Site icon SDG Move

SDG Insights | จากภัยแล้งถึงน้ำท่วม: ไทยพร้อมรับมือภัยซ้อนแค่ไหน เมื่อการจัดการยังแยกส่วน?

ผศ. ดร.ลดาวัลย์ ไข่คำ
คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทำให้หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วม ขณะที่หลายจังหวัดทั่วประเทศต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน (The Nation, 2026) สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากเอลนีโญด้วย จึงสะท้อนว่าการเฝ้าระวังภัยแล้งและอากาศร้อนไม่อาจแยกออกจากการเตรียมพร้อมรับฝนหนักและน้ำหลากได้ ซึ่งข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่ใช้อ้างอิงในบทความระบุว่า ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลานีญา ก่อนที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางจะสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่สาม โดยมีค่าความผิดปกติจากค่าเฉลี่ยประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะเอลนีโญ (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2569) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การวางแผนต้องติดตามทั้งความเสี่ยงจากฝนน้อย อากาศร้อน และฝนตกหนักในแต่ละช่วงเวลาและพื้นที่

ความท้าทายจึงอยู่ที่ภัยหลายประเภทอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือต่อเนื่องกัน และส่งผลกระทบเชื่อมโยงกัน เช่น ความแห้งแล้งเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและปัญหาฝุ่น ก่อนที่บางพื้นที่จะต้องเผชิญฝนหนักและน้ำท่วม ความเสี่ยงลักษณะนี้เรียกว่า “ภัยแบบทบต้น” หรือภัยซ้อน (Compound hazards) ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมากกว่าการพิจารณาภัยแต่ละประเภทแยกจากกัน และท้าทายระบบจัดการภัยพิบัติที่แบ่งแผนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงครอบคลุมทั้ง “เอลนีโญปีนี้จะรุนแรงเพียงใด” และ “ระบบบริหารความเสี่ยงของไทยพร้อมรับมือภัยหลายประเภทที่อาจเกิดซ้อนกันหรือต่อเนื่องกันหรือไม่”

SDG Insights ฉบับนี้ จึงชวนสำรวจสถานการณ์เอลนีโญ 2569 และผลกระทบต่อภาคเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และเศรษฐกิจครัวเรือน ก่อนพิจารณาความพร้อมของระบบจัดการภัยพิบัติผ่านบทเรียนจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 และอุทกภัยน่านในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ศักยภาพและอำนาจของท้องถิ่น ตลอดจนความเป็นธรรมในการกระจายความเสี่ยง เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก


01- เอลนีโญ 2569: สัญญาณความเสี่ยงภัยซ้อนของไทย

เอลนีโญเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร El Niño-Southern Oscillation หรือ ENSO ซึ่งเป็นการแกว่งตัวของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความกดอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยทั่วไปเกิดขึ้นทุกสองถึงเจ็ดปีและกินเวลานานสิบสองถึงสิบแปดเดือน ในภาวะปกติ ลมค้า (Trade winds) พัดพาผิวน้ำอุ่นไปสะสมทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เมื่อลมค้าอ่อนกำลังลงในช่วงเอลนีโญ น้ำอุ่นจะเคลื่อนตัวกลับมาทางตะวันออก พร้อมกับพาเมฆฝนและฝนตกหนักเคลื่อนตามไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ทางตะวันตกของแปซิฟิกซึ่งรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับภาวะฝนน้อยกว่าปกติ (McPhaden, 2002) ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาแสดงลำดับเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าตลอดปี พ.ศ. 2569 ช่วงต้นปีอยู่ในภาวะลานีญา จากนั้นเปลี่ยนผ่านเป็นสภาวะปกติในช่วงกลางปี ก่อนเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงไตรมาสที่สาม พร้อมกับค่าดัชนี Indian Ocean Dipole ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนเป็นสถานะบวก ซึ่งมีผลทำให้ในตอนบนของประเทศไทยเกิดสภาวะแห้งแล้งและมีความรุนแรงยิ่งขึ้น(กรมอุตุนิยมวิทยา, 2569) ความผันผวนที่เกิดขึ้นภายในปีเดียวนี้เองคือสิ่งที่ทำให้การวางแผนรับมือทำได้ยากกว่าที่ผ่านมา เพราะหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับทั้งภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยในปีปฏิทินเดียวกัน

สัญญาณเตือนนี้ไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพียงหน่วยงานเดียว  ในการแถลงภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ยกระดับคำเตือนเป็นภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 และยาวนานถึงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2570 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569) สะท้อนว่าประเด็นนี้ถูกเปลี่ยนจากคำเตือนเชิงภูมิอากาศไปเป็นสู่วาระเศรษฐกิจระดับชาติแล้ว อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลง​สภาพภูมิอากาศ​ไม่​ได้​เพิ่ม​เพียงแค่​ระดับ​ความรุนแรง​ของ​ภัย​แต่ละ​ประเภท แต่​ยัง​เพิ่ม​โอกาส​ที่​ภัย​หลาย​ประเภท​จะ​เกิดขึ้น​พร้อม​หรือ​ต่อเนื่องกัน (AghaKouchak et al, 2020)  สำหรับ​ประเทศ​ไทย ห่วง​โซ่​ของ​ภัย​ที่​มัก​เกิดขึ้น​ตามหลัง​เอลนีโญ​มี​ลักษณะ​ที่​ต่อเนื่อง​กัน​เป็นลำดับ กล่าวคือ เมื่อ​เกิด​ภาวะ​ฝน​น้อย​และ​อากาศ​ร้อนใน​ช่วง​ต้นปี​จะ​นำไปสู่​ความ​แห้งแล้ง​ของ​พืชพรรณ ซึ่ง​เพิ่ม​เชื้อเพลิง​สำหรับ​การ​เกิด​ไฟป่า​และ​การ​เผา​ใน​ที่โล่ง ตาม​ด้วย​การ​สะสม PM2.5 ใน​บรรยากาศ​โดยเฉพาะ​ช่วง​ที่​อากาศ​นิ่ง นอกจากนี้​เอลนีโญ​ยัง​ส่งผล​ต่อ​ระดับ​ความ​เข้มข้น​ของ PM2.5 ผ่าน​สาม​ช่องทาง​หลัก คือ การเปลี่ยนแปลง​สภาพภูมิอากาศ​ที่​ทำให้เกิด​ความ​แห้งแล้ง​และ​ไฟป่า​มากขึ้น การ​เปลี่ยน​รูปแบบ​การ​ปล่อย​มลพิษ และ​การเปลี่ยนแปลง​เคมี​ใน​บรรยากาศ​ที่​ทำให้​มลพิษ​สะ​สมตัว​ได้​นาน​ขึ้น (Avis and Nunoo, 2026) 

ตัวอย่างจากภาวะเอลนีโญรุนแรงในปี พ.ศ. 2558 – 2559 แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภัยแล้ง ระบบนิเวศป่าไม้ และความเสี่ยงไฟป่า งานศึกษาของ Kaewthongrach et al. (2019) พบว่า พื้นที่ศึกษามีปริมาณฝนในฤดูแล้งต่ำกว่า 25 มิลลิเมตรต่อเดือนต่อเนื่องนานห้าถึงหกเดือน เทียบกับประมาณสามเดือนในภาวะปกติ และมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 41.7 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 ต้นไม้จึงทิ้งใบเร็วขึ้นและมีช่วงทิ้งใบยาวนานขึ้น โดยอัตราการตายของกิ่งก้านและต้นไม้ทั้งต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 และ 50 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีที่ไม่มีเอลนีโญ (Kaewthongrach et al., 2019) การสะสมของใบไม้ร่วงและไม้ยืนต้นตายในช่วงแห้งแล้งอาจเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิง ซึ่งเมื่อเกิดการเผาไหม้ก็อาจซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าจะละเลยความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมได้ ดังกรณีอุทกภัยจังหวัดน่านเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังภาวะเอลนีโญด้วย การเตรียมรับมือจึงต้องครอบคลุมภัยหลายประเภทที่อาจเกิดขึ้นต่างพื้นที่หรือต่อเนื่องกัน กรอบการจัดการภัยพิบัติที่แยกแผนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอาจไม่เพียงพอ หากขาดการประสานงานระหว่างกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แผนเหล่านี้เชื่อมโยงข้อมูล ทรัพยากร และการตัดสินใจได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงหรือไม่


