SDG Spotlight – 5 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 2 ประจำเดือนเมษายน 2566

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  3 เมษายน – 7 เมษายน 2566 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดังนี้

“กรมอุตุนิยมวิทยา” แจ้งเตือนค่าดัชนีความร้อน เฝ้าระวังเตือนภัยผลกระทบต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาชี้แจงพยากรณ์ค่าดัชนีความร้อนสูงสุดของไทย ระบุว่า ในเขตบางนา จะมีค่าดัชนีความร้อน 50.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นค่าเกณฑ์เตือนผลกระทบสุขภาพ แต่ไม่ใช่อุณหภูมิรายวันซึ่งคาดว่าจะร้อนสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส โดยสถิติร้อนสูงสุดที่ผ่านมาอยู่ที่ 44.6 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2559 แต่ยังไม่ถึง 50 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอุณหภูมิความร้อนที่จะเกิดขึ้น โดย กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานความกดอากาศต่ำ เนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ยังแจ้งเตือนค่าดัชนีความร้อนระดับเฝ้าระวังเตือนภัยผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน ตามการกำหนดค่าของกรมอนามัย ได้แก่ ระดับเฝ้าระวัง หากอุณหภูมิ 27-32 องศาเซลเซียส อาการอ่อนเพลีย วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวจากการสัมผัสความร้อน ระดับเตือนภัย หากอุณหภูมิ 32-41 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกิดอาการตะคริวจากความร้อน และอาจเกิดอาการเพลียแดด (heat exhaustion) หากสัมผัสความร้อนเป็นเวลานาน ระดับอันตราย หากอุณหภูมิ 41-54 องศาเซลเซียส อาจมีอาการตะคริวที่น่อง ต้นขา หน้าท้อง หรือไหล่ ทำให้ปวดเกร็ง มีอาการเพลียแดด และอาจเกิดภาวะลมแดด (ฮีทสโตรก) ได้ หากสัมผัสความร้อนเป็นเวลานาน ระดับอันตรายมาก อุณหภูมิมากกว่า 54 องศาเซลเซียส อาจเกิดภาวะลมแดด (ฮีทสโตรก)

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทย มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ปี 2558-2562 โดยเฉลี่ยปีละ 43 คน เนื่องด้วยสภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จึงส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG3 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.4 ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสาม ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีและ 3.d เสริมขีดความสามารถสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก และ SDG13 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 13.1 เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ

เข้าถึงได้ที่ : “กรมอุตุนิยมวิทยา” ชี้ค่าดัชนีร้อน 50.2 องศาฯ ไม่ใช่ตัวเลขรายวัน | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส 

UNHCR เปิดบริจาคช่วงรอมฎอน หลังพบผู้ลี้ภัยกว่า 103 ล้านคนทั่วโลก เหตุภัยธรรมชาติ

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 103 ล้านคนทั่วโลก โดยกว่าครึ่งเป็นชาวมุสลิม ซึ่งจากวิกฤติมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง ความรุนแรง รวมไปถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และภัยธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้งบประมาณและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนั้นไม่เพียงพอ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees : UNHCR) จึงร่วมกับ สำนักจุฬาราชมนตรี และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จัด ‘โครงการรอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต ปีที่ 6’  เป็นโครงการริเริ่มตั้งแต่เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 เพื่อสร้างการรับรู้และการระดมทุนทานประจำปีซะกาต และซอดาเกาะห์ (การบริจาคทาน) ซึ่งเป็นการบัญญัติขึ้นตามหลักศาสนาอิสลามเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิมทั่วโลก 

ทั้งนี้ UNHCR ยังทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา) มากถึง 15 คน จาก 10 ประเทศ เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือโดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้มีอาหารพอเพียง มีน้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม มีที่พักพิงปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG17 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 17.3 ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา และ 17.14 ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เข้าถึงได้ที่ : UNHCR เปิดบริจาคช่วงรอมฎอน หลังผู้ลี้ภัยทะลุ 100 ล้านคน เพราะภัยธรรมชาติ 

