SDG Move

SDG Updates | Immunization Agenda 2030 กับ SDGs ความเชื่อมโยงของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคกับเป้าหมายกับพัฒนาที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมมากไปกว่าเรื่องสุขภาพ

“โลกที่ทุกคน ทุกที่ ทุกวัยได้รับประโยชน์จากวัคซีนเพื่อการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี”

การสร้างภูมิคุ้มกันโรค (Immunization) เป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่สามารถรักษาชีวิตคนไว้มากมายในแต่ละปี ทั้งการป้องกันโรคที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตมากกว่า 20 โรค โดยการฉีดวัคซีนให้กับทารกเกิดใหม่มากกว่า 116 ล้านคนหรือประมาณร้อยละ 86 ของทั้งหมดในทุกปี รวมถึงการคิดค้น ศึกษา และพัฒนาวัคซีนอย่างต่อเนื่องพื่อตอบสนองต่อโรคที่อาจไม่เคยจำเป็นต้องมีวัคซีนมาก่อนและโรคอุบัติใหม่ตามบริบทความต้องการและความจำเป็นของแต่ละประเทศ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก อหิวาตกโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรค ไวรัสไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย ไข้เลือดออก อีโบลา รวมไปถึงว่ามีความพยายามคิดค้นนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือดิจิทัล  เทคนิคที่ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มฉีดยา การจัดการห่วงโซ่อุปทานและการเก็บรักษาวัคซีน เพื่อช่วยให้มีการบริหารจัดการและบริการแจกจ่ายวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่ดีขึ้น จนสามารถครอบคลุมคนทุกเพศ ทุกสภาพความเป็นอยู่ ทุกที่ และทุกช่วงวัย พร้อมเสริมพลังด้วยการมีโครงการระดับประเทศในการติดตามและพัฒนาผลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกกับการผลิตและแจกจ่ายวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ณ ขณะนี้ SDG Move ชวนคุณผู้อ่านทำความรู้จัก “วาระการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปี 2573” (Immunization Agenda 2030) กับความสำคัญที่ไม่เพียงเฉพาะในการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 3 โดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ SDGs ในทางอ้อมอีก 13 เป้าหมายสำคัญด้วย

รู้ไว้ใช่ว่าเรื่อง ‘การสร้างภูมิคุ้มกันโรค’ และ ‘การฉีดวัคซีน’

01 รักษาชีวิตคนและปกป้องสุขภาพ

  • ลดจำนวนการเสียชีวิตจากโรคติดต่อเป็นอย่างมาก โดยในช่วงปี 2553 – 2560 อัตราการตายในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลงถึงร้อยละ 24
  • เป็นประโยชน์ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และทุกกลุ่มทุกพื้นที่
  • ป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดต่อสู่ชุมชน
  • ป้องกันความพิการที่สามารถส่งผลต่อการเติบโตและพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก
  • ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคสูงขึ้นหากไม่ได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ทั้งนี้คาดว่าวัคซีนจะสามารถช่วยให้คนประมาณ 24 ล้านคนทั่วโลกไม่ตกอยู่ในภาวะความยากจนจากค่ารักษาพยาบาลภายในปี 2573

02 สนับสนุนให้ประเทศมีผลิตภาพ (productivity) และภูมิคุ้มกันต้านทานกับการเปลี่ยนแปลง (resilience) ที่ดีขึ้น

  • วัคซีนช่วยป้องกันโรค ทำให้ประชากรมีสุขภาพดีทั้งนี้ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพดีเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาและความมั่นคั่งของประเทศ
  •  ชุมชมที่ได้รับการฉีดวัคซีนจะมีภูมิต้านทานสามารถป้องกันและตอบสนองต่อผลกระทบด้านลบจากโรคระบาดได้ โดยเฉพาะโรคระบาดที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาลที่กระทบทั้งระบบสุขภาพและบริการอื่น อาทิ การเดินทางท่องเที่ยว การค้า

03 ช่วยให้โลกปลอดภัยขึ้น สุขภาพดีขึ้น และมั่งคั่งขึ้น

ความสามารถในการตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อโรคติดต่ออย่างศักยภาพของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีน ทั้งการพัฒนายาปฏิชีวนะ (antibiotics) และยาต้านจุลชีพ (antimicrobials) รวมทั้งการสอดส่องโรค (disease surveillance) เป็นศักยภาพที่สำคัญตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations) ปี 2548 ที่ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงสุขภาพโลก (Global Health Security) ทำให้ระบบสุขภาพมีภูมิต้านทานและยั่งยืน พร้อมตอบสนองต่อโรคระบาด ความเสี่ยงต่อการสาธารณสุข และภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ในโลกยุคใหม่ที่เชื้อโรคไม่ได้ถูกจำกัดพื้นที่และพรมแดนแต่ได้เดินทางไปพร้อมกับคนที่ไปมาหาสู่กันในท้องถิ่น ข้ามพรมแดนนานาชาติ ประชากรที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองที่ขยายตัวขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้เผชิญกับโรคอุบัติใหม่และโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาลมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าวัคซีนจะมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องมือป้องกันโรคและไม่ให้โรคกลับมาเป็นภัยต่อร่างกายอีกครั้ง รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการจำกัดการแพร่ระบาด ควบคุมโรคติดต่อและโรคติดต่ออุบัติใหม่ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบสุขภาพทว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนยังคงมีความท้าทายอยู่บางประการ โดยเฉพาะความครอบคลุมและความเท่าเทียมของการเข้าถึงวัคซีน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานตามตัวชี้วัดความสำเร็จของการมีระบบสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) ที่เข้มแข็ง


