การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงการผลิตงานวิจัยหรือการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ความรู้ที่มีอยู่เชื่อมโยงกับคำถามที่ต้องตัดสินใจ และอยู่ในรูปแบบที่หน่วยงานแต่ละระดับสามารถนำไปใช้ได้ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและทิศทางของระบบวิจัย การออกแบบกรอบทุนและจัดลำดับโจทย์ การพัฒนางานวิจัย ไปจนถึงการวางแผนและดำเนินงานในระดับพื้นที่
เมื่อผลการสังเคราะห์ช่วยให้เห็นแล้วว่าเรื่องใดมีหลักฐานรองรับ เรื่องใดยังต้องพัฒนาความรู้เพิ่มเติม และโจทย์ใดควรเชื่อมโยงกับหน่วยงานใด คำถามสำคัญต่อมาคือ ผู้กำหนดนโยบาย ระบบทุน นักวิจัย และหน่วยงานปฏิบัติสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร เพื่อให้ความรู้เดินทางต่อจากงานวิจัยไปสู่การตัดสินใจและการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม SDG Updates ฉบับนี้ จึงนำเสนอแนวทางการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในระดับต่าง ๆ จากข้อค้นพบของ “โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งดำเนินการโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
01 – จากคลังหลักฐานสู่การใช้ประโยชน์
จากการศึกษา “โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ผลการศึกษาของโครงการนี้สามารถใช้ประกอบการกำหนดทิศทางงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570–2575 และสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานที่กำหนดนโยบายและทิศทางระบบวิจัย เนื่องจากการมีงานวิจัยจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าองค์ความรู้ทั้งหมดจะอยู่ในรูปแบบที่พร้อมนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยผลการประเมินคำถามเชิงนโยบาย 420 ข้อ พบว่า มีเพียง 96 ข้อ ที่มีงานวิจัยตอบได้โดยตรง ขณะที่ 321 ข้อ มีหลักฐานที่เกี่ยวข้องแต่ยังต้องผ่านการสังเคราะห์หรือปรับให้เหมาะกับบริบท และอีก 3 ข้อ ยังไม่พบหลักฐานรองรับในคลังที่รวบรวมได้
จากข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มความพร้อมขององค์ความรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการผลิตงานวิจัยใหม่ทุกเรื่อง แต่สามารถต่อยอดจากการสังเคราะห์และจัดรูปแบบความรู้ที่มีอยู่ให้ตอบคำถามของผู้ใช้ได้ชัดเจนขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยยังต้องวิจัยเรื่องใด แต่รวมถึงว่า ใครสามารถนำผลการสังเคราะห์และชุดโจทย์วิจัยไปใช้ในขั้นตอนใด และควรนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดจึงจะเหมาะต่อการตัดสินใจ บทความชิ้นนี้จึงชวนสำรวจการนำองค์ความรู้ไปใช้ใน 4 ระดับ ตั้งแต่ ระดับนโยบาย ระบบทุน การวิจัย และการปฏิบัติ เพื่อให้เห็นว่าผู้ใช้แต่ละกลุ่มสามารถนำข้อมูลไปกำหนดทิศทาง พัฒนาโจทย์ ออกแบบงานวิจัย และเชื่อมผลการศึกษาไปสู่การดำเนินงานได้อย่างไร
02 – ระดับนโยบาย: การใช้องค์ความรู้กำหนดทิศทางระบบวิจัย
ในระดับนโยบาย ผลการศึกษาไม่ได้เพียงช่วยระบุว่าประเทศยังขาดความรู้เรื่องใด แต่ยังช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลักฐานที่มีอยู่ และทิศทางการลงทุนด้านการวิจัย ภาพรวมดังกล่าวจึงสามารถใช้ประกอบการกำหนดว่า ประเด็นใดมีความรู้พร้อมนำไปใช้ ประเด็นใดควรพัฒนาเพิ่มเติม และเรื่องใดต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
หน่วยงานที่สามารถนำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและทิศทางระบบวิจัย ได้แก่
- กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)
- สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
- หน่วยงานกำกับและหน่วยงานเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย
จากผลการประเมิน ช่องว่างงานวิจัยสู่ทิศทางวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย และ แนวทางการหนุนทิศทางงานวิจัย พ.ศ. 2570–2575 ที่ได้อธิบายบทความก่อนหน้า จะช่วยให้หน่วยงานสามารถดำเนินการ ได้ดังนี้
- มีประเด็นที่พร้อมใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย
- มีข้อมูลสำหรับจัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ
- มีข้อมูลประกอบการกำหนดแผนงาน โครงสร้างระบบวิจัย และการจัดสรรงบประมาณ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานพิจารณาได้ว่า แผนงานเดิมสามารถรองรับโจทย์ใด กรอบทุนใดควรปรับให้ครอบคลุมมากขึ้น และประเด็นใดควรพัฒนาเป็นแผนงานใหม่ เพื่อให้ระบบวิจัยตอบสนองต่อเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม โจทย์วิจัยหลายเรื่องต้องอาศัยทั้งข้อมูล อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาจึงสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประสานความร่วมมือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานในระบบทุน หน่วยงานเจ้าของข้อมูล นักวิจัย และผู้ใช้ประโยชน์ ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ไปจนถึงการนำผลการวิจัยไปใช้
