SDG Updates | พลิกโฉมงานวิจัยภูมิอากาศไทย รับมือวิกฤตโลกเดือด – เหตุใดการสังเคราะห์องค์ความรู้จึงสำคัญ?

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ทวีความรุนแรงจากภาวะ “โลกร้อน” สู่ “โลกเดือด” (Global Boiling) และกลายเป็นความท้าทายต่อเป้าหมายของประเทศและวาระแห่งชาติ ประเทศไทยตั้งเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงจุดสูงสุด (Peak Emissions) ก่อนปี ค.ศ. 2030 ดำเนินการตาม NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับระดับปีฐาน ค.ศ. 2019 ให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี ค.ศ. 2035 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 เร็วกว่าเป้าหมายเดิมปี ค.ศ. 2065 ถึง 15 ปี การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงร่วมกับศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินงานภายใต้ “โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อรวบรวม จัดระบบ และสังเคราะห์งานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมเชื่อมโยงหลักฐานเข้ากับประเด็นคำถามเชิงนโยบายด้านภูมิอากาศ  เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมาก ด้วยเทคโนโลยี Generative AI เป็นเครื่องมือและระบบค้นคืนหลักฐานมาใช้สนับสนุนการจัดหมวดหมู่ ค้นหา จับคู่ และสังเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดเกณฑ์ ตรวจสอบความถูกต้อง และทวนสอบข้อค้นพบ เพื่อให้ทุกข้อสรุปสามารถย้อนกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นฐานองค์ความรู้สำหรับใช้ประกอบการวางแผน การวิจัย และการพิจารณาเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย


01 – ที่มาของงานวิจัย: โลกเดือดกับโจทย์ใหม่ของประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นหนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เมื่อสถานการณ์ “โลกร้อน” ทวีความรุนแรงกลายเป็นภาวะ “โลกเดือด” การรับมือกับวิกฤตดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การรับมือกับวิกฤตดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการนโยบาย องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดทิศทางมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Greenhouse Gas Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งขยับขึ้นเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2065 ถึง 15 ปี เพื่อเร่งการดำเนินการให้สอดรับกับความพยายามของประชาคมโลกที่ตั้งเป้าควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านกลไกการดำเนินงานภายใต้แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและส่งต่อสหประชาชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2025 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี ค.ศ. 2035 ลดลงร้อยละ 47 หรือ 135.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยสุทธิในปีฐาน ค.ศ. 2019 ซึ่ง NDC 3.0 กำหนดช่วงเวลาดำเนินงานระหว่างปี ค.ศ. 2031–2035 โดยใช้ปี ค.ศ. 2035 เป็นปีเป้าหมาย พร้อมกำหนดให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศถึงจุดสูงสุดก่อนปี ค.ศ. 2030 และปรับจากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซแบบเทียบกับกรณีปกติ มาเป็นเป้าหมายการลดการปล่อยสุทธิแบบสัมบูรณ์ที่ครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยมีขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภาคส่วน ตามแนวทางของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ 1) พลังงาน (รวมการขนส่ง)  2) กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์  3) เกษตรกรรม  4)การใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ (LULUCF) และ5) ของเสีย นับเป็นการกำหนดทิศทางสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

เมื่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเข้มข้นขึ้นและมีกรอบเวลาดำเนินงานที่เร่งรัดมากขึ้น “องค์ความรู้” และ “งานวิจัย” จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะเป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสารเชิงนโยบาย แต่เป็นพันธสัญญาที่ต้องแปลงไปสู่มาตรการ การลงทุน และการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด” แต่รวมถึง “ประเทศไทยมีองค์ความรู้ ระบบ และความพร้อมมากเพียงใดที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงและเป็นธรรม”


02 – ปัญหาที่ซ่อนอยู่: เมื่อองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยยังแยกส่วน

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงระบบในระดับประเทศ เนื่องจากผลงานวิจัยกระจายอยู่ในฐานข้อมูลและแหล่งเผยแพร่หลายแห่ง ทำให้ยากต่อการสืบค้น เปรียบเทียบ และมองเห็นภาพรวมว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านใดแล้ว และยังขาดหลักฐานในประเด็นใด