วัคซีนกับคำถามที่ควรพิจารณา


เรียนรู้จากองค์ความรู้ ความท้าทาย และบทเรียนจากยุทธศาสตร์เดิม สู่ยุทธศาสตร์ใหม่
สู่ปี 2573 กับ ‘วาระการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปี 2573’

วาระการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปี 2573 ถอดบทเรียนจาก ‘ทศวรรษแห่งวัคซีน’ ช่วงระหว่างปี 2554 – 2563 ที่มียุทธศาสตร์ ‘Global Vaccine Action Plan (GVAP)’ มุ่งเน้นให้โลกมีเป้าหมายใหม่ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ขจัดและยุติโรคระบาด และสามารถจัดการโรคเฉพาะได้ (Disease-specific Initiative)อย่างโรคโปลิโอ หัด หัดเยอรมัน บาดทะยัก และฝีดาษ โดยวาระการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นวิสัยทัศน์และกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกระยะยาวที่ “ยืดหยุ่น” ด้วยหวังแนะแนวทางกับภูมิภาคและประเทศเพื่อลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกับทั้งบริบทโลกในช่วงสิบปีและเงื่อนไขทรัพยากรภายในประเทศ ก่อเกิดเป็นเจตจำนงทางการเมืองในระดับสูงที่ให้ “การสร้างภูมิคุ้มกันโรค” เป็นความสำคัญลำดับต้น พร้อมย้ำความสำคัญของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่นอกเหนือไปจากวงการสุขภาพ โดยความแตกต่างของวาระนี้จากยุทธศาสตร์เดิม มีดังนี้

โดยมีหลักการสำคัญ 4 ข้อ คือ 1) คนเป็นศูนย์กลาง 2) นำโดยแต่ละประเทศสะท้อนบริบทของท้องถิ่นเอง 3) ลงมือทำร่วมกันของหุ้นส่วนความร่วมมือที่หลากหลายเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด และ 4) ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ให้การตัดสินใจมาจากข้อมูลที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับจุดประสงค์ (‘fit-for-purpose’)ซึ่งหลักการทั้ง 4 ข้อนี้จะปรากฏในสาระสำคัญของ ‘7 ยุทธศาสตร์และความสำคัญอันดับต้น (strategic priorities)’ ของวาระดังกล่าว ที่มีการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญที่ให้ความสนใจ ตัวชี้วัด และวิธีการในการติดตามความคืบหน้าและการประเมินผล ซึ่งจะช่วยเติมเต็มเป้าหมายของการป้องกันแต่ละโรคเฉพาะทาง เป้าหมายด้านสุขภาพโดยทั่วไป และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสามารถจัดแต่ละยุทธศาสตร์เข้ากับหมวดหมู่ ‘ความตั้งใจ’ ได้ดังนี้

#1 – ทำให้มั่นใจว่าการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขมูลฐานที่จะช่วยสนับสนุนให้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

#2 – การสร้างภูมิคุ้มกันโรคสำคัญต่อความต้องการของประชาชนและการบริการสาธารณสุขขับเคลื่อนด้วยความต้องการของปัจเจกบุคคลและชุมชน

#3 – สร้างหลักประกันการบริการสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยคำนึงถึงการเติบโตของประชากร ความเป็นเมือง การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน การเคลื่อนย้ายข้ามชายแดน และการพลัดถิ่นของประชากร ความขัดแย้ง การไร้เสถียรภาพทางการเมือง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนปลงสภาพภูมิอากาศ

#4 –การสนับสนุนให้มีการลงทุนในวัคซีนต่อไปและการใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยการดำเนินการ เป็นความจำเป็นต่อการต่อสู้กับโรคและส่งเสริมให้การสร้างภูมิคุ้มกันโรคประสบผลสำเร็จ

และในท้ายที่สุดนี้ จากความตั้งใจของวาระการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปี 2573 และความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 14 เป้าหมายจากทั้งหมด 17 เป้าหมาย ดังนี้

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
SDG Updates | “Good Health and Well-being: เมื่อนิยามของสุขภาพดี’ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ร่างกายแข็งแรง”

แปลสรุปและเรียบเรียงจาก:
https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/strategies/ia2030

#SDGWatch #HealthandWellbeing #SDG3 และ #SDG1 #SDG2 #SDG4 #SDG5 #SDG6 #SDG7 #SDG8 #SDG9 #SDG10 #SDG11 #SDG13 #SDG16 #SDG17

Author

  • Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

Exit mobile version