02 – ผลกระทบจากภัยซ้อน: ผลผลิต สุขภาพ และชีวิตกลุ่มเปราะบาง

เมื่อภัยหลายประเภทเกิดขึ้นพร้อมกันหรือต่อเนื่องกัน ผลกระทบอาจขยายจากทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ผลผลิต รายได้ และสุขภาพของประชาชน แต่ความเสียหายไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะแต่ละพื้นที่และกลุ่มประชากรมีทั้งความเสี่ยงและทรัพยากรในการรับมือแตกต่างกัน ดังนี้

 | ผลผลิตทางการเกษตร: ความเสียหายที่แตกต่างตามพื้นที่และความรุนแรงของภัย

ในภาคเกษตร ข้อมูลระยะยาวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง ENSO กับผลผลิตข้าวไทย การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2504 – 2559 พบว่า ความผันผวนของผลผลิตข้าวประมาณหนึ่งในสามสามารถอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงระหว่างภาวะต่าง ๆ ของ ENSO โดยปีที่เกิดเอลนีโญมักมีพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตรวม และผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าปกติ (Limsakul, 2019) ผลกระทบดังกล่าวยังปรากฏในระดับแปลงเกษตร การศึกษานาข้าวในจังหวัดราชบุรีระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2560 พบว่าปีที่เกิดเอลนีโญรุนแรงมีปริมาณฝนสะสมลดลงประมาณร้อยละ 18–20 และผลผลิตข้าวลดลงร้อยละ 2.8 – 5.7 เมื่อเทียบกับปีปกติ ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวลดลงร้อยละ 56.8 เนื่องจากระดับน้ำในแปลงนาลดต่ำลง (Setsungnern et al., 2025)

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับระยะการเจริญเติบโตของพืช การศึกษาในจังหวัดน่านโดยใช้ข้อมูลฝนย้อนหลัง 33 ปี พบว่า เอลนีโญระดับอ่อน ปานกลาง และรุนแรงไม่ได้ทำให้ฤดูฝนเริ่มช้าหรือปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป แต่ในปีที่เกิดเอลนีโญรุนแรงมาก พบว่าฤดูฝนเริ่มช้าลง ฤดูเพาะปลูกสั้นลง และปริมาณฝนลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ แม้ ENSO จะอยู่ในภาวะปกติ หากเกิดความแห้งแล้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ก็อาจสร้างผลกระทบรุนแรงได้เช่นกัน จึงต้องติดตามดัชนีความแห้งแล้งควบคู่กับสถานการณ์ ENSO เพื่อวางแผนเพาะปลูก (Supriyasilp and Pongput, 2021)

ความแตกต่างเชิงพื้นที่ยังปรากฏในงานวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม MODIS ระหว่างปี พ.ศ. 2545–2565 ซึ่งพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเป็นพื้นที่สำคัญที่เผชิญความแห้งแล้ง โดยในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเกิดเอลนีโญระดับปานกลาง พื้นที่ทั่วประเทศเผชิญความแห้งแล้งระดับปานกลางขึ้นไปร้อยละ 43.36 เทียบกับร้อยละ 30.73 ในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเกิดลานีญา สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วนดังกล่าวลดลงจากร้อยละ 78.40 เหลือร้อยละ 49.41 แต่ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่เผชิญความแห้งแล้งในสัดส่วนสูง (Pham and Mozumder, 2024) สอดคล้องกับงานศึกษาปริมาณฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบว่า ลานีญารุนแรงสัมพันธ์กับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เอลนีโญสัมพันธ์กับปริมาณฝนที่ลดลง (Chueasa et al., 2024) การเตรียมพร้อมจึงต้องครอบคลุมทั้งความเสี่ยงจากฝนน้อยและฝนมาก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างภาวะต่าง ๆ ของ ENSO