ผู้นำ 4 ชาติสมาชิกกลุ่มน้ำโขง เร่งสร้างความยั่งยืนด้านน้ำ หลังประสบปัญหาปริมาณน้ำลด

ปิดฉากลงแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดคณะกรรมการแม่น้ำโขงครั้งที่ 4 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีผู้นำ 4 ชาติสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิญญาเวียงจันทน์” เร่งสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านน้ำ ซึ่ง นายสุรสีห์  กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ขณะที่ ประเทศต้นน้ำอย่างจีน และทางน้ำไหลผ่านอย่างเมียนมา ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกแต่เป็นประเทศคู่เจรจา ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่อาวุโสเข้าร่วม โดยจีนส่ง เฮา จ้าว (Hao Zhao) เลขาธิการศูนย์ความร่วมมือทางด้านทรัพยากรน้ำล้านช้าง-แม่โขงจากปักกิ่งเข้าร่วม ส่วนพม่าส่ง ลา หม่อง เตง (Hla Maung Thein) ปลัดกระทรวงทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ แม่น้ำโขงกำลังประสบปัญหาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ และจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศที่อยู่เหนือน้ำอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ปลายน้ำอย่าง กัมพูชา หรือเวียดนามที่อยู่ปลายสุดของแม่น้ำโขง เนื่องด้วยปริมาณน้ำจากด้านเหนือนับวันแต่จะลดน้อยถอยลง สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเวียดนามต้องเผชิญกับความแห้งแล้งและปัญหาน้ำเค็มจากทะเลรุกคืบเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ทั้งยังพบอีกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการติดตามเรื่องกระแสน้ำ นักอนุรักษ์ธรรมชาติ มักให้ความเห็นว่า เป็นเพราะเขื่อนกั้นลำน้ำโดยเฉพาะในจีน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาปริมาณการไหลของน้ำในแม่น้ำโขง 

อย่างไรก็ดี ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้มิได้หากยังขาดความร่วมมือจากทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน และ SDG6 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 6.5 ดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวมในทุกระดับ รวมถึงผ่านทางความร่วมมือระหว่างเขตแดนตามความเหมาะสม ภายในปี 2573  เป้าหมายย่อยที่ 6.6 ปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ รวมถึงภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ชั้นหินอุ้มน้ำ และทะเลสาบ SDG15 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขา และเขตแห้งแล้ง และ SDG17 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 17.14 ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เข้าถึงได้ที่ : ประชุมสุดยอดแม่น้ำโขง สะท้อนภาวะผู้นำของชาติสมาชิก -thairath  plus และ ผู้นำ 4 ชาติสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิญญาเวียงจันทน์” เร่งสร้างความมั่นคง-ยั่งยืนด้านน้ำ – มติชน

คนยะลา-ปัตตานี ร้องกรมทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ที่ขุด-ทำลายพื้นที่

เครือข่ายคนในพื้นที่ “พรุลานควาย” จังหวัดยะลา และ ปัตตานี ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำ ยุติ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบโครงข่ายแหล่งน้ำพรุชะมา จังหวัดยะลา-ปัตตานี ช่วงที่ 2 และ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบโครงข่ายแหล่งน้ำ จังหวัดยะลา-ปัตตานี ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ของกรมทรัพยากรน้ำ โดยโครงการดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทั้งสองโครงการมีการขุดลอกร่องน้ำและถมทำลาย เพื่อทำคันดินกั้นน้ำ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดผลกระทบต่อการไหลเวียนของน้ำและห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ ส่งผลให้จำนวนและความหลากหลายของสัตว์น้ำลดลง กระทบต่อรายได้ของคนที่ทำประมงเป็นอาชีพหลัก 

จากแถลงการณ์ เครือข่ายคนพื้นที่พรุลานควาย ระบุว่า กรมทรัพยากรน้ำ ต้องทำการฟื้นฟูสภาพพื้นที่และระบบนิเวศที่เสียหายจากการบุกรุกดำเนินโครงการ และชดเชยค่าเสียหายจากการก่อสร้างโครงการต่อที่ดินที่ชาวบ้านมีใบ ส.ค.1 พร้อมทั้งขอให้ดำเนินการสอบวินัย และแจ้งความเพื่อเอาผิดทางอาญาแก่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำที่ผลักดันและเดินหน้าโครงการอย่างละเมิดกฎหมายด้วย

