TU SDG Seminars | สะท้อนความคิดและการศึกษางานวิจัยความยากจน มีอุปสรรคและความท้าทายอย่างไร – ชวนหาคำตอบจากบทสรุปการสัมมนาการวิจัยด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ชวนอ่านบทสรุปการสัมมนา ครั้งที่ 2 หัวข้อ “การวิจัยด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม” โดย รศ. ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในกลุ่มการวิจัยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย SDGs ในระดับชาติและภูมิภาค (policy) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดและนำเสนองานวิจัยของนักวิจัยแนวหน้า โดยแบ่งประเด็นการแลกเปลี่ยนออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ฉายภาพรวมกระบวนการในห้องย่อย พร้อมส่องประเด็นจากกิจกรรมการประชุมปฏิบัติการ และ 2) ทบทวนประเด็นสำคัญจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ‘การลดความเหลื่อมล้ำ’ ของนักวิจัยแนวหน้า และ 3) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากกระบวนในห้องย่อยระหว่างนักวิจัย – ผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งจัดขึ้นภายใต้เวทีสัมมนาการวิจัยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ผ่านระบบ Zoom Meeting

ด้วยประเด็นที่กล่าวถึงการให้ความสำคัญกระบวนการวิจัยเชิงนโยบาย และข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการลดความเหลื่อมล้ำ งานสัมมนาจากประเด็นการแลกเปลี่ยนทั้ง 3 ส่วน จึงมีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 4 เป้าหมาย ได้แก่ เป้าหมายที่ 1 ขจัดความยากจน เป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ และ เป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


01 – ฉายภาพรวมกระบวนการในห้องย่อย พร้อมส่องประเด็นจากกิจกรรมการประชุมปฏิบัติการ

ภาพรวมงานวิจัยที่นักวิจัยแนวหน้าได้นำเสนอและประเด็นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการในห้องย่อย โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นพูดคุยการวิจัยด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยได้หยิบยกตัวอย่างงานวิจัยชื่อดังจากต่างประเทศเรื่อง “เวนิสและความเหลื่อมล้ำ” พร้อมกับแนะนำงานวิจัยของ รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ที่จัดทำเสร็จสมบูรณ์ในเรื่อง “การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้วยข้อมูลดาวเทียม” (Predicting Poverty Using Geospatial Data in Thailand) โดยได้เชื่อมโยงประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย พร้อมอธิบายการนำเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งเครื่องมือที่ได้นำมาใช้ คือ Machine Learning หรือ การทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร่วมกับการใช้ข้อมูล Big Data จากหลายแหล่ง มาวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำในแต่ละประเด็นของประเทศไทย   

นอกจากการนำเสนองานวิจัยข้างต้น ภายในห้องย่อยได้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานวิจัยร่วมกับวิทยากรประจำกลุ่มในประเด็นด้านอุปสรรคและความท้าทายการทำงานวิจัยในปัจจุบัน ซึ่ง รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ได้ฉายภาพให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงและการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐร่วมกับการทำงานวิจัย พร้อมบอกเล่ามุมมองต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ให้ข้อเสนอแนะในการบูรณาการความรู้ด้านการวิจัยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งตอบข้อซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นด้านการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยใช้เครื่องมือวิจัยต่าง ๆ ร่วมกับผู้สัมมนา ซึ่งในภาพรวมได้รับมุมมองที่หลากหลายจากผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 


02 – ทบทวนประเด็นสำคัญจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ‘การลดความเหลื่อมล้ำ’ ของนักวิจัยแนวหน้า

