SDG Updates | สรุปการสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “อนาคตของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2030: บทเรียนจากประเด็นท้าทายของไทย”

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2567 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2567 หรือ ‘EconTU Symposium’ ครั้งที่ 45 ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030” โดยมี ผศ.ชล บุนนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนากับ รศ. ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลงานเซนชันที่ 4 หัวข้อ “อนาคตของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2030: บทเรียนจากประเด็นท้าทายของไทย” SDG Updates ฉบับนี้ ชวนผู้อ่านสำรวจประเด็นสำคัญจากวงเสวนาข้างต้น เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสาร และทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อท้าทายและแนวทางดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs ในอนาคต


01 – สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมกับ ‘Summit of the Future’

ผศ.ชล ตั้งต้นการสัมมนาด้วยการชี้ชวนให้เห็นถึงเหตุผลในการเลือกหัวข้อข้างต้นว่าเพราะจะมีการประชุมสำคัญระดับโลกที่เกี่ยวกับ ‘วาระการพัฒนาปี 2030’ ในเดือนกันยายน 2567 นั่นคือการประชุม ‘Summit of the Future’ เพื่อให้มีส่วนร่วมกับการประชุมนี้ ประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศจึงได้จัดให้มีการหารือระดับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ขณะที่แวดวงวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าอยากให้ได้มีส่วนร่วมกับการสนทนา/ประชุมระดับโลกครั้งนี้ด้วย จึงหยิบนำหัวข้อนี้ขึ้นมา

งานนำสเนอในการสัมมนานี้มีคำถามหลักที่อยากค้นตอบ นั่นคือ “ในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนมีโอกาสสูงมากที่จะไม่สำเร็จในปี 2030 เป้าหมายหลังจากนี้ควรจะเป็นอย่างไร เพื่อพาโลกและประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน โดยพิจารณาจากข้อถกเถียงระดับโลก และข้อค้นพบจากประเด็นท้าทายในบริบทไทย” โดยมุ่งดำเนินการ 3 ส่วน ได้แก่ 1) รวบรวมความเห็นระดับสากลว่าวงการวิชาการมีความเห็นอย่างไรบ้าง 2) พิจารณาความท้าทายของประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร สาเหตุคืออะไร โดยยึดข้อมูลจากการประเมินจากแหล่งต่าง ๆ และแผนวิจัยที่ได้ทำ และ 3) สรุปข้อเสนอ SDGs หลังปี 2030 


02 – สถานการณ์บรรลุ SDGs ระดับโลกและภูมิภาค

ก่อนขยับไปทำความเข้าใจวิธีการศึกษาและผลลัพธ์ ผศ.ชล รื้อทวนข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ SDGs ว่า SDGs ตั้งอยู่บนหลักการ 4 ประการ ได้แก่ 1) การพัฒนาต้องสมดุลและยั่งยืนทั้ง 3 เสาหลัก คือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยสมดุลทั้งปัจจุบันและอนาคต 2) ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและมีความเป็นธรรม 3) ตั้งรับปรับตัวได้กับความเปลี่ยนแปลง และ 4) ดำเนินการเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักการสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการให้บรรลุหลักการดังกล่าวนั้นมีความท้าทายอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากหลายประเด็นมีความซับซ้อนและโลกก็เผชิญกับวิกฤติที่หลากหลาย โดยเฉพาะโรคระบาดโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้การประเมินเมื่อปลายปี 2566 ซึ่งเผยแพร่ในงาน ‘SDG Summit 2023’ มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ เช่น จาก 140 เป้าหมายย่อยที่มีข้อมูลประเมินระดับโลกพบว่ามีเพียง 12% เท่านั้นที่มีโอกาสบรรลุในปี 2573 แต่ต้องเร่งรัดอีกคือประมาณ 50% และที่น่าเป็นห่วงคืออีกประมาณ 30% อาจถดถอยหรือเท่าเดิม โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 2 ขจัดความหิวโหย  เป้าหมายที่ 14 ทรัพยากรทางทะเล จะเห็นว่ามีแถบสีแดงค่อนข้างใหญ่มาก