นอกจากนี้ในอีกมิติหนึ่ง งานวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมเหนือพื้นที่ปลูกข้าวไทยระหว่างปี พ.ศ. 2555–2565 พบว่า ปีที่เกิดเอลนีโญมีความเข้มข้นของมีเทนในบรรยากาศเฉลี่ยต่ำกว่าปีที่เกิดลานีญา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับฝนและพื้นที่น้ำท่วมขังที่ลดลง ทำให้สภาวะที่เอื้อต่อการเกิดมีเทนลดลงด้วย (Tundam et al., 2026) อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบนี้ไม่ควรถูกตีความว่าภัยแล้งเป็นผลดีโดยรวม เพราะต้องพิจารณาควบคู่กับความเสียหายต่อผลผลิตและการดำรงชีพของเกษตรกร อีกทั้งความเข้มข้นของมีเทนในบรรยากาศกับปริมาณการปล่อยจากแปลงนาเป็นข้อมูลคนละประเภท

 | รายได้และหนี้ครัวเรือน: เมื่อผลผลิตลดลงซ้ำเติมความเปราะบางเดิม

การสูญเสียผลผลิตอาจส่งต่อไปถึงรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรกรที่พึ่งพารายได้ตามฤดูกาล สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าซูเปอร์เอลนีโญอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมไทยสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวเป็นพืชที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท และอาจทำให้รายได้ของเกษตรกรในปี 2569 ลดลงร้อยละ 8 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569) ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว โดย สศช. รายงานว่าหนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่ารวม 16.41 ล้านล้านบาท และสินเชื่อค้างชำระ 31–90 วันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้มาตรการรัฐมีเพียงร้อยละ 15 ที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569) แม้ข้อมูลนี้เป็นภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศ แต่ก็ชี้ถึงบริบทความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึง หากรายได้จากการเกษตรลดลง ภาระหนี้เดิมอาจยิ่งจำกัดความสามารถในการฟื้นตัวและลงทุนปรับตัวต่อภัยครั้งต่อไป

 | ทรัพยากรทะเล: ความเสี่ยงต่อฐานอาหารและรายได้ชุมชนชายฝั่ง

ผลกระทบของเอลนีโญยังครอบคลุมทรัพยากรทางทะเล งานวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมระยะยาวในอ่าวไทยพบว่า ความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์-เอที่ผิวน้ำ ซึ่งใช้บ่งชี้ปริมาณแพลงก์ตอนพืชอันเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล มีค่าต่ำกว่าปกติในปีที่เกิดเอลนีโญและสูงกว่าปกติในปีที่เกิดลานีญา โดยเฉพาะช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและช่วงเปลี่ยนมรสุม (Leenawarat et al., 2022) กลไกหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือ ฝนและลมที่อ่อนกำลังลงในปีเอลนีโญทำให้การผสมของมวลน้ำและการพัดพาสารอาหารขึ้นสู่ผิวน้ำลดลง จึงอาจกระทบต่อผลผลิตขั้นต้นของระบบนิเวศทะเล ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความเสี่ยงที่ควรติดตามสำหรับชุมชนประมงพื้นบ้านซึ่งพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งเป็นแหล่งอาหารและรายได้

 | สุขภาพและกลุ่มเปราะบาง: ภาระจากภัยซ้อนที่ไม่เท่ากัน

ด้านสุขภาพ เอลนีโญเชื่อมโยงกับความเสี่ยงหลายประเภท ทั้งความร้อน โรคที่มีแมลงเป็นพาหะ เช่น มาลาเรียและไข้เลือดออก ตลอดจนคุณภาพอากาศที่เสื่อมลงจากไฟป่าและ PM2.5 โดยความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับบริบทพื้นที่และความพร้อมของระบบสาธารณสุขด้วย (Rony et al., 2024) ผู้ที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่ เกษตรกรรายย่อยที่รายได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล แรงงานกลางแจ้งที่เผชิญทั้งความร้อนและฝุ่น ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ และประชาชนรายได้น้อยที่มีทรัพยากรจำกัดในการป้องกันตนเองหรือย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง (Kovats, 2000)

ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญของการจัดการภัยพิบัติ เพราะภัยเดียวกันอาจสร้างภาระต่อประชาชนต่างกันมาก การเตรียมพร้อมจึงต้องพิจารณาว่าใครเผชิญความเสี่ยงสูง ใครเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือได้ยาก และมาตรการของรัฐตอบสนองข้อจำกัดของคนแต่ละกลุ่มได้เพียงใด


03 – ความพร้อมรับมือภัยซ้อน: การประสานงาน อำนาจท้องถิ่น และความเป็นธรรม

ผลกระทบต่อผลผลิต รายได้ และสุขภาพนำมาสู่คำถามว่า ระบบจัดการภัยพิบัติของไทยพร้อมรับมือความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันเพียงใด การพิจารณาความพร้อมจึงต้องครอบคลุมทั้งการวางแผนระหว่างหน่วยงาน ความสามารถของท้องถิ่นในการตอบสนอง และความเป็นธรรมในการกระจายความเสี่ยง โดยบทเรียนจากหาดใหญ่และน่านช่วยให้เห็นข้อจำกัดเหล่านี้ในบริบทที่แตกต่างกัน

| จากบทเรียนหาดใหญ่และน่าน สู่การประสานงานข้ามภัย

มหาอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สะท้อนคำถามเรื่องผลกระทบของการบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่ งานศึกษาของสามารถ สาเร็ม (2569) ในตำบลคูเต่า ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา สะท้อนว่า การบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาเน้นปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองด้วยการเร่งระบายน้ำผ่านคลองหลายสาย ขณะที่ข้อจำกัดในการระบายน้ำบริเวณปลายทางยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ภาระจากน้ำท่วมจึงตกอยู่กับชุมชนปลายน้ำ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมกระบวนการวางแผน กรณีนี้ว่าการประเมินความสำเร็จของมาตรการป้องกันน้ำท่วมต้องพิจารณาผลกระทบตลอดทั้งระบบลุ่มน้ำ เพราะการลดความเสี่ยงให้พื้นที่หนึ่งอาจเพิ่มภาระให้อีกพื้นที่หนึ่งได้ จึงต้องเปิดให้ชุมชนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ส่วนอุทกภัยจังหวัดน่าน เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 สะท้อนข้อจำกัดในการตอบสนองต่อภัยเฉียบพลัน ความรวดเร็วของกระแสน้ำป่าทำให้ประชาชนและหน่วยงานมีเวลาตัดสินใจจำกัด แม้มีข้อความเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast แล้ว ยังต้องพิจารณาว่าผู้ได้รับคำเตือนมีเวลา เส้นทางอพยพ ยานพาหนะ และความช่วยเหลือเพียงพอที่จะออกจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่

จากทั้งสองกรณีสะท้อนว่า ความพร้อมต้องครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนระยะยาวจนถึงการปฏิบัติในภาวะฉุกเฉิน และยิ่งมีความสำคัญเมื่อภัยหลายประเภทเกิดขึ้นพร้อมกันหรือต่อเนื่องกัน การจัดการน้ำ ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และอุทกภัยเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน การแบ่งภารกิจตามความเชี่ยวชาญจึงต้องมีกลไกเชื่อมโยงข้อมูล ทรัพยากร และการตัดสินใจรองรับ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูที่ยังต้องรับมือภัยแล้งและไฟป่า พร้อมกับเตรียมรับฝนหนักและน้ำหลาก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหน่วยงานสามารถประเมินความเสี่ยงร่วมกัน กำหนดผู้รับผิดชอบในช่วงรอยต่อของภัย และประสานความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ได้ทันสถานการณ์หรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การแก้ปัญหาด้านหนึ่งสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในอีกด้านหนึ่ง

