เมื่อปัจจุบัน ‘ผู้สูงอายุ’ เสี่ยงถูกละเมิดสิทธิเพิ่มขึ้น จะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไร ? ชวนค้นหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ. ดร.เดชา สังขวรรณ’

ชวนอ่านงานวิจัย “มาตรการกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ” โดย รศ. ดร.เดชา สังขวรรณ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ผ่านสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC)  ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ปัจจุบัน สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคม ‘ผู้สูงอายุ’ จึงต้องเตรียมการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของผู้สูงอายุ เพราะเมื่อบุคคลเข้าสู่วัยสูงอายุ มักจะพบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การเสื่อมถอยลงของร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดภาวะการเจ็บป่วย เกิดปัญหาโรคเรื้อรังและนำไปสู่ภาวะการพึ่งพิงซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดขึ้น ในช่วงอายุ 75-80 ปี ทำให้ผู้สูงวัยต้องปรับเปลี่ยนสถานภาพและบทบาททางสังคมจากผู้ที่เคยเป็น ‘ผู้ดูแล’ คนอื่นมาเป็น ‘ผู้พึ่งพา’ ซึ่งอาจให้นำมาสู่การถูกเอารัดเอาเปรียบได้โดยง่าย จึงได้มีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ  (qualitative research) จึงได้ทำการศึกษาสถานการณ์ปัญหาการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรการกลไกในการป้องกัน เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการวางแผนต่อไป

จากงานวิจัยข้างต้น เพื่อศึกษามาตรการกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ ได้อย่างรอบด้านและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของประเทศไทย รศ. ดร.เดชา ได้กำหนดวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้

  1. เพื่อศึกษาสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ
  2. เพื่อศึกษามาตรการกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุในปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  3. เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุที่เหมาะสมในสังคมไทย รวมถึงแนวปฏิบัติที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมกับสังคมไทยในการผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการเพื่อช่วยป้องกันและลดปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ

จากข้อมูลงานวิจัยดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ จึงกำหนดวิธีการวิจัย โดยการประชุมสนทนากลุ่ม (focus group) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดการการให้ความช่วยเหลือกฎหมาย สิทธิมนุษยชน สวัสดิการ และสวัสดิภาพสาธารณะประเด็นการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ อาทิ ผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้อง นักจิตวิทยา ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พึ่งได้ นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์และพยาบาล เป็นต้น รวมทั้งผู้แทนจากชมรมผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ 

จึงนับว่างานวิจัยฉบับนี้ มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 3 เป้าหมาย ได้แก่ เป้าหมายที่ 1 ขจัดความยากจน เป้าหมายที่ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และเป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ

ผลการศึกษางานวิจัยข้างต้น สามารถสรุปประเด็นสำคัญ ได้ดังนี้

  • การละเมิดสิทธิผู้สูงอายุในสังคมไทยมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งการใช้ความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจต่อผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกละเมิดสิทธิจากบุคคลที่ใกล้ชิด เช่น คู่สมรส บุตรหลาน หรือเครือญาติ 
  • การละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่มักเป็นการละเมิดทางวาจา ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์และจิตใจของผู้สูงอายุ ส่วนการละเมิดทางร่างกาย พบว่า มีการละเมิดโดยการทำร้ายทางร่างกาย รวมถึงกรณีที่เป็นการละเมิดทางเพศ ที่มักเกิดกับผู้สูงอายุที่ตกอยู่ในภาวะของการพึ่งพิงตนเอง เนื่องด้วยโรคประจำตัว หรือมีภาวะความจำเสื่อม 
  • พบการแสวงประโยชน์จากผู้สูงอายุโดยเฉพาะในทางการเงินและทรัพย์สิน ซึ่งพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง โดยผู้กระทำ ที่มักแสวงประโยชน์จากผู้สูงอายุ มีทั้งสมาชิกในครอบครัว อาทิ ลูกหลานหรือเครือญาติ รวมถึงบุคคลภายนอกทั้งที่เป็นคนที่รู้จักและคนแปลกหน้า ผ่านช่องทางในการสื่อสารต่างๆ ทั้งในสังคมและโลกออนไลน์
  • ปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ การทอดทิ้งผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ไว้ตามลำพัง ขาดการช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งมักเกิดขึ้นกับครอบครัวฐานะยากจน ที่ลูกหลานต้องออกจากบ้านไปทำมาหากินต่างถิ่นทำให้ขาดการติดต่อ 

อย่างไรก็ดี ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งและละเลยในสังคมไทย นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับกลไกการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุในสังคมไทยในปัจจุบัน จากการศึกษา พบว่า