ขณะที่ข้อค้นพบระดับภูมิภาค คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific – ESCAP) พบว่าไม่มีภูมิภาคใดเลยในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีความคืบหน้าตามที่ควรจะเป็นในปี 2567 และยังมีเป้าหมายที่ถดถอย คือเป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราการได้รับผลกระทบของผู้คนจากการสูญเสียทางภัยพิบัติเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 ซึ่งปัจจุบันก็กำลังเผชิญสถานการณ์นี้ในหลายภาคของประเทศไทย นี่จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์แค่ในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น แต่ในอาเซียนก็กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน โดยอาจมีประเด็นที่อาเซียนด้อยกว่า ในประเด็นเรื่องการขจัดความหิวโหย เนื่องจากปัญหาโภชนาการและความมั่นคงทางอาหารยังเป็นประเด็นสำคัญของภูมิภาคนี้ และประเด็นเป้าหมายที่ 14 ที่ข้อมูลยังน้อยมาก เรื่องประเด็นประมงที่ยั่งยืน และมลพิษทางทะเล ในสถานการณ์นี้ มีการพูดถึงอนาคตของเป้าหมาย SDGs หลังปี 2573 ตั้งแต่ปี 2563 แล้ว เมื่อเกิดโควิด-19 หลายเป้าหมายก็ถดถอย ดังนั้นหลายทีมในโลกก็เล็งเห็นว่า 2573 ต้องไปต่อ 

เช่นนั้น ในภาพรวมระดับโลก จึงกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าล่าช้าเกินกว่าที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาในปี 2573 โดยสาเหตุมาจากความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา และความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนยังเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนโลกไปสู่อนาคตด้วย โดยเฉพาะการทำงานข้ามระดับตั้งแต่ระดับโลกไปจนถึงระดับชาติ และกลไกในการระดมทุนเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นประเด็นของคณะเศรษฐศาสตร์ด้วย ดังนั้นทุกคน ทุกบทความที่เข้ามาร่วมในโครงการ ‘EconTU Symposium’ จึงเห็นตรงกันว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาหลังปี 2573 ต้องมีการพลิกโฉมระดับรากฐาน ต้องเปลี่ยนวิธีมอง SDGs และต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อขับเคลื่อน SDGs 


03 – ข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนระดับโลก

เป้าหมายใหม่จะขยับไปได้ไกลแค่ไหน พบว่าหลายบทความทั้งของ Richardson และ Eedelen มองว่าต้องมี
การทบทวนอย่างต่อเนื่อง ทุก 15 ปี หรือมีการทบทวนที่ถี่กว่านั้นเหมือนกับเป้าของ ‘Climate Change’ ขณะที่ทีมของ Fuso Nerini เสนอว่าควรตั้งเป้าที่ปี 2593 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วน Moallemi และคณะ เสนอให้ขยายเป้าเป็นปี 2643 เพราะปัญหาด้านความยั่งยืนมีความซับซ้อนมาก หลายสิ่งที่ทำอาจให้ผลช้า ทำให้ไม่เห็นผล ดังนั้นการตั้งเป้าระยะยาวจะทำให้เราเห็นภาพของแนวโน้มที่ซับซ้อนตามสภาพของปัญหาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ (systematic change)  ซึ่งที่สุดแล้ว ยังไม่มีฉันทามติแน่ชัดว่าจะขยับขยายไปกี่ปีกันแน่

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาขณะปัจจุบันว่าควรจะดำเนินการต่ออย่างไรก่อนนั้น ผศ.ชล ได้ให้ข้อเสนอเชิงประเด็นทั้งสิ้น 4 ประเด็น ดังนี้

