โควิด-19 กับ ‘โรคอ้วนในเด็ก’ ประเด็นเฝ้าระวัง-ป้องกันโรคอันดับต้นในยุโรป นอกเหนือจากการศึกษา

‘โรคอ้วนในเด็ก’ ยังคงเป็นหนึ่งประเด็นข้อห่วงกังวลที่จะต้องเฝ้าระวังของภูมิภาคยุโรป แม้ว่าจะคงที่หรือดีขึ้นจากเดิมในบางประเทศเพราะการใช้ข้อมูลจาก COSI ก่อนหน้าร่วมกับมาตรการด้านภาษีน้ำหวาน ข้อจำกัดการทำการตลาด และสนับสนุนวิชาพละศึกษา ทว่ารายงานล่าสุดของโครงการเฝ้าระวังโรคอ้วนในเด็กของ WHO ประจำยุโรป (WHO European Childhood Obesity Surveillance Initiative: COSI) ได้เผยว่า 1 ใน 3 ของเด็กระดับประถมศึกษาอายุ 6-9 ปี ใน 36 ประเทศในยุโรปยังคงมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน (ไซปรัส กรีซ อิตาลี สเปน) มีอัตราโรคอ้วนในเด็กมากที่สุดที่มากกว่า 40% หรือ 19-24% ในเด็กผู้ชาย และ 14-19% ในเด็กผู้หญิง

ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์-ปิดโรงเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อการเข้าถึงอาหารที่โรงเรียนและการเคลื่อนไหวร่างกายตามประสาวัยเด็ก อาจเป็นส่วนทำให้มีจำนวนโรคอ้วนในเด็กมากขึ้นได้ ซึ่งเกี่ยวพันกับโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ ตามมาด้วย ทั้งที่เด็กเหล่านี้จะเป็นอนาคตของคนรุ่นใหม่ ยุโรปจึงให้ความสำคัญกับ ‘ยุทธศาสตร์ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก’ การสนับสนุนอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ การทานอาหารเช้า ผักและผลไม้ ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่างกาย (physical activity)

ผลจากการใช้ข้อมูลการศึกษาเฝ้าระวังที่มีก่อนหน้าซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลภาวะน้ำหนักเกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย และแบบแผนการทานอาหารที่ครอบคลุมเด็กชายและเด็กหญิง ตลอดจนการนำคำแนะนำของ WHO ในด้านมาตรการทางภาษี ‘น้ำหวาน’ ข้อจำกัดการทำการตลาด และวิชาพละศึกษา ไปประกอบการดำเนินการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ทำให้ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก ‘คงที่’ หรือ ‘ลดลง’ ใน 13 ประเทศ แม้กระทั่งในประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนในเด็กมากที่สุดอย่างกรีซ อิตาลี โปรตุเกส สเปน และสโลวีเนีย

ส่วนรายงานฉบับปัจจุบันซึ่งได้เก็บข้อมูลเด็กชายและเด็กหญิงช่วงเปิดเทอมปี 2558-2559 และ 2559-2560 พบว่า ในภาพรวมมีภาวะน้ำหนักเกินรวมถึงโรคอ้วน 29% ในเด็กผู้ชาย และ 27% ในเด็กผู้หญิง และเฉพาะโรคอ้วนในเด็กเองมี 13% ในเด็กผู้ชาย และ 9% ในเด็กผู้หญิง อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขณะที่ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีอัตราโรคอ้วนในเด็กมากที่สุด อัตราโรคอ้วนในเด็กที่น้อยที่สุดอยู่ที่ประเทศแถบเอเชียกลาง (ซึ่งการสำรวจครอบคลุมภูมิภาคนี้เช่นกัน) อาทิ คีร์กีซสถาน ทาจิกีสถาน และเติร์กเมนิสถาน ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 5-12% และโรคอ้วนน้อยกว่า 5%

โดยมีรายละเอียดพฤติกรรมการทานอาหารและการเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนี้

