สรุปปาฐกถาพิเศษ “นวัตกรรมเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยและนวัตกรเพื่อแก้ปัญการพัฒนา” โดย ผศ.ชล บุนนาค

สรุปความจากปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นวัตกรรมเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs Innovation for the Sustainable Development Goals-SDGs” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move)
การประชุมวิชาการระดับชาติราชพฤกษ์วิชาการ ครั้งที่ 3 เมื่อวันพุธที่ 15 มกราคม 2568

แม้การปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นวัตกรรมเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ในการประชุมวิชาการ “ราชพฤกษ์วิชาการ ครั้งที่ 3” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ จะผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่เนื้อหาและหลักการที่นำเสนอยังคงเป็นความจริงที่ท้าทายสังคมไทย บทความนี้จึงได้เรียบเรียงสาระสำคัญจากการบรรยายดังกล่าวมานำเสนออีกครั้ง เพื่อตอกย้ำว่าในยุคที่โลกเผชิญวิกฤตเช่นนี้เป็นเวลาที่มหาวิทยาลัยและนวัตกรต้องก้าวออกมาทำงานร่วมกับสังคมเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างแท้จริง


01 – จาก “สามเสาหลัก” สู่ “ขีดจำกัดของโลก” – นิยามที่แท้จริงของความยั่งยืน

ผศ.ชล เริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับคำว่า “ความยั่งยืน” ซึ่งมักถูกตีความไปอย่างหลากหลาย ในระดับสากลนั้น ความยั่งยืนหมายถึงการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ไปลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต หรือกล่าวอย่างง่ายคือการส่งต่อโลกที่ไม่บุบสลายไปสู่ลูกหลาน

วิวัฒนาการของแนวคิดนี้ได้เปลี่ยนจากยุคแรกที่มอง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็น “สามเสาหลัก” ที่แยกขาดจากกัน มาสู่โมเดลที่เห็นความเชื่อมโยงของทุกมิติ และล่าสุดคือแนวคิด Planetary Boundaries หรือ ขีดจำกัดของโลก ซึ่งเป็นโมเดลที่เน้นย้ำว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์จำเป็นต้องดำเนินการอยู่ภายใต้เพดานขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากทะลุเพดานนี้ไปแล้ว จะนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ที่ไม่อาจหวนคืน เช่น การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น หลักการสำคัญ 4 ประการที่เปรียบเสมือนเข็มทิศของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ

  1.  ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  2. การพัฒนาที่ครอบคลุม (Inclusive) ตามหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” (Leave No One Behind) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม
  3. ความสามารถในการตั้งรับปรับตัว (Resilience) เพื่อให้มนุษย์และระบบต่างๆ อยู่รอดได้ในโลกที่ผันผวน (VUCA World) และ
  4. การเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด

02 – ถอดรหัส SDGs ที่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย 17 ข้อ

เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย ผศ.ชล ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ควรจดจำเพียงแค่ตัวเลขหรือไอคอน แต่ควรเข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์ที่แบ่งออกเป็น 5 มิติ (5Ps) ได้แก่ 

  • People (คน) คือเป้าหมายที่เน้นคุณภาพชีวิต
  • Planet (โลก) คือเป้าหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ
  • Prosperity (ความมั่งคั่ง) คือเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และเมือง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องพลิกโฉมเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่ทำลายโลก
  • Peace (สันติภาพ) และ 
  • Partnership (หุ้นส่วนความร่วมมือ) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อน

ความท้าทายสำคัญของการขับเคลื่อน SDGs คือความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน บางเป้าหมายมีความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกัน (Synergy) เช่น เป้าหมายที่ 5 เรื่องความเท่าเทียมทางเพศจะส่งผลบวกต่อทุกเป้าหมาย แต่บางเป้าหมายอาจมีความขัดแย้งกัน (Trade-off) เช่น การพยายามขจัดความยากจนและหิวโหยด้วยการทำการเกษตรแบบเข้มข้น อาจส่งผลลบต่อสิ่งแวดล้อม หน้าที่ของ “นวัตกรรม” จึงเป็นการเข้ามาแก้โจทย์สมการนี้ว่าจะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายด้านหนึ่งโดยไม่ทำลายอีกด้านหนึ่ง


03 – แรงกดดันจากเวทีโลกและสถานะของประเทศไทย

แม้ SDGs จะเป็นข้อตกลงที่ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นกติกาบังคับของโลกผ่านกลไกทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการจากสหภาพยุโรป เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป และ EUDR (EU Deforestation Regulation) หรือกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและ  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ยังมีความสับสนระหว่างคำว่า SDGs และ ESG โดย ผศ.ชล อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า SDGs คือ เป้าหมายปลายทางที่เราอยากไปให้ถึง ในขณะที่ ESG คือ กรอบการรายงานและการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกันที่มองต่างมิติ

สำหรับประเทศไทย แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง แต่จากการประเมินดัชนีความยั่งยืน พบว่าไทยยังเผชิญวิกฤตในหลายด้าน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 2 (ความยั่งยืนทางอาหารและการเกษตร), เป้าหมายที่ 3 (สุขภาพ โดยเฉพาะอุบัติเหตุและวัณโรค), เป้าหมายที่ 14-15 (ทรัพยากรทางทะเลและบนบก) และเป้าหมายที่ 16 (ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน) ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข


04 – บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยในฐานะพื้นที่ปฏิบัติการจริงเพื่อสังคม

ในบริบทของความยั่งยืน มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากการอยู่บนหอคอยวิชาการมาสู่การเป็นกลไกหลัก 3 ด้าน คือ 1) เป็นผู้สร้างทางออกผ่านงานวิจัยที่ใช้ได้จริง 2) เป็นผู้สร้างคนผ่านการผลิตบัณฑิตที่จะออกไปเปลี่ยนแปลงโลก และ 3) เป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม

ในด้านการศึกษา มหาวิทยาัลยจำเป็นต้องก้าวข้ามการเพียงแค่จับคู่วิชาเรียนเข้ากับเป้าหมาย SDGs ไปสู่การจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development: ESD) ที่เน้นสร้างสมรรถนะ (Competency) ให้ผู้เรียนคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) มองเห็นภาพอนาคต (Future Literacy) และมีความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ส่วนในด้านการวิจัย ต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่การวิจัยแบบมุ่งเป้า (Mission-oriented) และการวิจัยข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary Research) ที่ดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมผลิตความรู้ เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของสังคม


05 – นวัตกรรมบนความซับซ้อน คือโจทย์ยากที่ต้องก้าวข้าม

ช่วงท้ายของการปาฐกถา ผศ.ชล ได้ทิ้งโจทย์สำคัญเกี่ยวกับ “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ว่าไม่ใช่เพียงการประดิษฐ์เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือการสร้างกระบวนการหรือเครื่องมือที่สามารถแก้ปัญหาที่มีลักษณะ “ดื้อด้านและซับซ้อน” (Wicked Problems) ได้ โดยปัญหาความยั่งยืนมักมีลักษณะพิเศษ 4 ประการที่นวัตกรต้องคำนึงถึง ได้แก่ 

  1. ปัญหาข้ามพรมแดนและระดับ (Multi-level & Transboundary) เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากหลายพื้นที่และส่งผลกระทบข้ามประเทศ หรือห่วงโซ่อาหารที่ยาวไกลจากชนบทสู่เมือง
  2. ปัญหาที่มีความทับซ้อน (Intersectionality) เช่น ปัญหาแม่วัยใสที่ซ้อนทับด้วยความยากจน หรือกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งต้องการทางแก้ที่ละเอียดอ่อน
  3. ปัญหาที่มีความเชื่อมโยงกัน (Connectedness) การแก้ปัญหาหนึ่งมักกระทบอีกปัญหาหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนไปสู่เกษตรยั่งยืน ต้องคำนึงถึงภาระหนี้สิน ตลาด และความเสี่ยงของเกษตรกรไปพร้อมกัน และ
  4. ปัญหาที่จำเพาะกับบริบท (Context-specific) นวัตกรรมที่เกิดขึ้นต้องเหมาะสมกับพื้นที่และผู้ใช้งานจริง

บทสรุป

บทสรุปของการบรรยายจบลงด้วยการฝากข้อคิดว่า นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จเพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโครงการต้นแบบหรือกรณีศึกษาที่ดีเพียงจุดเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การขยายผลนวัตกรรมเหล่านั้นให้กระจายไปในวงกว้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ของสังคมที่ระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ย้อนกลับมาทำลายโลกและมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไป

รับฟังปาฐกถาฉบับเต็มที่วิดีโอด้านล่าง

เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง

Last Updated on มกราคม 23, 2026

Author

ผู้เขียน

RELATED

ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านสมัครรับจดหมายข่าวจาก SDG Move

ไม่พลาดทุกการอัปเดตข่าวสาร สถานการณ์ปัจจุบัน และเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ SDGs เพียงแค่สมัครจดหมายข่าว ฟรี! โดยคลิกที่ปุ่มด้านล่างนี้

สมัครรับจดห…

SDG Move ร่วมออกบูธในเวที “พลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน” พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขับเคลื่อน SDGs ผ่านระบบเกษตรและอาหาร

21 กรกฎาคม 2568 – ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมแสดงบทบาทสำคัญในการประชุมสัม…

‘หลักนิติธรรมไทย’ รั้งอันดับ 80 ของโลก – กระบวนการยุติธรรมทางอาญาคะแนนถดถอย ‘สังคมสงบสุขและยุติธรรม’ จึงยังเกินเอื้อมถึง? ชวนสำรวจผ่านดัชนี WJP Rule of Law 2022

“หลักนิติธรรม” (rule of law) เป็นหลักการสำคัญสำหรับสร้างสังคมสงบสุขและยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ กฎเกณฑ์ทางสังคม กฎหมายบ้านเมือง และข้อผูกพันความร่วมมือระห…

SDG Move หารือ ม.แม่โจ้ วางกรอบความร่วมมือวิจัยและบริการวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย อ.นันทินี มาลานนท…

ค้นหา