  • ไม่ควรมีการคิดเป้าหมายใหม่ขึ้นมาแต่ควรใช้เป้าหมาย SDGs เป็นฐาน
    โดยอาจมีการปรับปรุงจากบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวจากที่ผ่านมา
  • ควรมีการขับเคลื่อนที่พลิกโฉม เป็นระบบ และทะเยอทะยานกว่านี้ เพราะคนรุ่นปัจจุบันอาจจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคต ถ้าเลยรุ่นนี้แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก
  • ควรมีการปรับการวางกรอบ SDGs ให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อเสนอของการมองให้เป็นระบบมีหลายข้อเสนอ โดยข้อเสนอหลักคือการมองแบบ ‘การพลิกโฉม’ (transformation theme) ซึ่งเอกสาร ‘Global Sustainable Development Report ปี 2561 และ 2567’ เสนอไว้ 6 ธีม อีกข้อเสนอคือข้อเสนอของ Jeffrey Sachs และคณะก็มี 6 ธีม โดยประเด็นสำคัญหลักอยู่ที่การพลิกโฉมเศรษฐกิจที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน การพลิกโฉมอาหาร การพลิกโฉมภาคพลังงาน และการพลิกโฉมภาคเมือง เรื่องของความเป็นอยู่ของมนุษย์ และธรรมชาติ แต่การเรียบเรียงของ 2 ผู้เสนอนี้อาจแตกต่างกันบ้าง ของ Sachs นั้นมีประเด็นเรื่องการปฏิรูปทางดิจิทัล (digital revolution) เพิ่มเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นใหม่ที่ไม่เคยมีการกล่าวถึงใน SDGs มาก่อน และยังมีแนวคิดเรื่องสุขภาพหนึ่งเดียว (one health) เข้ามาเสริมด้วย  
  • ใช้เป้าหมาย SDGs ต่อยอดและให้ครอบคลุมประเด็นใหม่ ๆ ควรจะมีการปรับและเพิ่มเป้าหมายย่อย เช่น ควรจะมีการเพิ่มประเด็นเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและธรรมาภิบาล เพื่อกำกับจัดการปัญญาประดิษฐ์และความท้าทายใหม่ ๆ เช่น โรคระบาด ความขัดแย้งในประเทศ การปรับเป้าหมายสิ่งแวดล้อมให้สะท้อนขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (planetary boundaries) ที่ในวงความยั่งยืนจะมีประมาณ 9 ประเด็น ซึ่งน่ากังวลและสำคัญต่อระบบโลก นอกจากนี้ ยังควรมีการปรับเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ตรงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสุทธิ และเพิ่มเติมเป้าหมายย่อยเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน

ข้อเสนอเชิงกลไกขับเคลื่อน ได้แก่

  • เรื่องธรรมาภิบาลระดับโลก มีการเสนอว่าประเทศร่ำรวยควรมีบทบาทมากกว่าประเทศยากจน เพื่อทำให้เป้าหมาย SDGs มีพลวัตมากขึ้น ต้องทบทวนอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความทะเยอทะยานตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเหมือนกับการดำเนินการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอนนี้
  • ทำให้บางประเด็นมีผลทางกฎหมาย ปัจจุบัน SDGs ไม่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ว่ามีข้อเสนอให้บางประเด็นมีผลอะไรบางอย่างเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ มีความกระเตื้องมากขึ้น
  • ทำให้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติและประเทศมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้เกิดระบบอภิบาลที่มีประสิทธิผล โดยมีข้อเสนอให้มีการสร้าง ‘governance space’ เพื่อให้มีพื้นที่ให้ภาคส่วนต่าง ๆ หารือในทุก ๆ ระดับมากยิ่งขึ้น และมีพื้นที่เชิงความรู้ที่ภาควิชาการจะได้ให้ข้อมูลและนโยบายได้ตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น และฝั่งนโยบายได้มีข้อสะท้อนกลับมาให้ภาควิชาการ ได้ทำงานและใช้ความรู้ขับเคลื่อน SDGs 

ข้อเสนอต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ

  • ควรจะมีธรรมาภิบาลโลก (global governance) ที่แข็งแรงมากขึ้น ให้เป็นพื้นที่ในการหารือหาทางออกเรื่องความยั่งยืน
  • ควรมีการตั้ง ‘sustainable development council’ คล้าย ๆ กับ UN council ในด้านอื่น ๆ
  • UN ควรทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งเตือนคือเวลามีเรื่องใดที่เร่งด่วนว่าควรเป็นองค์กรที่ส่งสารว่าควรทำประเด็นนี้ก่อน