| จากนโยบายระดับชาติ สู่ศักยภาพท้องถิ่นและความเป็นธรรม

การประสานงานระหว่างหน่วยงานต้องดำเนินควบคู่กับการเสริมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งข้อมูล งบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ และอำนาจตัดสินใจ เพราะหน่วยงานในพื้นที่ต้องเปลี่ยนข้อมูลพยากรณ์และคำเตือนให้เป็นการช่วยเหลือที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ระบบ Cell Broadcast ช่วยส่งคำเตือนได้รวดเร็ว แต่ผลของการเตือนภัยยังขึ้นอยู่กับความพร้อมหลังได้รับข้อความ เช่น ประชาชนเข้าใจว่าต้องทำอะไรต่อหรือไม่ มีแผนอพยพที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และใครรับผิดชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ไม่มีพาหนะ ความพร้อมเหล่านี้ต้องประเมินตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงพิจารณาว่าขั้นตอนอนุมัติและจัดสรรงบประมาณเอื้อให้ท้องถิ่นตอบสนองได้ทันเวลาหรือไม่

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDGs ในระดับพื้นที่ (SDGs Localization) ที่ปรากฏในรายงาน VNR ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาทของกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การกำหนดบทบาทในนโยบายต้องมาพร้อมทรัพยากรและอำนาจที่เหมาะสม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งประเด็นนี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายย่อย 13.1 ด้านการเสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่อภัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ และเป้าหมายย่อย 13.2 ด้านการบูรณาการมาตรการภูมิอากาศในนโยบายและการวางแผนระดับชาติ การถอดบทเรียนจึงควรนำไปสู่การปรับแผนและกลไกทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาความปลอดภัยของประชาชนทุกกลุ่มและผลกระทบระหว่างพื้นที่เป็นเกณฑ์สำคัญ

ตารางสรุป: ความพร้อมที่ไทยต้องพัฒนาเพื่อรับมือภัยซ้อน

มิติความพร้อมประเด็นที่ต้องพิจารณาแนวทางพัฒนา
การวางแผนเชิงพื้นที่มาตรการปกป้องพื้นที่หนึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้อีกพื้นที่หรือไม่ประเมินผลกระทบทั้งระบบลุ่มน้ำ และให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม
การประสานงานข้ามภัยแผนด้านน้ำ ไฟป่า ฝุ่น และอุทกภัยเชื่อมโยงกันเพียงใดแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และกำหนดผู้รับผิดชอบร่วมกัน
การเตือนภัยและตอบสนองประชาชนสามารถปฏิบัติตามคำเตือนได้ทันเวลาหรือไม่เชื่อมคำเตือนกับแผนอพยพ เส้นทางปลอดภัย และความช่วยเหลือ
ศักยภาพท้องถิ่นมีทรัพยากรและอำนาจตัดสินใจเพียงพอหรือไม่จัดสรรงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ และอำนาจให้สอดคล้องกับภารกิจ
การดูแลกลุ่มเปราะบางใครเข้าถึงข้อมูล การอพยพ และความช่วยเหลือได้ยากออกแบบมาตรการตามข้อจำกัดของแต่ละกลุ่ม และกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน

04 – ข้อเสนอ: จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

ช่องว่างด้านการประสานงาน ศักยภาพท้องถิ่น และความเป็นธรรมข้างต้น นำมาสู่ข้อเสนอในการปรับระบบจัดการภัยพิบัติให้เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ และตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น ดังนี้


