Site icon SDG Move

สหรัฐฯ – อิสราเอล โจมตีคลังน้ำมัน ก่อ ‘ฝนสีดำ’ ในอิหร่าน ภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (9 มีนาคม 2569) The Conversation เปิดเผยว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่อคลังน้ำมันของอิหร่านจำนวน 4 แห่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้บางพื้นที่ของอิหร่านต้องเผชิญกับ ‘ฝนกรดสีดำ’ (Black Acid Rain) ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลต่อทั้งสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในกรุงเตหะราน เมืองหลวงที่มีคนอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน

ข้อสรุปที่น่าสนใจจากสถานการณ์ข้างต้น เช่น

The Guardian เปิดเผยข้อมูลจาก เนกิน (นามสมมติ) อดีตนักเคลื่อนไหวและนักโทษทางการเมือง ซึ่งระบุว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบันน่ากลัวมากจนยากจะอธิบาย ควันปกคลุมทั้งเมือง และตนเองหายใจไม่ออกอย่างรุนแรง ทั้งยังมีอาการแสบร้อนที่ดวงตาและลำคอ ซึ่งคนอีกจำนวนมากก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ด้าน ไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่าสาเหตุของฝนดำในอิหร่านครั้งนี้เกิดจากเขม่าควันสงครามและการระเบิด โดยการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นก่อให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและส่งอนุภาคคาร์บอนละเอียดลอยขึ้นสู่ฟ้า จากนั้นสารประกอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ จากการระเบิดจะทำปฏิกิริยากับละอองน้ำในอากาศ กลายเป็นกรดซัลฟิวริกและกรดไนตริก และเมื่อฝนตกลงมา หยดน้ำจะทำหน้าที่เป็น “ตัวกวาด” เอาฝุ่นละอองและเขม่าดำเหล่านั้นลงมาสู่พื้นดินพร้อมกัน

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ‘สงครามคร่าชีวิตพลเรือนเพิ่มขึ้น 17,000 ราย – เด็กตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เพิ่มกว่า 35%’ ชวนสำรวจผ่าน ‘รายงาน SDG 16’ ฉบับใหม่ของ UN
– เด็กหลักล้านคนในโลกตกเป็นทาสสมัยใหม่ โดยรูปแบบหนึ่งคือการค้ามนุษย์ที่มีสถานสงเคราะห์เด็กบังหน้า
– ผู้อพยพเด็กที่เดินทางโดยลำพังอย่างน้อย 18,000 คน หายตัวไปในยุโรปตั้งแต่ปี 2018 เสี่ยงตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์
– เลขาธิการ UN แถลงประเด็น SDGs ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปี 2566 พร้อมเรียกร้องทั่วโลกยุติการก่อสงครามทำลายล้างธรรมชาติ
– การลักพาตัวเด็กจากเหตุสงครามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ชวนอ่าน Guidance Note on Abduction – บันทึกแนวทางป้องกันเเละยุติการลักพาตัวเด็กฉบับใหม่ของ UN
OHCHR ระบุปี 2565 เป็นปีที่ชาวปาเลสไตน์ถูกคร่าชีวิตในเขตเวสต์แบงก์มากที่สุดในรอบ 17 ปี พร้อมประณามอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
– SDG Updates: ‘พิษ-แพร่-พัง’ หายนะจากสงครามต่อการล่มสลายของระบบสุขภาพ

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.3) ยุติการแพร่กระจายของเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย และต่อสู้กับโรคตับอักเสบ โรคติดต่อทางน้ำและโรคติดต่ออื่นๆ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
– (6.1) บรรลุเป้าหมายการให้ทุกคนเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยและมีราคาที่สามารถซื้อหาได้ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (6.3) ปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยการลดมลพิษ ขจัดการทิ้งขยะและลดการปล่อยสารเคมีอันตรายและวัตถุอันตราย ลดสัดส่วนน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดลงครึ่งหนึ่ง และเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่และการใช้ซ้ำที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนทั่วโลก ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG12 การผลิตเเละการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.4) บรรลุเรื่องการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ภายในปี พ.ศ. 2563
#SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
– (16.1) ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการตายที่เกี่ยวข้องในทุกแห่งให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งที่มา
What is the ‘acid rain’ in the wake of US bombings in Iran? An atmospheric scientist explains (The Conversation)
‘Dark, like our future’: Iranians describe scenes of catastrophe after Tehran’s oil depots bombed (The Guardian)
ทำความรู้จัก “ฝนกรดสีดำ” วิกฤตสิ่งแวดล้อมในอิหร่าน ผลพวงสงครามที่น่ากลัวกว่าที่คิด (ไทยรัฐออนไลน์)

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

Exit mobile version