  • พฤติกรรมการทานอาหารของเด็ก – โดยเฉลี่ย มีเด็กเกือบ 80% ที่ได้ทานอาหารเช้าทุกวัน ประมาณ 45% ทานผลไม้ทุกวัน และประมาณ 25% ทานผักทุกวัน แต่ในระดับประเทศก็ยังแตกต่างกันอยู่มาก กล่าวคือ การได้ทานอาหารเช้าทุกวันอยู่ในช่วง 49-96%, การทานผลไม้ในทุกวันอยู่ในช่วง 18-81% และการทานผักในทุกวันอยู่ในช่วง 9-74% อย่างไรก็ดี หากมาดูพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์อย่างขนมหวานและของขบเคี้ยว จะพบว่า 27% ของเด็กทั้งหมดทานขนมหวานเป็นประจำ มากกว่าการทานของขบเคี้ยว (14%) เมื่อเทียบความถี่ของการทานขนมเหล่านี้มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์จะพบว่ามีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศด้วย กล่าวคือ อยู่ในช่วง 5-62% ที่ทานขนมหวานเป็นประจำมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และน้อยกว่า 1 ถึง 35% ที่ทานขนมขบเคี้ยวเป็นประจำมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์
  • เด็ก ๆ เคลื่อนไหวร่างกายกันมากน้อยขนาดไหน? – โดยเฉลี่ยเด็ก 1 ใน 2 ของทั้งหมด ‘เดิน’ หรือ ‘ปั่นจักรยาน’ ไป-กลับบ้านและโรงเรียน ในทุกประเทศ เด็กส่วนมาก (ช่วง 62-98%) ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงไปกับการเล่นข้างนอก ทั้งนี้ ยังมีข้อค้นพบเรื่องความต่างของ ‘ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง’ ในประเทศต่าง ๆ ที่มีผลต่อการส่งเสริมกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กด้วย เช่นว่าในประเทศส่วนใหญ่ เด็กที่ผู้ปกครองมีการศึกษาสูงกว่า มักจะได้เล่นกีฬาหรือเต้น ขณะที่เด็กที่ผู้ปกครองมีการศึกษาน้อยกว่า จะได้เดินหรือปั่นจักรยานไป-กลับบ้านและโรงเรียน

ทั้งนี้ WHO แนะนำให้ใช้ข้อมูล COSI พร้อมกับข้อมูลผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2564 ที่มีต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก (ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล) เพื่อประกอบยุทธศาสตร์และการดำเนินการป้องกันโรคอ้วนในเด็กต่อไป

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG2 ในประเด็นการยกระดับโภชนาการ
#SDG3 สุขภาพและสุขภาวะที่ดี
– (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลง 1 ใน 3 ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิต และความเป็นอยู่ที่ดีภายในปี 2573
– (3.d) ส่งเสริมขีดความสามารถสำหรับทุกประเทศ ในเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก

แหล่งที่มา:
https://www.euro.who.int/en/media-centre/sections/press-releases/2021/high-rates-of-childhood-obesity-alarming-given-anticipated-impact-of-covid-19-pandemic

Last Updated on พฤษภาคม 26, 2021

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

นักข่าวทั่วโลก 62 คนถูกฆาตกรรมขณะปฏิบัติงานในปี 2563 และมีอีกจำนวนมากถูกคุกคาม-ข่มขู่ทางโลกออฟไลน์-ออนไลน์

| 2 พฤศจิกายน: วันสากลว่าด้วยการยุติการไม่ต้องรับโทษของอาชญากรรมต่อนักข่าว (International Day to End Impunity for Crimes against Journalists)

ตามข…

ไทยอยู่อันดับ 86 ใน ดัชนีสันติภาพโลก 2025 ท่ามกลางความสงบสุขโลกที่ ‘ถดถอย’ ต่อเนื่อง – เหตุวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อเดือนที่ผ่านมา สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics and Peace – IEP) เผยแพร่รายงาน ดัชนีสันติภาพโลก 2568 (Global Peace Index

กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม เข้าสภาฯ ตั้งเป้าประกาศใช้ตุลาคมปี 2568

วันที่ 22 มกราคม 2568 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติกากอุ…

มาตรฐานใหม่ของภาคการไฟฟ้า ให้ SDG Roadmap for Electric Utilities นำทางสู่อนาคตของพลังงานสมัยใหม่ที่ราคาถูก มีคุณภาพ และยั่งยืน

สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The World Business Council for Sustainable Development: WBCSD) เผยแพร่ Sector Transformation: An SDG Roadmap

ค้นหา