นว่าการปิดช่องว่างไม่ได้หมายถึงการผลิตงานวิจัยเพิ่มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องสร้างกลไกนำความรู้ไปใช้ พร้อมพิจารณาทางเลือกและข้อแลกเปลี่ยนอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเชิงนโยบายด้วย


04 – ทิศทางการวิจัยของประเทศในอนาคต

เมื่อทราบแล้วว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างความรู้ในเรื่องใด ขั้นต่อไปคือการกำหนดทิศทางการวิจัยและกลไกสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ผลการศึกษาเสนอแนวทางพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับแผนงาน

  • เปิดแผนงานวิจัยด้านการเงินภูมิอากาศ (Climate Finance)
  • เปิดแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition)
  • เปิดแผนงานวิจัยด้านความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)

ระดับกลไก

  • ปรับรูปแบบการจัดสรรทุนเป็นแบบแผนงาน (Program-based)
  • เน้นโจทย์วิจัยจากความต้องการใช้งานจริง (Demand-driven)

ระดับโครงสร้างพื้นฐาน

  • พัฒนาฐานความรู้โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบ (Human-in-the-loop)
  • สำรวจกำลังคนและจัดตั้งกลไกวิชาการกลาง

ผลการศึกษายังเสนอแผนที่นำทางการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะเร่งด่วนก่อนปี ค.ศ. 2027: ปรับเงื่อนไขการจัดสรรทุน
  • ภายในปี ค.ศ. 2027: ตัดสินใจเรื่องดัชนีภูมิคุ้มกัน เริ่มแผนงานวิจัยระยะยาว และจัดทำข้อตกลงใช้ข้อมูลร่วมกัน
  • ระยะกลางถึงระยะยาว: จัดทำแผนที่นำทางการวิจัย ตั้งกลไกวิชาการกลาง และปรับโครงสร้างงบประมาณ

สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีฐานงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่จำนวนมาก ขั้นต่อไปคือการพัฒนาองค์ความรู้ในประเด็นที่ยังมีช่องว่าง และเชื่อมโยงงานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย ดังนั้น การขับเคลื่อนระยะต่อไปจึงควรดำเนินการควบคู่กันทั้งระดับแผนงาน กลไกจัดสรรทุน และโครงสร้างพื้นฐานความรู้ ตามแผนที่นำทางที่กำหนดไว้ เพื่อให้งานวิจัยสามารถสนับสนุนการตัดสินใจและการบรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – ผู้เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


● สามารถติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้ที่นี่

บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นภายใต้โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรวบรวม สังเคราะห์ และสื่อสารองค์ความรู้ที่สนับสนุนการกำหนดทิศทางงานวิจัยและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Updates | กลไกทางการเงินกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศรัณย์ ประวิตรางกูรศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ

วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ทำให้เกิดการร…

สำรวจเเนวคิด “2030 SDG Game” สื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยให้เข้าใจ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’

ธนภูมิ รัตนารามิก

“มนุษย์ไม่สามารถได้อะไรมาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป การจะได้อะไรมาจำเป็นต้องจ่ายสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันออกไป นี่คือกฎแห่งการแลกเปลี่…

Area Need พื้นที่ต้องการอะไร? | ความต้องการและข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โครงการจัดทําแผนบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน (Area Need) แบ่งพื้นที่การศึกษาออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่…

SDG Updates | พลิกโฉมงานวิจัยภูมิอากาศไทย รับมือวิกฤตโลกเดือด – เหตุใดการสังเคราะห์องค์ความรู้จึงสำคัญ?

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ทวีความรุนแรงจากภาวะ “โลกร้อน” สู่ “โลกเดือด” (Global Boiling) และกลายเป็นความท้าทายต่อเป้าห…

ค้นหา