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบปัญหาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) งานวิจัยกระจัดกระจาย และขาดระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน 2) งานวิจัยซ้ำซ้อน โดยหลายโครงการศึกษาประเด็นใกล้เคียงกัน แต่ดำเนินงานแยกกันตามหน่วยงานหรือพื้นที่ และ 3) งานวิจัยไม่ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะงานวิจัยข้ามประเด็น (Cross-cutting Research) ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการกำหนดนโยบาย ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายอาจต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงกันหรือยังไม่ครบถ้วน ขณะที่หน่วยงานให้ทุนอาจลงทุนในประเด็นซ้ำ และพลาดการสนับสนุนงานวิจัยที่จำเป็นในบางพื้นที่หรือบางประเด็น

โครงการนี้ จึงรวบรวมและเชื่อมโยงงานวิจัยกับกรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านหลัก รวม 19 แผนงาน ได้แก่ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 8 แผนงาน การลดก๊าซเรือนกระจก 6 แผนงาน และงานวิจัยเชิงระบบ 5 แผนงาน เพื่อใช้ตรวจสอบสถานะองค์ความรู้และชี้ช่องว่างงานวิจัยของประเทศ ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า งานวิจัยและเอกสารประมาณร้อยละ 38.1 ของรายการทั้งหมดในฐานข้อมูลมีเนื้อหาที่สามารถเชื่อมโยงกับโจทย์เชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดไว้ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าองค์ความรู้ส่วนหนึ่งมีศักยภาพในการสนับสนุนการพิจารณาเชิงนโยบาย แต่ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดดังกล่าวถูกนำไปใช้กำหนดนโยบายหรือดำเนินงานจริงแล้ว

ดังนั้น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีบทบาทโดยตรงในการจัดทำและขับเคลื่อนกรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ จึงเห็นความสำคัญในการมุ่งรวบรวม สังเคราะห์ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับคำถามเชิงนโยบาย เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานให้ทุนมองเห็นสถานะองค์ความรู้ของประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางการวิจัยและจัดสรรทุนได้อย่างเหมาะสม เพราะการสังเคราะห์องค์ความรู้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนงานวิจัย แต่คือการสร้าง “ฐานข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากฐานข้อมูลกลาง ใช้ประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์และจัดสรรงบประมาณวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนชี้ช่องว่างงานวิจัยที่จำเป็นต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero


03 – ภาพรวมงานวิจัยไทยกว่า 10 ปี เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิบัติจริง

ฐานข้อมูลของโครงการรวบรวมทุนวิจัย โครงการวิจัย ผลงานวิจัย บทความวิชาการ และเอกสารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2569 รวมทั้งสิ้น 3,508 ชิ้น จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ฐานข้อมูลวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และองค์การระหว่างประเทศ (ข้อมูลปีล่าสุดรวบรวมถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569) 

เมื่อพิจารณาแนวโน้มตลอดช่วงเวลาดังกล่าว พบว่าหลังปี พ.ศ. 2563 จำนวนรายการในฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และสูงสุดในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 1,513 รายการ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในปี พ.ศ. 2568 รวมข้อเสนอโครงการในระบบ ววน. ซึ่งบางโครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่มีผลผลิตทางการวิจัย จึงไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนผลงานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด ส่วนข้อมูลปี พ.ศ. 2569 ยังรวบรวมไม่ครบทั้งปี

โดยงานวิจัยและเอกสารในฐานข้อมูลถูกนำมาจัดหมวดหมู่ตามกรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน รวม 19 แผนงาน และครอบคลุมคำถามวิจัย 420 ประเด็น ได้แก่

  • การลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) 74 คำถาม ภายใต้ 6 แผนงาน ครอบคลุมการลดการปล่อย การดูดกลับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก
  • การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (Resilience) 226 คำถาม ภายใต้ 8 แผนงาน ครอบคลุมการเตรียมพร้อม การปรับตัว และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • งานวิจัยเชิงระบบ (System Research) 120 คำถาม ภายใต้ 5 แผนงาน ครอบคลุมระบบ กลไก การเงิน และความร่วมมือที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน

ข้อมูลในฐานข้อมูลสะท้อนว่า ก่อนปี พ.ศ. 2563 งานวิจัยจำนวนมากยังกระจัดกระจายและดำเนินงานในลักษณะโครงการเดี่ยว ทำให้เกิดช่องว่างในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่นวัตกรรมหรือการพัฒนานโยบายระดับประเทศได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงเป็นการพัฒนาคลังองค์ความรู้ศูนย์กลาง เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยจากหลายแหล่ง ลดความซ้ำซ้อน และระบุช่องว่างที่ประเทศควรเร่งศึกษา ผ่านการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงระบบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำหนดทิศทางการวิจัย การจัดสรรทุน ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิบัติจริง

 | แนวโน้มสำคัญรายมิติ

โครงการรวบรวมและสังเคราะห์งานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2569 (ข้อมูลปีล่าสุดรวบรวมถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569)  ก่อนนำมาจัดหมวดหมู่ตาม กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งแบ่งเป็น 3 มิติหลัก รวม 19 แผนงาน เพื่อแสดงให้เห็นสถานะองค์ความรู้ แนวโน้มการศึกษา และประเด็นที่ยังควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนี้

มิติการลดก๊าซเรือนกระจก 

  • พลังงานและขนส่ง เป็นกลุ่มที่พบโครงการจำนวนมากในฐานข้อมูล งานในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก ส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตาม มีงานที่เชื่อมโยงกับโจทย์เชิงนโยบายโดยตรงเพียงร้อยละ 31.6 สะท้อนว่า การมีงานวิจัยจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปตอบความต้องการเชิงนโยบายได้ทั้งหมด 
  • กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC กลับพบงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับแผนงานจำกัด แสดงให้เห็นช่องว่างขององค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม 

มิติการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • ความต้องการองค์ความรู้สูง แต่ความพร้อมยังต่ำ มิตินี้มีคำถามเชิงนโยบายที่ต้องการคำตอบจำนวนมาก งานวิจัยส่วนใหญ่เน้นการจัดการน้ำ ฐานข้อมูลพื้นฐาน และกรณีศึกษาเฉพาะพื้นที่ ขณะที่การเชื่อมโยงผลการศึกษาสู่การกำหนดนโยบายในระดับที่กว้างขึ้นยังมีจำกัด
  • ความสูญเสียและความเสียหายยังเป็นช่องว่างสำคัญ ประเด็นนี้ยังมีงานวิจัยรองรับไม่มากและขาดกรอบทุนที่สนับสนุนโจทย์สำคัญอย่างชัดเจน จึงควรได้รับความสำคัญในการวิจัยระยะต่อไป

มิติงานวิจัยเชิงระบบ

  • กลไกการเงินยังพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างประเทศ แผนงานด้านกลไกการเงิน (S2) ใช้แหล่งความรู้จากองค์การระหว่างประเทศในที่สูง โดยเฉพาะเรื่องการเงินสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาฐานความรู้ภายในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น 
  • การเชื่อมโยงภูมิปัญญากับเทคโนโลยียังเป็นช่องว่าง แผนงานด้านภูมิปัญญาและเทคโนโลยีสมัยใหม่ (SR5) ยังไม่พบงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับโจทย์เชิงนโยบายได้โดยตรง จึงควรสนับสนุนการวิจัยที่เชื่อมโยงภูมิปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น ข้อค้นพบสะท้อนว่าการมีงานวิจัยจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะมีหลักฐานพร้อมใช้สำหรับตอบโจทย์เชิงนโยบายเสมอไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงและยกระดับงานวิจัยทางเทคนิค รวมถึงกรณีศึกษาเฉพาะพื้นที่ ให้เป็นหลักฐาน ข้อเสนอ และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง


04 – AI กับบทบาทใหม่ในการสังเคราะห์องค์ความรู้

โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายให้เป็น “ฐานหลักฐานเชิงยุทธศาสตร์” โจทย์สำคัญของโครงการ จึงคือการสังเคราะห์หลักฐานจำนวนมากจากหลายแหล่งเป็นงานที่ซับซ้อน ทั้งในด้านการค้นหา การจัดหมวดหมู่ และการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับคำถามเชิงนโยบาย โครงการจึงประยุกต์ใช้ Generative AI ผ่านเครื่องมือ NotebookLM และ Claude เพื่อช่วยค้นหา จัดกลุ่ม จับคู่หลักฐาน และจัดทำร่างผลการสังเคราะห์เบื้องต้น ทำให้นักวิจัยสามารถประมวลข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ไม่ได้มุ่งให้เทคโนโลยีทำหน้าที่วิเคราะห์หรือตัดสินใจแทนนักวิจัย แต่ยึดหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ Evidence First / Traceable to Sources และ Human-guided Review กล่าวคือ ทุกข้อสรุปต้องมีหลักฐานรองรับและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้ ขณะที่นักวิจัยเป็นผู้กำหนดคำถาม กรอบการวิเคราะห์ หลักเกณฑ์ และวิธีตรวจสอบ รวมถึงสอบทานความถูกต้องของแหล่งอ้างอิง ก่อนส่งผลการสังเคราะห์ให้ผู้เชี่ยวชาญทวนสอบอีกขั้นหนึ่ง

กระบวนการนี้แบ่งบทบาทระหว่าง AI นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญไว้อย่างชัดเจน โดย AI ช่วยจัดการและประมวลข้อมูลเบื้องต้น นักวิจัยทำหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบหลักฐาน ส่วนผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของข้อสรุป วิธีการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลคลาดเคลื่อน และทำให้ผลการสังเคราะห์มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้

ดังนั้น ผลการวิเคราะห์จะช่วยตอบคำถามสำคัญว่าประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านใดสะสมอยู่แล้ว ยังขาดหลักฐานในประเด็นใด และควรให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านใดต่อไป ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปใช้ประกอบการกำหนดประเด็นวิจัย การจัดสรรทุน และการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับช่วงปี พ.ศ. 2570 – 2575


บทสรุป – จากงานวิจัยสู่ ‘ทิศทาง’ อนาคตของประเทศ

การสังเคราะห์ผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2569 ไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลหรือจัดทำรายงานทางวิชาการ แต่เป็นการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาวิเคราะห์และเชื่อมโยง เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กับศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) โครงการได้พัฒนาคลังความรู้เชิงยุทธศาสตร์ โดยรวบรวม จัดระบบ และเชื่อมโยงผลงานวิจัยจากหลายแหล่งให้เป็นฐานหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยให้เห็นว่า ประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านใดแล้ว ประเด็นใดมีการศึกษาซ้ำ และด้านใดยังเป็นช่องว่างที่ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม

ดังนั้น ผลการสังเคราะห์ดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการกำหนดทิศทางงานวิจัย การจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรทุน และการพัฒนานโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก การรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบ และการพัฒนาระบบสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง

ผลลัพธ์สำคัญของโครงการจึงไม่ใช่เพียงฐานข้อมูลงานวิจัย แต่คือรากฐานของระบบองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี นโยบาย และการลงมือทำ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 (Net Zero 2050) ของประเทศไทยอย่างมีหลักฐานรองรับ


● สามารถติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้ที่นี่

บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นภายใต้โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรวบรวม สังเคราะห์ และสื่อสารองค์ความรู้ที่สนับสนุนการกำหนดทิศทางงานวิจัยและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – ผู้เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

Last Updated on สิงหาคม 14, 2026

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Updates | ความรุนแรงสุดโต่งกับเหตุกราดยิงในไทย: สังคมเช่นใดกดทับให้คนหยิบปืน

โดย ถิรพร สิงห์ลอ

#กราดยิง… แฮชแท็กที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะและพฤติการแวดล้อมส่อไปในทางที่จ…

SDG Updates | Plant-Based Diet กุญแจสำคัญเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลก

เทรนด์การบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก หรือ Plant-Based Diet ที่ได้รับความสนใจในคนหมู่มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งจากผู้บริโภคสายรักสุขภาพ ที…

SDG Updates | Nature Prescription เมื่อแพทย์เขียนใบสั่งยาให้ธรรมชาติช่วยบำบัด

ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สิ้นสุด หลายพื้นที่บนโลกจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด ตั้งแต่การเว้นระยะห่างทา…

เปิดทางสู่ “ตลาดพลังงานรูปแบบใหม่” ที่ครอบคลุม เป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตย

ดร.ศุภโชค วังมะนาวพิทักษ์

ด้วยความร่วมมือของศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล…

ค้นหา