SDG Move

SDG Updates | ‘เมืองอัจฉริยะ’ เพื่อสังคมสูงวัย – จุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองที่เป็นมิตรสำหรับคนทุกกลุ่มวัย

พสิษฐ์ บุญธรรม
#SDGMoveIntern2026

เมื่อปฏิทินนับวันใหม่และนาฬิกาเดินไปข้างหน้า ผู้สูงอายุก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน  สังเกตได้จากการเดินบนท้องถนนที่ไปที่ไหนก็มักจะเห็นผู้สูงอายุใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนในสังคมทั้งการทำงาน การท่องเที่ยวหรือตามที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะชุมชนเก่าแก่ อย่างไรก็ตาม “ความปกติ” ที่เห็นอยู่นี้ อาจกำลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงและท้าทายมากกว่านั้น เพราะประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ขณะที่หลายคนอาจยังไม่ตระหนักถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ ทั้งในมิติที่ลึกลงไปและความซับซ้อนของปัญหาที่ทับซ้อนกันในสังคมปัจจุบัน

SDG Updates ฉบับนี้จึงพาชวนมองภาพรวมของความท้าทายในสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ควบคู่กับการเสนอแนวทางนำแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น พร้อมทั้งยังสะท้อนสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินชีวิตของทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล เพื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมที่ทุกคนในสังคมต้องเผชิญในอนาคต


01 – ปัญหาและสถานการณ์ผู้สูงอายุปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปี พ.ศ. 2559 มีจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ่นไปจำนวน 9.9 ล้านคนคิดเป็นคิดเป็น 15% ของจำนวนประชากร ณ ตอนนั้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2559) และข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปี พ.ศ. 2567  ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.2 ของประชากรทั้งหมด (สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2567) ซึ่งนับว่าเข้าสู่  “สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์” (Complete Aged Society)  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลา 10 ปีและมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2574 ประเทศไทยจะก้าวสู่  “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด”  (Super-Aged Society) โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2564)

ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลง นำมาสู่การตั้งคำถามว่า “ในปัจจุบัน สังคมไทยพร้อมแค่ไหนในการรับมือสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” เนื่องด้วย โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี และระบบสวัสดิการของเมืองรวมถึงบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปไปทั้งสังคม เศรษฐกิจการทำงานและการดำรงชีวิตยังไม่สามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึง จากข้อมูลของ ดัชนีเมืองสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัยพบว่าประเทศไทยมีสภาพทางเท้าที่ไม่ปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อผู้ที่มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย ระบบบริการดิจิทัลที่มีความซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้สูงวัย ไปจนถึงบริการทางสุขภาพที่ยังคงเข้าถึงได้ยาก

นอกจากนี้ ตัวอย่างปัญหาที่เห็นได้ชัดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นคือการที่ผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิงคนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น (สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ, 2569) จากข้อมูลขรายงานอัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ร้อยละ 17 ในปี พ.ศ.2537 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.1 ในปี พ.ศ.2567 แสดงให้เห็นว่าประชากรวัยทำงาน 100 คนต้องดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน และหากมองให้ลึกลงไป อัตราส่วนเกื้อหนุนที่วัยทำงานนั้นเกื้อหนุนผู้สูงอายุลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมร้อยละ 9.3 ในปี พ.ศ.2537 ลดลงเหลือ ร้อยละ 3.2 สะท้อนให้เห็นว่าวัยทำงาน 3 คนจะสามารถเกื้อหนุนผู้สูงอายุได้เพียง 1 คน (Thai PBS,2567) 

ที่มา : รายงานการศึกษาเรื่อง การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการที่ผู้สูงอายุอยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 3.6 ในปี พ.ศ. 2537 เป็น ร้อยละ 12.9 ในปี พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และยังมีปัญหาอื่น ๆ อีกเช่น ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ สุขภาพ การเดินทาง และพื้นที่สาธารณะ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการจัดสวัสดิการที่เป็นสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุจะได้รับเพราะการที่ผู้สูงอายุต้องออกไปใช้ชีวิตนั้นต้องคำนึงถึงโครงสร้างเมืองที่รองรับกับการใช้งาน เพื่อโอกาสและส่งเสริมการออกมาใช้ชีวิต (The Urbanis, 2568) ของผู้สูงวัยสามารถสรุปปัญหาที่ผู้สูงอายุเผชิญได้ดังนี้