ทั้งนี้ ผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ผูกพันการตัดสินใจของหน่วยงาน การนำไปใช้จึงควรพิจารณาร่วมกับเป้าหมายเชิงนโยบาย ความเร่งด่วน ทรัพยากร และบริบทการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน
03 – ระดับระบบทุน: การเชื่อมโยงโจทย์วิจัยกับกรอบทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การระบุช่องว่างความรู้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การผลักดันให้เกิดงานวิจัยจำเป็นต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบ กรอบทุนรองรับ และการจัดลำดับความสำคัญ ผลการศึกษาจึงเชื่อมโยงโจทย์วิจัยกับหน่วยงานที่บริหารและจัดสรรทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund: SF) และทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) เพื่อประกอบการพิจารณากรอบทุนและแผนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางการใช้ประโยชน์ ดังนี้
- เชื่อมโยงโจทย์วิจัยกับหน่วยงานที่เหมาะสม พร้อมปรับกรอบทุนเดิมและพัฒนาแผนงานใหม่ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ
- ตรวจสอบงานวิจัยที่กำลังดำเนินการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในประเด็นที่ยังมีช่องว่างและสนับสนุนการต่อยอด
- กำหนดผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงและพร้อมนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
การขับเคลื่อนโจทย์วิจัยยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกระบบทุน ผลการศึกษาพบว่า หน่วยงานด้านนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานเจ้าของข้อมูลปรากฏเป็นหน่วยร่วมใน 200 โจทย์ หรือประมาณร้อยละ 37 ของโจทย์ทั้งหมด เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีบทบาททั้งด้านการให้ข้อมูล การกำกับดูแล และการนำผลการวิจัยไปใช้ การประสานงานระหว่างหน่วยงานตั้งแต่ขั้นกำหนดโจทย์จึงช่วยให้การวิจัยเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นและเชื่อมโยงไปสู่การดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
รูปแบบของผลผลิตเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้งานวิจัยพร้อมนำไปใช้ ผลการศึกษาพบว่า เอกสารประเภทรายงาน ซึ่งรวมถึงรายงานประเมิน คู่มือ และเอกสารเชิงนโยบาย สามารถตอบคำถามเชิงนโยบายได้โดยตรง ร้อยละ 47.1 ขณะที่ผลผลิตจากโครงการวิจัยตอบได้โดยตรง ร้อยละ 9.9 ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้ใช้เปรียบเทียบคุณภาพของงาน แต่สะท้อนว่าจุดประสงค์และรูปแบบของผลผลิตมีผลต่อความพร้อมในการใช้งาน หน่วยงานในระบบทุนจึงสามารถกำหนดผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ เช่น เอกสารสังเคราะห์ คู่มือ ข้อมูลเปิด หรือเอกสารสรุป ควบคู่กับรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์
ทั้งนี้ การเชื่อมโยงโจทย์วิจัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นข้อเสนอเชิงวิเคราะห์ของคณะผู้วิจัย ไม่ใช่มติของหน่วยงานและไม่ผูกพันการจัดสรรงบประมาณ ข้อมูลชุดนี้จึงควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือระหว่างหน่วยงานในระบบทุน หน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานเจ้าของข้อมูล นักวิจัย และผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อร่วมกันจัดลำดับโจทย์ กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ และออกแบบผลผลิตให้สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจและการดำเนินงานได้จริง
04 – ระดับการวิจัยและปฏิบัติการ: การนำองค์ความรู้ไปพัฒนางานวิจัยและการดำเนินงาน
การนำองค์ความรู้ไปใช้ในระดับการวิจัยและการปฏิบัติการมีบทบาทแตกต่างกัน นักวิจัยและสถาบันวิชาการสามารถใช้ผลการศึกษาเพื่อพัฒนาโจทย์และออกแบบงานวิจัยให้เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ ขณะที่หน่วยงานปฏิบัติและภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลและผลการวิจัยไปประกอบการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานให้เหมาะกับบริบท
ระดับการวิจัย: นักวิจัย มหาวิทยาลัย และสถาบันวิชาการ สามารถไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้