รศ. ดร.ณัฐพงษ์ หยิบยกนำงานวิจัยชื่อดังจากต่างประเทศในเรื่อง “เวนิสและความเหลื่อมล้ำ” จากหนังสือ “Why Nations Fail: The Origins of Power, Prosperity, and Poverty” อธิบายแนวคิดหลักเรื่องของสถาบันในเชิงเศรษฐกิจ อันประกอบด้วยปัจจัยหลัก คือ การปกครองและกฎหมายที่เป็นตัวแปรสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ จากหนังสือสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง หรือมีการเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอยมาก  (extractive political institutions) จะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ และกลับผลักคนส่วนมากออกจากนอกระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ หรือมีการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัว (inclusive economic institutions) จะยิ่งสามารถดึงดูดให้คนได้ผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวนิส คือ สัญญาค้าขายคอมเมนดา (commenda) ซึ่งเป็นสัญญาเฉพาะ เพื่อการค้าระยะสั้น หรือ หนึ่งรอบการเดินเรือ โดยกำหนดให้ผู้ที่มีถิ่นพำนักในเวนิส เป็นผู้ลงทุนและผู้ที่ออกเดินเรือจะเป็นผู้ใช้แรงงานในการทำงาน และเมื่อได้กำไรจะนำมาแบ่งกันตามเนื้อหาสัญญา โดยสัญญานี้ จะทำให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้น เนื่องจากผู้คนจะเดินทางไปใช้แรงงานและสะสมเงินทุน เพื่อเลื่อนสถานะทางสังคม ทำให้เวนิสจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย เมื่อวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังของสัญญานั้น พบว่า มีการพัฒนาโครงสร้างของกฎหมายและระบบยุติธรรม คือ การให้ความเป็นธรรมกับคู่สัญญา ส่งผลให้เวนิส จึงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเมืองอื่น ๆ แต่ภายหลัง เมื่อมีคำสั่งห้ามใช้สัญญาคอมเมนดา เพื่อต้องการที่จะรักษาสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มผู้มั่งคั่งเดิมไว้ รัฐบาล จึงได้เข้ามาควบคุมการค้าของเวนิสทั้งหมด เกิดการจัดเก็บภาษีเอกชนในอัตราที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบให้โอกาสทางเศรษฐกิจของเวนิสลดลง และทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของเวนิสนั้นล่มสลายลงในที่สุด

นอกจากนี้ รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยล่าสุด โดยนำเครื่องมือทางภูมิสถิติ (spatial statistics) แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของรายได้ครัวเรือน รายได้ของแรงงาน และประสิทธิภาพของสถานประกอบอุตสาหกรรมในบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงบางจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งขอบเขตบริเวณดังกล่าวสอดคล้องกับบริเวณที่มีความหนาแน่นของแสงไฟในเวลากลางคืน (Nighttime Light: NTL) ในระดับสูงซึ่งแสดงถึงความหนาแน่นของประชากรและความเป็นเมือง จากผลการศึกษา พบว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยยังพึ่งพิงกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเมื่อสะท้อนตามมุมมองทางเศรษฐศาสตร์จะแบ่งเรื่องความยากจนได้เป็น 2 มิติ คือ หนึ่ง เส้นความยากจน (absolute poverty) ใช้วัดสัดส่วนประชากรที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และ สอง ความยากจนเชิงสัมพัทธ์ (relative poverty) ใช้ดูการกระจายตัวของรายได้ประชากร ซึ่งงานวิจัยของ รศ. ดร.ณัฐพงษ์ จะมุ่งเน้นไปดูที่เส้นความยากจนเป็นหลัก ซึ่งพบว่าในภาพรวมสัดส่วนประชากรที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีจำนวนลดลง แต่ในส่วนการกระจายตัวรายได้ประชากรนั้น พบว่า มีความยากจนในเขตเมืองและนอกเมืองจำนวนมากพอสมควร ในกระบวนการวิจัย ได้ทำการดึงข้อมูลผังอาคารในบริเวรพื้นที่ที่ต้องการศึกษา (global urban footprint) ผังบริเวณที่อยู่อาศัยของมนุษย์ (global human settlement layer) ลักษณะการใช้พื้นที่ (U.S. Geological Survey : USGS) และ European Space Agency Cover (ESA-LC) มาใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลในระดับตำบลของประเทศไทย ซึ่งได้จากการพล็อตตำแหน่งบนแผนที่และทดสอบทางสถิติของข้อมูลรายได้พื้นฐานของประชากร ซึ่งมีความแม่นยำมากที่สุดถึงร้อยละ 85 

