
การทูตวิทยาศาสตร์ คือการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการทางการทูตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลกที่ซับซ้อนและข้ามพรมแดน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ไปจนถึงการกำกับดูแลเทคโนโลยีอุบัติใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและสันติภาพผ่านการทำงานร่วมกันทางวิชาการ
รายงานของ The Royal Society และ AAAS เมื่อปีค.ศ. 2010 กำหนดโครงสร้างหลักของการทูตวิทยาศาสตร์มักแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ในการทูต (Science in Diplomacy) ซึ่งเป็นการใช้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายต่างประเทศ การทูตเพื่อวิทยาศาสตร์ (Diplomacy for Science) ที่ใช้อำนาจทางการทูตสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัยขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ และ วิทยาศาสตร์เพื่อการทูต (Science for Diplomacy) ซึ่งใช้ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์เป็นสื่อกลางรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้ในยามที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้ง โดยองค์กรระดับโลกอย่าง UNESCO และ The Royal Society ต่างผลักดันแนวทางนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่อาจบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงหรือถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ในบริบทปัจจุบัน การทูตวิทยาศาสตร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการกระจายตัวสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างขีดความสามารถและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการปรับตัวของกลไกทางการทูตในโลกยุคใหม่ที่ขยายขอบเขตไปสู่ประเด็นที่กว้างขวางออกไปซึ่งล้วนต้องอาศัยความเข้าใจทางเทคนิคที่ลึกซึ้งเพื่อให้การเจรจาระดับนานาชาติเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
อาจสรุปได้ว่า การทูตวิทยาศาสตร์นี้นับเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 17 (Partnerships for the Goals) ที่มุ่งเน้นความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบทบาทของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานโลกแห่งการวิจัยเข้ากับโลกแห่งการกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติและความรับผิดชอบร่วมกันที่มีต่อมนุษยชาติในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกออกไม่ได้
ชุดซีรีส์ 15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs – โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่านพ้นวาระครบรอบ 10 ปีของการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายในการทบทวนความก้าวหน้าและวิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายในระดับสากล สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ภายในกรอบเวลาที่เหลืออยู่
การนำวาระการพัฒนาปี 2030 กลับเข้าร่องเข้ารอยเส้นทางที่เหมาะสม จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงระบบและการบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังในทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาคไปจนถึงการปรับเปลี่ยนในระดับปัจเจกบุคคล คอลัมน์ “15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมแนวคิดสำคัญ นิยามใหม่ ๆ และหลักการเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความสามารถในฟื้นฟูและแก้ปัญหา ยกระดับความเป็นธรรม และสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
หมายเหตุ – คำอธิบายข้างต้นสรุปโดยทีมงาน เพื่อให้อ่านแล้วทำความเข้าใจง่ายเท่านั้นไม่แนะนำให้นำไปอ้างอิงในเชิงวิชาการ
เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
● อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– Research to Transform : เข้าใจ “What – Why – How” ของการวิจัยเพื่อขับเคลื่อน SDGs
– SDG Updates | สรุปเสวนา ‘การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2’
– SDG Updates | สรุปเสวนา ‘การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1’
– SDG Updates | สรุปเสวนา “การวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของกลุ่มการจัดการของเสียและมลพิษ” (โครงการย่อยที่ 2)
– SDG Updates | Introduction to SDG Localization: มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มจากระดับพื้นที่
คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
– (9.5) เพิ่มพูนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และให้ภายในปี พ.ศ. 2573 มีการส่งเสริมนวัตกรรมและให้เพิ่มจำนวนผู้ทำงานวิจัยและพัฒนา ต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาในภาครัฐและเอกชน
#SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม เเละสถาบันเข้มเเข็ง
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.6) เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศและในภูมิภาคแบบเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี และการเข้าถึงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม และยกระดับการแบ่งปันความรู้ ตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน โดยรวมถึงผ่านการพัฒนาการประสานงานระหว่างกลไกที่มีอยู่เดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของสหประชาชาติ และผ่านทางกลไกอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยี (Technology Facilitation Mechanism) ของโลก
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มโดยหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และทรัพยากรทางการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
เเหล่งที่มา
– New Frontiers in Science Diplomacy (The Royal Society)
– New Frontiers in Science Diplomacy updating concept for the next 15 years (The Royal Society)