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน  SDG15 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขา และเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563 และ SDG16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เข้าถึงได้ที่ : คนยะลา-ปัตตานี ร้องกรมน้ำ-ทส. “ยุติขุด-ทำลายพรุลานควาย” – Greennews

‘IISD’ จัดสัมมนาสำรวจผลลัพธ์ของการประชุม Rio+20 เพื่อนำไปใช้ ‘SDG Summit’

สถาบันนานาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (IISD) ร่วมกับ Stakeholder Forum ได้จัดสัมมนาทางเว็บ เพื่อสำรวจผลลัพธ์ของ Rio+20 (the United Nations Conference on Sustainable Development (“Rio+20”))  หรือ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการวางรากฐานสำหรับ SDGs โดยได้เน้นย้ำถึงลักษณะที่เป็นสากล การบูรณาการ และความเชื่อมโยงของเป้าหมาย พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของแนวทางการเปลี่ยนแปลงและการหยุดชะงักในการนำไปปฏิบัติ 

จากการประชุมดังกล่าว Farrukh Khan ผู้จัดการทั่วไปขององค์การความร่วมมืออิสลามและการทูตทางเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน ระบุถึง 5 บทเรียน สำคัญ จากการนำ SDGs ไปปฏิบัติ โดยสรุปได้ว่า 1) ความเชื่อมโยงระหว่าง SDGs แต่ละเป้าหมายนั้น “ออกนอกลู่นอกทาง” กล่าวคือเป็นไปคนละทิศทาง 2) ระบบการทำงานของสหประชาชาติไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่จะไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 3) เราแสวงหาคำมั่นสัญญา ระดมทุนมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนทีละเป้าหมาย แทนที่จะดำเนินการตามความสอดคล้องของเป้าหมายที่สามารถ “บูรณาการ เป็นสากล และมีความเชื่อมโยงกัน” 4) รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนควรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ แต่กลับไม่ได้อยู่ในภาพรวมนี้ และ 5) ภาคธุรกิจยังไม่ได้เริ่มดำเนินการการใช้เงินหรือทรัพยากรอื่น ๆ สำหรับ SDGs เท่าที่ควร

ในการประชุมครั้งนี้ผู้จัดพยายามจะลดความสับสนเกี่ยวกับตัวเลขทางการเงินและพยายามฉายภาพให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในการดำเนินการเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG17 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 17.3 ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา 17.14 ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  และ17.16 ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ และทรัพยากรด้านการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ 

เข้าถึงได้ที่ : Webinar on Contributions of Rio+20 to 2023 SDG Summit Calls for Continued Disruption | News | SDG Knowledge Hub | IISD 

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

ยาป้องกัน HIV อาจเข้าถึงได้ยากขึ้น หลัง สปสช. ชะลอจ่ายงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 

หากยาป้องกัน HIV กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยากขึ้นจะทำอย่างไร ? เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยมีนายอ…

กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม เข้าสภาฯ ตั้งเป้าประกาศใช้ตุลาคมปี 2568

วันที่ 22 มกราคม 2568 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติกากอุ…

Global Gender Gap Report 2023 ชี้อีก 131 ปี กว่าโลกจะมีความเท่าเทียมทางเพศ – ส่วนไทยติดอันดับที่ 74 ในการประเมินดัชนี

อาจต้องใช้เวลาอีก 131 ปี กว่าโลกจะมี ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เผยแพร่รายงาน

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น – ผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย 18% แตกต่างตามครอบครัว เชื้อชาติ อายุ และตำแหน่งงาน 

Payscale บริษัทด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ค่าตอบแทน ได้จัดทำรายงาน ‘Gender Pay Gap Report 2026 (GPGR)’ เผยผลสำรวจเงินเดือนออนไลน์ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ต…

ค้นหา