ท้ายที่สุด รศ. ดร.ณัฐพงษ์ กล่าวถึง ความท้าทายการทำวิจัยในปัจจุบันว่า แนวทางการหาข้อมูลจากแหล่งใหม่ เช่น ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลจากช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น facebook twitter และข้อมูลจากบริษัทเครือข่ายมือถือ เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่บางครั้งหน่วยงานเจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล เพื่อทำการศึกษาหรือยังไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นไว้ภายในหน่วยงาน  

นอกจากนี้ รศ. ดร.ณัฐพงษ์ สะท้อนมุมมองต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในคณะ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ควรจะเลือกลำดับความสำคัญในขอบเขตที่มีส่วนในการลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามาถแบ่งได้เป็น 2 มิติ คือ หนึ่ง การตั้งโจทย์วิจัยให้ตรงกับตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  และ สอง นำโจทย์ที่ระบุตัวชี้วัดนั้น ใช้ในการกำกับหรือเขียนแผนของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงาน เช่น การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย และการจัดการด้านปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในที่ทำงาน เป็นต้น


03 – ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากกระบวนในห้องย่อยระหว่างนักวิจัย – ผู้เข้าร่วมสัมมนา

โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากกระบวนในห้องย่อย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การทำให้ประเทศไทยเกิด “Inclusive Economics” หรือ “เศรษฐกิจแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้าง”

A: รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ โดยรัฐบาล มีหน้าที่ทำให้ประชาชนทุกคน มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีหน้าที่ทำให้ประชาชน ได้รับค่าแรงสูงขึ้นตามประสิทธิภาพของแรงงาน ดังนั้น รัฐบาล จึงมีหน้าที่ทำให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข ระบบสวัสดิการสังคม ระบบคมนาคมภายในประเทศ และกลไกตลาดแรง ที่ควรให้ความเป็นธรรมกับแรงงาน ประเทศสิงคโปร์ จึงมุ่งเน้นระบบการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

2. จุดร่วมของ “การสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่นำมาสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ”

A: รศ. ดร.ณัฐพงษ์ เห็นด้วยว่า คุณภาพพื้นฐานของประชากร ควรมีรากฐานมาจากการศึกษา และประชาชน จำเป็นต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ซึ่ง ‘สิทธิ’ ที่ประชาชนมีนั้น คือ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งการเคารพและเข้าใจในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนามากขึ้น

3. จากมุมมองของนักวิจัย ในฐานะอดีตคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมีทัศนะต่อตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไร

A: รศ. ดร.ณัฐพงษ์ มองว่าตัวชี้วัด (indicators) ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะมีรูปแบบเปลี่ยนไปในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะผู้จัดทำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะนำบทเรียนไปปรับแก้ไขต่อไปอย่างไร

4. เรื่องประเด็นของการพัฒนาที่ยั่งยืน คำว่า “พัฒนา” มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด หากนำแนวคิดเรื่อง Reverse Development ของประเทศญี่ปุ่นมาคิดวิเคราะห์ จะปฏิบัติได้อย่างไร

A: รศ. ดร.ณัฐพงษ์ ให้ข้อคิดเห็นว่า การพัฒนาในโลกปัจจุบัน หากพิจารณาตามประเทศที่ใกล้เคียงกับประเทศในอุดมคติ จะทำให้เข้าใจถึงเป้าหมายในการพัฒนาได้ตรงกัน ซึ่งมองว่าการพัฒนาเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานของการเข้าถึงบริการ การศึกษา สาธารณสุข และอื่น ๆ ในการพัฒนาต้องยอมรับว่าหากรายได้ประชากรต่ำ การเสียภาษีจะเป็นไปได้น้อย และจะทำให้เงินสวัสดิการจะน้อยตามไปด้วย ดังนั้น การพัฒนา ควรพัฒนาให้ถึงจุดที่ประชากร มีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เพียงพอ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ส่งกลับมาเป็นสวัสดิการ