  • ยังคงมีแนวทางที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งหมายถึงว่า ทั้งการให้ข้อมูลความรู้ทั้งผู้สูงอายุเองในการป้องกันสิทธิของตน หรือการให้ข้อมูลความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลาน และผู้ดูแลอื่นๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจและช่วยกันป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ เป็นกลไกและมาตรการที่เกิดขึ้นทางสังคมเป็นหลัก 
  • ขณะที่ แนวทางอย่างเป็นทางการ จะเป็นแนวทางและมาตรการที่กฎหมายได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของผู้สูงอายุ อาทิ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุเป็นแนวทางในการสร้างกลไกในระดับปฏิบัติ ซึ่งเมื่อทบทวนแล้วนั้น พบว่า กฎหมายยังไม่ได้มีการกำหนดบทลงโทษผู้ละเมิดสิทธิผู้สูงอายุไว้แต่ประการใด นอกจากระบุว่าผู้สูงอายุที่ถูกละเมิดสิทธิจะได้รับการคุ้มครอง หรือรับการเยียวยาด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามพฤติกรรมการถูกละเมิดในแต่ละกรณีไป 

จะเห็นได้ว่า กลไกและมาตรการการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพในเชิงป้องกันได้อย่างเพียงพอ รศ. ดร.เดชา ได้ให้ข้อเสนอแนะ โดยสรุป ดังนี้

  • เชิงแนวคิดและนโยบาย เสนอให้มีแนวทางการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการป้องกัน และแนวทางดำเนินงานแบบบูรณาการ รวมถึงมีการทบทวนปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ข้อกำหนด และระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์และปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุในสังคมไทยปัจจุบัน 
  • โครงสร้างและองค์ประกอบ เสนอกลไกและระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ ทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด โดยเสนอให้มีการพัฒนาระบบการป้องกัน การคุ้มครองพิทักษ์สิทธิและการช่วยเหลือผู้สูงอายุ 
  • เสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนท้องถิ่นและชุมชน ผ่านหน่วยงานและองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ อาทิ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและการสร้างฐานข้อมูล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อจำกัดและปัญหาอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขในระดับพื้นที่และชุมชน
  • การดำเนินการโครงการทดลอง (pilot project) การพัฒนาระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่มีความเหมาะสมในพื้นที่นำร่อง

กล่าวโดยสรุป การศึกษามาตรการกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ จะช่วยให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ ทั้งในตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับพื้นที่ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ เพื่อหาหนทางแก้ไขและป้องกันให้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งผู้สูงอายุนั้น ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นอย่างมาก นโยบายและมาตรการต่าง ๆ จึงควรรองรับอย่างครอบคลุมและครบถ้วน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลายเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยภายในสังคม

งานวิจัยดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มการวิจัยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย SDGs ในระดับชาติและภูมิภาค (policy) ธีมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนทุกช่วงวัย

งานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ขจัดความยากจน
– (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมในระดับประเทศที่เหมาะสม รวมถึงการคุมครองทางสังคมขั้นพื้นฐานและบรรลุการครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยากจนและเปราะบาง ภายในปี 2573
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสาม ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.2) ให้อำนาจและส่งเสริมความครอบคลุมด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความบกพร่องทางร่างกาย เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา หรือสถานะทางเศรษฐกิจหรือสถานะอื่น ๆ ภายในปี 2573
– (10.3) สร้างหลักประกันว่าจะมีโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องนี้

Research recommends แนะนำงานวิจัยของนักวิจัยธรรมศาสตร์ที่สนับสนุนการขับเคลื่อน SDGs กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัยแบบบูรณาการระดับแนวหน้า เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (TU-SDG Research Network)

Last Updated on ธันวาคม 28, 2022

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคมโดยเด็กและเยาวชน ทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม? ชวนหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ.ชานนท์ โกมลมาลย์’

ชวนอ่านงานวิจัย “โครงการการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะ โดยการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน : กรณีศึกษานำร่องสภาเด็กและเยาวชนระดั…

แนวทางการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการใช้ ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ของประเทศไทยเป็นอย่างไร  ชวนค้นหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘ผศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร และคณะ’

ชวนอ่านงานวิจัย “ศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles)” โดย ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร…

นวัตกรรมเพื่อสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย มีทิศทางการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุน อย่างไร? ชวนหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล’

ชวนอ่านงานวิจัย “ศึกษาทิศทางการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่เหมาะสมกับประเทศไทย” โดย รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล คณะวิทยาศาสตร์และ…

กระบวนการจัดซื้อและกระจายเวชภัณฑ์ มีปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างไร? ชวนหาคำตอบจากงานวิจัยของ ‘รศ.ปกรณ์ เสริมสุข’

ชวนอ่านงานวิจัย “การศึกษาพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการจัดซื้อและกระจายเวชภัณฑ์ร่วมของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดย รศ.ปกรณ์ เสริมสุข คณะวิทยาศาสตร์…

ค้นหา