ข้อเสนอต่อกลไกการเงิน

  • ประเทศรายได้สูงต้องจริงจังกับการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการพลิกโฉม
  • ต้องมีการออกแบบนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มระดับการลงทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มการลงทุนสาธารณะ ปฏิรูปสถาบันทางการเงินโลก
  • ควรมีมาตรการทางเศรษฐกิจทุกระดับให้สะท้อนผลกระทบทางลบที่มีต่อโลกและต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในระดับโลก ยังมี ‘Pact for the Future’ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่จะออกมาเป็นแนวทางเพิ่มสำหรับขับเคลื่อน SDGs  ซึ่งในภาพรวมครอบคลุมหลายประเด็น เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืนและการเงินเพื่อการพัฒนา สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และความร่วมมือทางดิจิทัล เยาวชนและคนรุ่นอนาคต และการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลระดับโลก ซึ่งในเรื่องของดิจิทัลจะมีการขยายความใน ‘Global Digital Compact’ ที่กล่าวถึงกลไกกำกับที่ทำให้ระบบดิจิทัลสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันก็กำกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากความก้าวหน้าด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ส่วน ‘Declaration of the Future Generations’ เป็นเรื่องที่จะทำยังไงให้ภาครัฐในทุกประเทศมีการดำเนินที่จะทำให้คนในอนาคตมีชีวิตที่ดีได้ ในขณะเดียวกันทำให้การดำเนินงานของภาครัฐมีการวางแผนแบบ ‘future oriented’ มากขึ้น


04 – สถานการณ์การบรรลุ SDGs ของไทย

สำหรับสถานะ SDGs ของประเทศไทย ผศ.ชล ระบุว่าสถานการณ์ SDGs มีความซับซ้อนเพราะมีการประเมินจากหลายแหล่ง แหล่งแรกคือการประเมินอย่างเป็นทางการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ในช่วง 5 ปีแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการประเมินอย่างเป็นทางการแหล่งแรก โดยขณะนี้ประเมินครบทั้ง 169 เป้าหมายย่อยแล้วและนำข้อมูลจากภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประเมินสะท้อนความก้าวหน้าของเป้าหมาย ถ้าต่ำกว่า 50% จะเป็นสีแดง 50 – 75% จะเป็นสีส้ม 75 – 99% จะเป็นสีเหลือง และ 99 – 100% เป็นสีเขียว โดยจากการวิเคราะห์ของสภาพัฒน์ ประเทศไทยมีประเด็นวิกฤต 9 ประเด็น ดังนี้

  • มี 3 ประเด็น เกี่ยวข้องกับ SDG2 ได้แก่ 1) ความหิวโหย 2) ภาวะทุพโภชนาการ และ 3) ระบบเกษตรกรรมที่ไม่ยั่งยืน
  • มี 3 ประเด็น เกี่ยวข้องกับ SDG3 ได้แก่ 1) โรคไม่ติดต่อ 2) อุบัติเหตุทางถนน และ
    3) การเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและมลพิษ
  • มี 1 ประเด็น เกี่ยวข้องกับ SDG10 คือ ลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศเพื่อทำให้แรงงานจากประเทศอื่นสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ดีขึ้น
  • มี 2 ประเด็น เกี่ยวข้องกับ SDG14 ได้แก่ 1) ลดมลพิษทางทะเล และ 2) เพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางทะเล

ผศ.ชล เน้นย้ำให้เห็นว่า 6 จาก 9 ประเด็น นั้นมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นอาหาร เช่น โรค NCD สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาหาร ความป่วยไข้จากมลพิษ PM2.5 หรือมลพิษทางทะเลก็เกี่ยวเนื่องกับอาหารเช่นกัน เพราะฉะนั้นงานศึกษาของสภาพัฒน์จึงสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเร่งด่วนของไทยคือ ‘ประเด็นอาหาร’

แหล่งที่ 2 คือ ‘SDG Index 2024’ เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่เป็นทางการ ใช้ตัวชี้วัด 98 ตัว บวกอีก 27 ตัวจาก OECD และประเมิน 167 ประเทศในปีนี้ โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 45 ของโลก เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ขณะที่ประเด็นท้าทายมีทั้งสิ้น 5 เป้าหมาย ดังนี้