05 – บทสรุป

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้วในปี พ.ศ. 2569 สถานการณ์นี้ย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือความแปรปรวนของภูมิอากาศและภัยที่อาจเกิดซ้อนกันหรือต่อเนื่องกัน บทเรียนจากอุทกภัยหาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2568 และน่านในปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่า ความพร้อมต้องครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีเตือนภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรและอำนาจตัดสินใจได้ทันสถานการณ์ พร้อมคำนึงถึงผลกระทบที่มาตรการในพื้นที่หนึ่งอาจส่งต่อไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง

การถอดบทเรียนหลังเกิดเหตุจึงต้องนำไปสู่การปรับแผน งบประมาณ และวิธีทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ข้อมูลความเสี่ยงเตรียมพร้อมล่วงหน้า เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม และจัดความช่วยเหลือให้เหมาะกับข้อจำกัดของประชาชนแต่ละกลุ่ม แนวทางนี้จะช่วยลดความสูญเสีย ป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนในระยะยาว

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – บรรณาธิการ
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ขจัดความยากจน
– (1.5) ภายในปี พ.ศ. 2573 สร้างภูมิต้านทานให้กับผู้ที่ยากจนและอยู่ในสถานการณ์เปราะบาง รวมทั้งลดความเสี่ยงและความล่อแหลมต่อภาวะสภาพอากาศผันผวนรุนแรง การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ
#SDG2 ขจัดความหิวโหย
– (2.4) สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและดำเนินการตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาระบบนิเวศ เสริมขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะอากาศรุนแรง ภัยแล้ง อุทกภัย และภัยพิบัติอื่น ๆ และจะช่วยพัฒนาคุณภาพของดินและที่ดินอย่างต่อเนื่อง ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.5) ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบตลอดจนลดความสูญเสียโดยตรงทางเศรษฐกิจเทียบเคียงกับ GDP ของโลก ที่เกิดจากภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ โดยมุ่งเป้าปกป้องคนจนและคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
– (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยล่วงหน้า
#SDG16ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
– (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เอกสารอ้างอิง
AghaKouchak, A., Chiang, F., Huning, L. S., Love, C. A., Mallakpour, I., Mazdiyasni, O., Moftakhari, H., Papalexiou, S. M., Ragno, E., & Sadegh, M. (2020). Climate extremes and compound hazards in a warming world. Annual Review of Earth and Planetary Sciences, 48, 519–548. https://doi.org/10.1146/annurev-earth-071719-055228

Avis, W. R., & Nunoo, F. (2026). El Niño and air pollution episodes (K4DD Rapid Evidence Review No. 397). Institute of Development Studies. https://doi.org/10.19088/K4DD.2026.060

Chueasa, B., Humphries, U. W., & Waqas, M. (2024). Influence of El Niño southern oscillation on precipitation variability in Northeast Thailand. MethodsX, 13, 102954. https://doi.org/10.1016/j.mex.2024.102954

Holleman, C., Rembold, F., Crespo, O., & Conti, V. (2020). The impact of climate variability and extremes on agriculture and food security: An analysis of the evidence and case studies (FAO Agricultural Development Economics Technical Study No. 4). Food and Agriculture Organization of the United Nations. https://doi.org/10.4060/cb2415en

Islam, F. A. S. (2025). Assessment of the global climatic impacts due to El Nino and La Nina events. Journal of Global Ecology and Environment, 21(3), 1–26. https://doi.org/10.56557/jogee/2025/v21i39333

Kaewthongrach, R., Vitasse, Y., Lamjiak, T., & Chidthaisong, A. (2019). Impact of severe drought during the strong 2015/2016 El Nino on the phenology and survival of secondary dry dipterocarp species in western Thailand. Forests, 10(11), 967. https://doi.org/10.3390/f10110967

Kovats, R. S. (2000). El Niño and human health. Bulletin of the World Health Organization, 78(9), 1127–1135. https://www.scielosp.org/pdf/bwho/2000.v78n9/1127-1135/en

Leenawarat, D., Luang-on, J., Buranapratheprat, A., & Ishizaka, J. (2022). Influences of tropical monsoon and El Niño Southern Oscillations on surface chlorophyll-a variability in the Gulf of Thailand. Frontiers in Climate, 4, 936011. https://doi.org/10.3389/fclim.2022.936011