กล่าวโดยสรุป งานสัมมนาการวิจัยด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม จากกลุ่มการวิจัยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย SDGs ในระดับชาติและภูมิภาค (policy) ซึ่งพยายามฉายภาพให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในหลากหลายแง่มุม แนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมอธิบายการนำเครื่องมือใหม่ ๆ ที่มีความก้าวหน้าและล้ำสมัยมาใช้ในการวิเคราะห์ถึงเส้นความยากจนและเส้นวัดความเหลื่อมล้ำ พร้อมถกประเด็นแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้สัมมนาและนักวิจัยแนวหน้าที่เกิดขึ้นในกระบวนการวิจัยที่พบในปัจจุบัน พร้อมตอบโจทย์วิจัยที่ตรงกับตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการการจัดการด้านปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและพัฒนาไปสู่อนาคต

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ : https://youtu.be/kDXq9MvzCF0
ติดตามสรุปสัมมนาในโครงการทั้ง 12 เวที ได้ที่ : ที่นี่

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ขจัดความยากจน
– (1.1) ภายในปี 2573 ขจัดความยากจนขั้นรุนแรงของประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่ให้หมดไป ซึ่งในปัจจุบันความยากจนวัดจากคนที่มีค่าใช้จ่ายดำรงชีพต่ำกว่า $1.90 ต่อวัน
– (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมในระดับประเทศที่เหมาะสม รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานและบรรลุการครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยากจนและเปราะบาง ภายในปี 2573
#SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
– (8.1) ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่อหัวประชากรมีความยั่งยืนตามบริบทของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด มีการขยายตัวอย่างน้อยร้อยละ 7 ต่อปี
– (8.2) บรรลุการมีผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้นผ่านความหลากหลาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการมุ่งเน้นในภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและใช้แรงงานเป็นหลัก (Labour intensive)
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.1) บรรลุการเติบโตอย่างก้าวหน้าและยั่งยืนของรายได้ของประชากรที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 40% ให้มีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ภายในปี 2573
– (10.4) นำนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการคลัง ค่าจ้าง และการคุ้มครองทางสังคมมาใช้ และให้บรรลุความเสมอภาคยิ่งขึ้นอย่างก้าวหน้า
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.1) เสริมความแข็งแกร่งของการระดมทรัพยากรภายในประเทศ โดยรวมถึงการสนับสนุนระหว่างประเทศไปยังประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถภายในประเทศในการเก็บภาษีและรายได้อื่น ๆ ของรัฐ
– (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้า เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (TU-SDG Research Network)

ณิญาพรรน์ภักร์ ประทุมรัตน์ – ถอดความ
แพรวพรรณ ศิริเลิศ – ผู้เรียบเรียง
พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ

Last Updated on มีนาคม 8, 2023

Author

ผู้เขียน

RELATED

TU SDG Seminars | การทำงานวิจัยด้านอาหารและยาร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ปัญหา อุปสรรค และประเด็นที่น่าสนใจ มีอะไรบ้าง – ชวนหาคำตอบจากบทสรุปการสัมมนาการวิจัยด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนทุกช่วงวัย

ชวนอ่านบทสรุปการสัมมนาการวิจัยด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนทุกช่วงวัย โดย รศ. ดร.ประภาศรี เทพรักษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.สุเมธ คงเกียรติ…

‘โรงงานต้นแบบแปรรูปสมุนไพร’ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดย่อม มีกระบวนการอย่างไร? ชวนหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ.ดร.กิตติพงศ์ ไชยนอก’

ชวนอ่านงานวิจัย “กิจกรรมการส่งเสริม พัฒนา โรงงานต้นแบบแปรรูปสมุนไพร (Support Center Model) ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพ SMEs สมุนไพรเพื่อยกระดับอุตสาหกร…

แนวทางการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการใช้ ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ของประเทศไทยเป็นอย่างไร  ชวนค้นหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘ผศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร และคณะ’

ชวนอ่านงานวิจัย “ศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles)” โดย ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร…

การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม มีสิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงบ้าง? ชวนหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ. ดร.อุรุยา วีสกุล’

ชวนอ่านงานวิจัย “ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด สำหรับอุตสาหกรรมรายสาขา (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (บูรณาการ))” โดย รศ. ดร.อุรุยา…

ค้นหา