วันที่ 3 กันยายน 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) เผยแพร่รายงานล่าสุด ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และอาจพัฒนาไปสู่ระดับ “รุนแรงมาก” (very strong El Niño) ก่อนถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 โดย WMO คาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะยังคงอยู่ต่อเนื่องจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570
เอลนีโญและลานีญา เป็นสองขั้วของปรากฏการณ์ กล่าวคือเป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่อยู่ในระบบความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ส่งอิทธิพลต่อสภาพอากาศทั่วโลก โดยทั่วไป ENSO เกิดขึ้นทุก 2 – 7 ปี และแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 9 – 12 เดือน มักเริ่มก่อตัวระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน และทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ WMO ย้ำว่าเอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
WMO และหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติทั่วโลกเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า หลังเครือข่ายศูนย์ภูมิอากาศทั่วโลกของ WMO ประเมินว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะยังดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ปัจจัยสำคัญมาจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนที่สูงกว่าค่าปกติ ซึ่งมีแนวโน้มส่งเสริมให้เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเอลนีโญในระดับรุนแรงมากอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค

ด้าน อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าเอลนีโญกำลังขยายตัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่เขตอันตรายของสภาพอากาศสุดขั้ว พร้อมย้ำว่าการแข่งขันระหว่างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกับความมุ่งมั่นด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่มนุษยชาติต้องเอาชนะให้ได้ ขณะที่ เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO กล่าวว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ มีศักยภาพสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 50 ปีของ WMO ที่ต้องระดมสรรพกำลังร่วมกับหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้
อย่างไรก็ดี WMO ย้ำว่าความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้เป็นตัวกำหนดความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละประเทศหรือภูมิภาคโดยตรง เพราะผลกระทบยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น สภาวะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกด้วย โดยแบบจำลองของ WMO คาดการณ์ว่าช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2569 พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะเดียวกันปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำทะเลมหาสมุทรอินเดียซึ่งอาจสร้างส่งผลกระทบกับประเทศไทย รวมถึงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแอตแลนติกที่อุ่นกว่าปกติ อาจเสริมหรือเปลี่ยนแปลงผลกระทบของเอลนีโญในแต่ละภูมิภาค
● อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ปัญหาฝุ่น..แก้ไม่ได้..ถ้ามองไม่เห็น: เมื่อระบบสุขภาพเป็นแค่ปลายน้ำของปัญหา
– SDG Insights | ชำแหละนโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 ในภาคเกษตร : อะไรคือต้นเหตุของความไม่ยั่งยืน
– คลื่นความร้อน คุกคาม ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ รัฐบาลทั้งภูมิภาคเตรียมมาตรการรับมือ – ภาคเกษตรไทยได้รับผลกระทบ
– SDG Updates | หายนะจาก ‘สภาพอากาศร้อนจัด’ ผลกระทบวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่คร่าชีวิตคนทั่วโลก
– รายงาน IPCC ฉบับใหม่เผยข้อมูลผลกระทบและความเสี่ยงจาก Climate Change ต่อปัญหาสุขภาพปัจจุบัน
– ทำความรู้จัก “Extreme Weather” สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่เปลี่ยนท้องฟ้ากรุงเทพฯ ดำมืด ปัญหาท้าทายที่โลกต้องเร่งจัดการ
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.5) ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองคนยากจนและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง ภายในปี พ.ศ. 2573
– (11.b) เพิ่มจำนวนเมืองและถิ่นฐานของมนุษย์ที่นำนโยบายและแผนแบบบูรณาการไปปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติ และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติแบบองค์รวม
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์และการวางแผน ระดับชาติ
– (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่อง การลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยล่วงหน้า
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
แหล่งที่มา: El Niño set to become very strong, raising risks of extreme weather into 2027 (WMO)