SDG Move

SDG Vocab | 73 – Science Diplomacy – การทูตวิทยาศาสตร์

การทูตวิทยาศาสตร์ คือการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการทางการทูตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลกที่ซับซ้อนและข้ามพรมแดน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ไปจนถึงการกำกับดูแลเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและสันติภาพผ่านการทำงานร่วมกันทางวิชาการ

รายงานของ The Royal Society และ AAAS เมื่อปีค.ศ. 2010 กำหนดโครงสร้างหลักของการทูตวิทยาศาสตร์มักแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ในการทูต (Science in Diplomacy) ซึ่งเป็นการใช้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายต่างประเทศ การทูตเพื่อวิทยาศาสตร์ (Diplomacy for Science) ที่ใช้อำนาจทางการทูตสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัยขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ และ วิทยาศาสตร์เพื่อการทูต (Science for Diplomacy) ซึ่งใช้ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เป็นสื่อกลางรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้ในยามที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้ง โดยองค์กรระดับโลกอย่าง UNESCO และ The Royal Society ต่างผลักดันแนวทางนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่อาจบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงหรือถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ในบริบทปัจจุบัน การทูตวิทยาศาสตร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการกระจายตัวสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างขีดความสามารถและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการปรับตัวของกลไกทางการทูตในโลกยุคใหม่ที่ขยายขอบเขตไปสู่ประเด็นที่กว้างขวางออกไปซึ่งล้วนต้องอาศัยความเข้าใจทางเทคนิคที่ลึกซึ้งเพื่อให้การเจรจาระดับนานาชาติเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นธรรมและยั่งยืน

อาจสรุปได้ว่า การทูตวิทยาศาสตร์นี้นับเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 17 (Partnerships for the Goals) ที่มุ่งเน้นความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบทบาทของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานโลกแห่งการวิจัยเข้ากับโลกแห่งการกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติและความรับผิดชอบร่วมกันที่มีต่อมนุษยชาติในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกออกไม่ได้

ชุดซีรีส์ 15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs – โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่านพ้นวาระครบรอบ 10 ปีของการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายในการทบทวนความก้าวหน้าและวิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายในระดับสากล สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ภายในกรอบเวลาที่เหลืออยู่

การนำวาระการพัฒนาปี 2030 กลับเข้าร่องเข้ารอยเส้นทางที่เหมาะสม จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงระบบและการบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังในทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาคไปจนถึงการปรับเปลี่ยนในระดับปัจเจกบุคคล คอลัมน์ “15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมแนวคิดสำคัญ นิยามใหม่ ๆ และหลักการเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความสามารถในฟื้นฟูและแก้ปัญหา ยกระดับความเป็นธรรม และสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

หมายเหตุ – คำอธิบายข้างต้นสรุปโดยทีมงาน เพื่อให้อ่านแล้วทำความเข้าใจง่ายเท่านั้นไม่แนะนำให้นำไปอ้างอิงในเชิงวิชาการ

เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร


● อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Research to Transform : เข้าใจ “What – Why – How” ของการวิจัยเพื่อขับเคลื่อน SDGs 
– SDG Updates | สรุปเสวนา ‘การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2’
– SDG Updates | สรุปเสวนา ‘การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1’
– SDG Updates | สรุปเสวนา “การวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของกลุ่มการจัดการของเสียและมลพิษ” (โครงการย่อยที่ 2)
– SDG Updates | Introduction to SDG Localization: มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มจากระดับพื้นที่

คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
– (9.5) เพิ่มพูนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และให้ภายในปี พ.ศ. 2573 มีการส่งเสริมนวัตกรรมและให้เพิ่มจำนวนผู้ทำงานวิจัยและพัฒนา ต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาในภาครัฐและเอกชน
#SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม เเละสถาบันเข้มเเข็ง
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

– (17.6) เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศและในภูมิภาคแบบเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี และการเข้าถึงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม และยกระดับการแบ่งปันความรู้ ตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน โดยรวมถึงผ่านการพัฒนาการประสานงานระหว่างกลไกที่มีอยู่เดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของสหประชาชาติ และผ่านทางกลไกอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยี (Technology Facilitation Mechanism) ของโลก
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มโดยหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และทรัพยากรทางการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน

เเหล่งที่มา
New Frontiers in Science Diplomacy (The Royal Society)
New Frontiers in Science Diplomacy updating concept for the next 15 years (The Royal Society)

Author

Exit mobile version