  1. ด้านพื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมและพื้นที่บริเวณรอบบ้านไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่ถดถอยลง โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะในเมืองที่ไม่เพียงพอและ ไม่มีคุณภาพมากพอที่จะให้ผู้สูงอายุออกมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย
  2. ด้านการเดินทางและระบบขนส่งสาธารณะ ผู้สูงอายุมีความยากหรือ เข้าถึงไม่ได้เลยทำให้สูญเสียความอิสระในการเดินทาง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดทางร่างกาย จึงเป็นปัญหาทางอ้อมให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิต อยู่ติดบ้าน
  3. ด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงงานและรายได้ ปัจจุบันยังขาดการออกแบบเพื่อมอบโอกาสและพื้นที่ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงแหล่งงานและการสร้างรายได้ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียโอกาสในการพึ่งพาตนเองและต้องหันไปพึ่งพาบุตรหลานหรือบุคคลอื่นแทนทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงเพิ่มมากขึ้น
  4. ด้านสุขภาพ ผลกระทบที่เกิดเป็นวงจรความบกพร่องของเมืองทั้งเรื่องพื้นที่สาธารณะ การเดินทาง และการเข้าถึงแหล่งรายได้ต่างๆได้ส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพของผู้สูงอายุจนกลายเป็นวงจรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจาก ด้านสุขภาพกายทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเนือยนิ่งอยู่กับที่ ขาดการเคลื่อนไหวสุขภาพจิตการติดบ้านและต้องพึ่งพาผู้อื่น นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเหงา ความวิตกกังวล ภาวะเครียด และที่ร้ายแรงที่สุดคือ  ภาวะซึมเศร้าเพราะผู้สูงอายุจะเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระและไม่มีคุณค่า

จากช่องว่างของเมืองทั้ง 4 ด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับ การเข้าถึงบริการที่เหลื่อมล้ำ ระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ยากหรือพื้นที่สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย ล้วนเป็นแสดงให้ว่า หากไม่เร่งสร้างเมืองที่ปรับตัว ปัญหาเหล่านี้จะสะสมและยิ่งมีความซับซ้อนกลายเป็นวงจรที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติ โดยเฉพาะการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุที่อาจขาดความเป็นอิสระจำกัดใหเ้ต้องอยู่แต่ในบ้าน ขณะที่ด้านการทำงาน จะขาดโอกาสในการทำงานส่งผลให้เกิดการขาดรายได้และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจถดถอยตามไปด้วย

ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยกสวัสดิการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ฉะนั้นการนำแนวคิดเมืองอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเข้าใจในการใช้ชีวิตของผู้คนมาใช้อย่างจริงจัง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ กุญแจสำคัญในการแก้ไขและออกแบบเมืองใหม่ เพื่อลดข้อจำกัดในการดำรงชีวิตส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมโอบรับคนทุกวัย


02 – แนวคิดเมืองอัจฉริยะตัวช่วยที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

จากปัญหาหัวข้อก่อนหน้า แนวคิดเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ถือเป็นเครื่องมือในการการแก้ไขปัญหาเมืองที่รองรับสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นการนำนวัตกรรมมาสนับสนุนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะที่ผู้สูงอายุใช้งานได้สะดวกและปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกล เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแพทย์ สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทาง 

โดยสามารถนำแนวคิด Smart City มาพัฒนาเมืองเดิมให้น่าอยู่ช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น

อย่างไรก็ตามการทำงานของเทคโนโลยีดิจิทัลจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพเอื้ออำนวย ดังนั้น แนวคิด Smart City จึงต้องประสานควบคู่ไปกับ การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล  กล่าวคือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และบริการต่างๆ สำหรับ “ทุกคน” ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อ  ที่ใช้ระบบตั๋วร่วมใบเดียวสำหรับรถไฟฟ้า เรือ และรถประจำทาง ร่วมกับการออกแบบทางกายภาพ เช่น รถประจำทางไฟฟ้า ที่มีทางลาดสำหรับวีลแชร์ การมีลิฟต์และเสียงประกาศในสถานีรถไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการทางสายตา รวมถึงสัญญาณไฟจราจรที่มีปุ่มกดและเสียงเตือน  หรือการใช้สีตัดกันอย่างชัดเจนบริเวณขอบบันไดเพื่อช่วยการกะระยะและการมองเห็นการเลือกใช้ลูกบิดประตูก้านโยกที่ช่วยผ่อนแรง (ธนาดล เอื้อศิริศักดิ์, 2566)  การออกแบบอินเทอร์เฟซแอปพลิเคชันให้มีขนาดตัวอักษรใหญ่และอ่านง่าย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สอดคล้องกับแนวคิดเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุเนื่องจากการที่อายุเพิ่มขึ้นส่งผลให้ข้อจำกัดทางร่างกายและการรับรู้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยอาจกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ

ดังนั้น การใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบทางกายภาพแร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นอิสระทางการใช้ชีวิต ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ไม่เพียงอยู่บนพื้นฐานของ Smart City เท่านั้น หากแต่ถูกคิดขึ้นมาบนฐานของ ‘อารยสถาปัตย์’ หรือ Universal Design ร่วมด้วย กล่าวคือเป็นการออกแบบพื้นที่กายภาพโดยนับรวมคนทุกคนเอาไว้ ทั้งทุกเงื่อนไขทางกายเข้าถึง และใช้งานพื้นที่เมืองอันเป็นพื้นที่สาธารณะได้โดยเสมอกัน (Voice TV, 2566)

