Site icon SDG Move

กลุ่มประเทศ G7 ให้คำมั่นเพิ่มเงินลงทุน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ตั้งเป้าปี 2573 ลดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

กว่า 50 ปีในการก่อตั้งกลุ่ม G7 (Group of Seven) เพื่อรับมือกับประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก โดยมีการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 จะจัดขึ้น ณ เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งก่อนถึงการประชุมดังกล่าว ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของ G7 ที่กรุงปารีส ภายใต้ความตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัว เพื่อปกป้องประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจากภัยพิบัติ  

การประชุมนี้ ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมแก่โครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Climate Risk and Early Warning Systems: CREWS) ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในประเทศรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิต และลดความเสี่ยงจากภัยอันตรายที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศได้อย่างทั่วถึง

Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและยุโรปของฝรั่งเศส และ Baroness Chapman of Darlington รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาระหว่างประเทศและแอฟริกาของสหราชอาณาจักร ได้ประกาศการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ร่วมกับสหภาพยุโรป ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G7 อื่น ๆ สนับสนุนความพยายามร่วมกันของโครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเสริมสร้างระบบพยากรณ์และการเตือนภัยในประเทศรายได้น้อย

Éléonore Caroit กล่าวว่า “โครงการ CREWS ได้ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติให้แก่ 77 ประเทศ และประชาชนมากกว่า 400 ล้านคน ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีการลงทุนกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันความสูญเสียได้สูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติลงได้ถึงหกเท่า”

สำหรับปี 2569 จึงมีการประกาศสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 3 ล้านยูโร (ประมาณ 114 ล้านบาท) จากฝรั่งเศสและเงินสนับสนุนในระดับใกล้เคียงกันจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่กองทุนทรัสต์ของ CREWS ทำให้โครงการเข้าใกล้เป้าหมายในการลดช่องว่างด้านศักยภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้ามากยิ่งขึ้น ในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ภายในปี 2573 

จากที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันประชาชนกว่า 400 ล้านคนสามารถเข้าถึงบริการเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตได้ โดยโครงการ CREWS ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.02 แสนล้านบาท) จากธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันการเงินอื่น ๆ รวมถึงช่วยให้นานาประเทศเข้าถึงเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปิดช่องว่างด้านศักยภาพของระบบเตือนภัยล่วงหน้า โครงการ CREWS ได้อาศัยความเชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization :WMO) สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UN Office for Disaster Risk Reduction: UNDRR) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) ขบวนการกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ตลอดจนธนาคารเพื่อการพัฒนา

ด้าน Ko Barrett รองเลขาธิการ WMO กล่าวว่า “โครงการ CREWS เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่ปี 2560 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ดำเนินโครงการภายใต้ CREWS มูลค่า 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติในกว่า 70 ประเทศ ให้สามารถจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้คน” 

เมื่อที่ประชุม G7 ได้ข้อมูลว่าภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศกำลังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และส่งผลให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจึงถือเป็นวาระการพัฒนาร่วมกันของนานาชาติ เนื่องจากสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติได้มากถึง 6 เท่า อีกทั้งทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ และการแจ้งเตือนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเกิดพายุ ยังช่วยลดความเสียหายที่ตามมาได้ถึง 30% อย่างไรก็ตาม หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่สุด ยังขาดศักยภาพที่จำเป็นในแจ้งเตือนต่อภัยพิบัติให้แก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยรักษาชีวิตผู้คน

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
– (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
– (13.a) ดำเนินการให้เกิดผลตามพันธกรณีที่ผูกมัดต่อประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายร่วมกันระดมทุนจากทุกแหล่งให้ได้จำนวน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ภายในปี 2563 เพื่อจะแก้ปัญหาความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาในบริบทของการดำเนินการด้านการบรรเทาที่ชัดเจนและมีความโปร่งใสในการดำเนินงานและทำให้กองทุน Green Climate Fund ดำเนินการอย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุดผ่านการให้ทุน
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา


แหล่งที่มา: Climate Risk and Early Warning Systems initiative gets financial boost from G7 countries (WMO)

Author

  • Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

Exit mobile version