- ทบทวนสถานะองค์ความรู้และระบุประเด็นที่ยังต้องการคำตอบ
- เลือกพื้นที่ศึกษาและพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่
- ออกแบบผลผลิตให้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ ผลกระทบ และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
นักวิจัยสามารถใช้คลังหลักฐานเพื่อตรวจสอบงานที่มีอยู่และประกอบการพัฒนาโจทย์วิจัย อย่างไรก็ตาม การไม่พบงานวิจัยของจังหวัดใดในฐานข้อมูลไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นไม่มีการศึกษา เนื่องจากงานวิจัยระดับประเทศ ภูมิภาค หรือลุ่มน้ำที่ไม่ได้ระบุชื่อจังหวัดอาจไม่ปรากฏในแผนที่ จึงควรตรวจสอบเอกสารต้นทางก่อนสรุปสถานะองค์ความรู้หรือกำหนดพื้นที่ศึกษา
ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ : หน่วยงานปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน สามารถไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้
- นำข้อมูลและผลการวิจัยไปประกอบการวางแผนและการตัดสินใจ
- ประยุกต์ใช้ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางดำเนินงานและแก้ไขปัญหาให้เหมาะกับบริบท
- ติดตามผลการนำไปใช้และนำบทเรียนกลับมาพัฒนางานวิจัยในระยะต่อไป
ข้อมูลที่ผู้ใช้แต่ละกลุ่มต้องการ
ผู้ใช้แต่ละกลุ่มมีภารกิจและบริบทการตัดสินใจที่แตกต่างกัน จึงต้องการข้อมูลในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้
- หน่วยงานระดับพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ต้องการข้อมูลที่เหมาะกับบริบทของจังหวัด เมือง และชุมชน โดยเฉพาะข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการดำเนินงานในระดับพื้นที่
- ภาคธุรกิจ: ต้องการข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบทางเลือกและประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยครอบคลุมข้อมูลด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุน เช่น ต้นทุน ผลตอบแทน ผลกระทบ ระยะเวลาคืนทุน แหล่งเงินทุน กฎระเบียบ และเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยี
- ภาคประชาสังคมและชุมชน: ต้องการข้อมูลด้านการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและการปรับตัวในระดับพื้นที่ โดยครอบคลุมประเด็นการปรับตัว การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน
การนำผลงานวิจัยไปใช้จึงควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม พร้อมกำหนดหน่วยงานรับช่วงต่อ กลไกสนับสนุน และวิธีติดตามผลอย่างชัดเจน เพื่อให้ความรู้สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ การวางแผน และการดำเนินงาน ตลอดจนนำบทเรียนที่ได้รับกลับมาพัฒนางานวิจัยในระยะต่อไป
05 – บทสรุป: การต่อยอดองค์ความรู้โดยผู้ใช้ในทุกระดับ
ผลการศึกษานี้ช่วยเชื่อมองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผู้ใช้ใน 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระบบทุน การวิจัย ไปจนถึงการปฏิบัติ โดยผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ข้อมูลประกอบการกำหนดทิศทางและจัดลำดับโจทย์วิจัย หน่วยงานในระบบทุนสามารถนำไปเชื่อมโยงโจทย์กับหน่วยงานที่เหมาะสมและออกแบบกรอบทุน ส่วนนักวิจัยสามารถใช้ทบทวนสถานะองค์ความรู้ พัฒนาโจทย์ และออกแบบผลผลิตให้พร้อมใช้ ขณะที่หน่วยงานปฏิบัติและภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำผลการวิจัยไปประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการดำเนินงานให้เหมาะกับบริบท
การต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องควรเริ่มจากการเลือกใช้ข้อมูลให้สอดคล้องกับภารกิจ ประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เตรียมกลไกและทรัพยากรที่จำเป็น ตลอดจนติดตามผลและนำบทเรียนที่ได้รับไปพัฒนางานในระยะต่อไป
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนงานวิจัย แต่คือการทำให้องค์ความรู้ที่ประเทศมีอยู่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทุน การพัฒนางานวิจัย และการปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050
แพรวพรรณ ศิริเลิศ – ผู้เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ
● สามารถติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้ที่นี่
บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นภายใต้โครงการสังเคราะห์และประมวลผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรวบรวม สังเคราะห์ และสื่อสารองค์ความรู้ที่สนับสนุนการกำหนดทิศทางงานวิจัยและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