ด้วยแนวคิดเหล่านี้การนำเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการของ Smart City มาทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ยึดหลัก Universal Design จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ Smart City การผสานสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกันจะไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของเมืองในปัจจุบัน แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเมืองที่ถูกคิดมาอย่างละเอียดอ่อน ปลอดภัย พร้อมรองรับสังคมสูงวัยได้ ทั้งขยายผลดีให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม


03 – ตัวอย่างเมือง Smart City ที่ออกแบบรองรับสังคมสูงวัย

เมืองอัจฉริยะ Smart City ไม่ใช่เพียงแต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย จากที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้า แต่เป็นเครื่องมือเชิงระบบที่ใช้ข้อมูลและนวัตกรรมมาบริหารจัดการเมืองให้มีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทย การนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในบริบทสังคมสูงวัย เป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อมระหว่างการลดข้อจำกัดทางกายภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เนื่องจากแนวคิดการพัฒนา Smart City ต้องเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับวิถีชีวิต จึงขอยกตัวอย่าง เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ที่ได้ใช้แนวคิดเมืองอัจฉริยะมาพัฒนาให้เมืองดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้โดดเด่นแค่ความสวยงาม แต่เป็นโมเดลของเมืองอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ (ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน, 2562)

ที่มา : Vincles BCN supports and connects over three thousand elderly people

โดยได้มีการพัฒนาบริการสาธารณะอัจฉริยะอย่าง ระบบ Telecare หรือบริการดูแลสุขภาพทางไกลที่คอยติดตามผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ตามท้องถนนและป้ายรถเมล์อัจฉริยะ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สาธารณะด้วยแนวคิด Superblocks ที่จัดระเบียบผังเมืองใหม่เพื่อลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างทางเท้าที่ปลอดภัยให้ผู้สูงอายุสามารถเดินทางและทำกิจกรรมนอกบ้านได้อย่างสะดวกสบาย (OKMD,2567)  นอกจากนี้ เมืองบาร์เซโลนา ยังให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่คนเดียวและมีทะเบียนบ้านอยู่ที่เมือง สามารถร่วมโครงกา VinclesBCN หรือที่แปลว่าเครือข่ายสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ได้ออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งพร้อมกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตไว้แล้ว เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อาศัยอย่างโดดเดี่ยวให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง และทำให้กลุ่มคนเหล่านี้คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้สูงอายุร่วมกัน (ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน, 2562)

จากภาพความสำเร็จของเมืองบาร์เซโลนาเป็นที่น่าสนใจที่ประเทศไทยนำรูปแบบนี้มาปรับใช้อาจเริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสุขภาพและสวัสดิการ เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะแม่นยำขึ้นควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะเดิมให้รองรับการใช้งานของทุกคนประสบการณ์และความสำเร็จจากต่างประเทศจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุได้อย่างมีแนวทางในการทำงานที่ชัดเจน


04 – ข้อเสนอสู่อนาคตเมืองสูงวัยของไทย

การพัฒนาเมืองสูงวัยในประเทศไทย ต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมที่ออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องดำเนินการสู่การเป็นเมืองที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน (Inclusive City) กล่าวคือการพัฒนาเมืองที่ผู้คนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก หรือประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงบริการพื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมและไร้อุปสรรค เพราะเมืองที่ดีจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้โอบรับความหลากหลายของมนุษย์  (จินต์จุฑา เกียรติวุฒินนท์, 2565) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสภาพแวดล้อมที่รองรับสิทธิของคนพิการและผู้สูงอายุ (อติรุจ ดือเระ,2566) และภาพสะท้อนความท้าทายของไทยที่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างนโยบายรัฐและการจัดสรรงบประมาณให้เอื้อต่อการสร้างเมืองที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้จริง (ThaiPBS, 2569) ดังนั้นการพัฒนาเมืองสูงวัยที่รองรับคนทุกกลุ่มถือเป็นแนวทางสำคัญและวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนาทั้งด้านนโยบายและการลงมือทำจริงของประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเพื่อสร้างเมืองที่รองรับการใช้งานสำหรับทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สุดท้ายนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายทางประชากรศาสตร์แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองใหม่ทั้งหมด แนวคิด Smart City จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุขทางไกล การคมนาคมที่แบบไร้รอยต่อ  และการจัดสวัสดิการหรือบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างไรก็ดีเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อ การออกแบบตามหลัก Universal Design และความใส่ใจในรายละเอียดต่อคนทุกลุ่มเช่นบทเรียนความสำเร็จจากเมืองต้นแบบอย่างบาร์เซโลนา ที่พิสูจน์แล้วว่าสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจ จะช่วยเปลี่ยนอุปสรรคทางกายภาพให้กลายเป็นอิสระในการใช้ชีวิต ทำให้เมืองอัจฉริยะก้าวข้ามไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุได้

การพัฒนาเมืองเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการออกแบบเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการสร้างเมืองที่ครอบคลุมสำหรับทุกคนโดยอาศัยการผลักดันเชิงนโยบายควบคู่ไปกับความร่วมมือระยะยาวจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เท่าเทียมและทุกคนช่วยเหลือกันทำให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด สามารถดำรงชีวิตในสังคมผู้สูงอายุได้

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – บรรณาธิการ


ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ขจัดความยากจน
– (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมระดับประเทศที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงฐาน การคุ้มครองทางสังคม (floors) โดยให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรยากจน และกลุ่มเปราะบางให้มากพอ ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสาม ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.3) สร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงโดยการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องดังกล่าว
– (10.4) นำนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการคลัง ค่าจ้าง และการคุ้มครองทางสังคมมาใช้ และให้บรรลุความเสมอภาคยิ่งขึ้นอย่างก้าวหน้า
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.1) สร้างหลักประกันว่าทุกคนจะเข้าถึงที่อยู่อาศัยและการบริการพื้นฐานที่พอเพียงให้ปลอดภัย และในราคาที่สามารถจ่ายได้ และยกระดับชุมชนแออัด ภายในปี 2573
– (11.2) ภายในปี 2573 จัดให้ทุกคนเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน เข้าถึงได้ ปลอดภัย ในราคาที่สามารถจ่ายได้ พัฒนาความปลอดภัยทางถนน โดยการขยายการขนส่งสาธารณะ โดยคำนึงถึงกลุ่มคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง ผู้หญิง เด็ก ผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย และผู้สูงอายุ เป็นพิเศษ
– (11.3) ยกระดับการพัฒนาเมืองและขีดความสามารถให้ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างมีส่วนร่วมบูรณาการและยั่งยืนในทุกประเทศ ภายในปี 2573
– (11.a) สนับสุนนการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมระหว่างพื้นที่เมือง รอบเมือง และชนบท โดยการเสริมความแข็งแกร่งของการวางแผนการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

เอกสารอ้างอิง
OKMD. (2567). นวัตกรรมเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-Friendly Cities). https://knowledgeportal.okmd.or.th/valuechain/66d57df464667
ThaiPBS. (2567). โฉมหน้าสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ไทย หญิงมากกว่าชาย-พึ่งพาผู้อื่น. ThaiPBS Policy Watch. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-100
ThaiPBS. (2569). เฉดที่แตกต่างของ “เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง.” https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-242
Urbanis. (2568). “ยิ้มได้เมื่อสูงวัย” อนาคต (ที่ดีได้) ของคนเมือง. The Urbanis by UDDC. https://theurbanis.com/healthy-cities-2/01/12/2025/15389
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2564). สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและเศรษฐกิจในประเทศไทย. https://www.dop.go.th/th/know/1/926
จินต์จุฑา เกียรติวุฒินนท์. (2565). INCLUSIVE CITY เป็นไปได้ไหม.. วันที่ไทยออกแบบมาเพื่อ ‘ประชาชน.’ https://groundcontrolth.com/blogs/sq-copenhagen-inclusive-city
ธนาดล เอื้อศิริศักดิ์. (2566). ออกแบบเมืองให้ไม่เสื่อมตามสมอง เมื่อเข้าสังคมสูงวัยที่คนไทยป่วยอัลไซเมอร์ปีละ 1 ล้าน. The Cloud. https://readthecloud.co/dementia-friendly-city/
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสเปน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด. (2562). บาร์เซโลนา : เมืองอัจฉริยะกับความท้าทายเรื่องสังคมผู้สูงอายุ – ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในสเปน. ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในสเปน. https://bic-madrid.thaiembassy.org
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับปรับปรุงข้อมูลปี 2559). กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20241209145003_27188.pdf 
สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ. (2569). ดัชนีเมืองสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (Healthy Age Friendly City and Community : HAFCC-SHIP). The Urbanis by UDDC. https://theurbanis.com/healthy-cities-2/03/02/2026/15459
อติรุจ ดือเระ. (2566). คิดคํานึงผู้พิการในทุกสมการของการพัฒนา เพื่อ ‘รื้อ-เร่ง-สร้าง’ โลกที่ยั่งยืนของคนทุกคน. SDG Move. https://www.sdgmove.com/2023/12/04/person-with-disabilities-sdg/
Voice TV. (2566). ถอดบทเรียน ‘อารยสถาปัตย์’ สู่เมืองอัจฉริยะที่ทุกคนเข้าถึงได้. สืบค้นจาก https://funnel.in.th/an-article-is/

Author

Exit mobile version