Limsakul, A. (2019). Impacts of El Niño-Southern Oscillation (ENSO) on rice production in Thailand during 1961–2016. Environment and Natural Resources Journal, 17(4), 30–42. https://doi.org/10.32526/ennrj.17.4.2019.29

McPhaden, M. J. (2002). El Niño and La Niña: Causes and global consequences. In M. C. MacCracken & J. S. Perry (Eds.), Encyclopedia of global environmental change: Vol. 1. The earth system: Physical and chemical dimensions of global environmental change (pp. 353–370). John Wiley & Sons.

Pham, P. H. D., & Mozumder, C. (2024). Impact of El Nino phenomenon on drought characteristic in Thailand over the period of 20 years from 2002 to 2022. In A. Sharifi (Ed.), Environmental sustainability and resilience: Policies and practices (World Sustainability Series, pp. 107–125). Springer Nature Singapore. https://doi.org/10.1007/978-981-97-6639-0_7

Power, K., Barnett, J., Dickinson, T., & Axelsson, J. (2020). The role of El Niño in driving drought conditions over the last 2000 years in Thailand. Quaternary, 3(3), 18. https://doi.org/10.3390/quat3030018

Rony, M. K. K., Wahiduzzaman, M., Rahman, M. M., & Das Bala, S. (2024). Impact of El Niño on public health and its preparedness measures. Bulletin of the National Research Centre, 48, 4. https://doi.org/10.1186/s42269-023-01160-4

Setsungnern, A., Kunuthai, C., & Chidthaisong, A. (2025). A strong El Niño significantly affects CH4, CO2, H2O and energy fluxes as well as grain yield in a Thai rainfed rice field. Global and Planetary Change, 252, 104896. https://doi.org/10.1016/j.gloplacha.2025.104896

Supriyasilp, T., & Pongput, K. (2021). El Niño-Southern Oscillation and rainfall characteristics in Northern Thailand: Implications for adaptation in rainfed farms. Regional Environmental Change, 21, 123. https://doi.org/10.1007/s10113-021-01852-5

The Nation. (2026, September 22). Bangkok among areas facing very heavy rain on September 24-26. https://www.nationthailand.com/news/general/40071350

Trakolkul, C., Charoenphon, C., & Satirapod, C. (2022). Impact of El Niño-Southern Oscillation (ENSO) on the precipitable water vapor in Thailand from long term GPS observation. International Journal of Geoinformatics, 18(3). https://doi.org/10.52939/ijg.v18i3.2197

Tundam, W., Maskulrath, P., Duangmal, K., Poommai, S., Phewnil, O., Liu, Y., Zhang, S., Szymanski, W. W., Jaikaew, P., Kato, T., & Boonphue, J. (2026). Remote sensing of El Niño-Southern Oscillation impact on methane flux potential from rice cultivation in Thailand. Environments, 13(6), 320. https://doi.org/10.3390/environments13060320

กรมอุตุนิยมวิทยา. (2569). การติดตามและการคาดหมายปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศ เดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2569. ศูนย์นวัตกรรมภูมิอากาศแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา. https://shorturl.at/pKjhG

กระทรวงการต่างประเทศ. (2568). รายงานผลการทบทวนการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติโดยสมัครใจของไทย ฉบับปี ค.ศ. 2025 (Thailand’s Voluntary National Review 2025). https://sep4sdgs.mfa.go.th/en/ebook-category/voluntary-national-review-vnrs

สามารถ สาเร็ม. (2569). การจัดการภัยพิบัติและผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำ: กรณีศึกษาตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในสถานการณ์มหาอุทกภัย พ.ศ. 2568. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/799  

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2569, 24 สิงหาคม). แถลงการณ์ภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทย ไตรมาสที่ 2 ปี 2569. https://www.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2026/08/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1-PressTH_26.08.23.pdf

Author

Exit mobile version