  • SDG2 เรื่องเกษตรกรรมไม่ยั่งยืน
  • SDG3 เรื่องวัณโรคและอุบัติเหตุทางถนน
  • SDG14 เรื่องมลพิษทางทะเลและพื้นที่คุ้มครองทางทะเล
  • SDG15 เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
  • SDG16 เรื่องคอร์รัปชัน

แหล่งสุดท้ายคือ UNESCAP สะท้อนว่าประเทศไทยในปี 2567 มีการพัฒนาถึงสิ่งที่ควรจะเป็นคือ เป้าหมายที่ 1 เรื่องความยากจน แต่ถดถอยใน 2 เป้าหมายหลักคือ เป้าหมายที่  2 เรื่องอาหาร และเป้าหมายที่ 13 เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งสะท้อนภาพของภูมิภาคของเราด้วย 

ผศ.ชล ระบุว่า ได้มีการนำข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่งมาสังเคราะห์เป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศไทยในเรื่องความยั่งยืน ซึ่งได้ข้อค้นพบว่ามีประเด็น ดังนี้ 1) เกษตรและอาหารไม่ยั่งยืน 2) ความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ 3) เศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน ต้องการการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงาน ภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และอีกหลายภาคส่วน เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ลดของเสียอย่างเป็นธรรมกับทุกคน 4) การตั้งรับปรับตัวกับภัยพิบัติ 5) ระบบอภิบาลและกลไกการขับเคลื่อน และ 6) สุขภาวะและการพัฒนาศักยภาพ เช่น คุณภาพการศึกษา โรคติดต่อ/โรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิต อุบัติเหตุทางถนน คือ 6 กลุ่มประเด็นซึ่งเป็นความท้าทายของไทย

นอกจากนี้ ผศ.ชล ยังกล่าวว่าได้ร่วมงานกับ 5 ภาคี และได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการทำโครงการเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาที่ท้าทายและหานโยบายเร่งรัดขับเคลื่อนเป้าหมายย่อยที่มีสถานการณ์วิกฤต โดยได้รับความร่วมมือจากทีมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สวทช. มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทำประเด็นเรื่องของการปรับตัวต่อภัยพิบัติ เกษตรกรรมยั่งยืนเชื่อมโยงกับเรื่องของเสีย มลพิษทางน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การคอร์รัปชัน และการมีส่วนร่วมทางนโยบายของภาคประชาสังคม และประเด็นที่สำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ ทีม SDG Move ได้สังเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุร่วมของประเด็นวิกฤตของไทย และอะไรควรจะเป็นประเด็นที่จะทำให้ประเด็นต่าง ๆ คลี่คลายไปได้บ้าง โดยใช้กรอบที่พัฒนาร่วมกับภาคีวิชาการเรียกว่ากรอบ INSIGHT พิจารณา 7 ปัจจัยซึ่งมีผลต่อการสนับสนุน SDGs ทั้งในเรื่องความสอดคล้องเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ธรรมาภิบาลและความเป็นผู้นำ การเงินเพื่อการพัฒนา ความเป็นหุ้นส่วน ระบบข้อมูล สถิติ ทรัพยากรมนุษย์ และ การเสริมสร้างขีดความสามารถ สิ่งที่พบจากแผนวิจัย ประเด็นร่วม สาเหตุร่วมของประเด็นวิกฤตของ SDGs อาจดูเป็นประเด็นท้าทายมานานแล้ว ได้แก่ 1) คือความไม่สอดคล้องเชิงนโยบายและกฎกติกา 2) การขาดการบูรณาการข้อมูล และ 3) การขาดแคลนทรัพยากรบุคคลและการเสริมสร้างศักยภาพอย่างเป็นระบบ 


05 – ข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนระดับประเทศไทย

ผศ.ชล มีข้อเสนอต่อการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุ SDGs ที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ได้แก่

  • ควรฟื้นฟูหรือปฏิรูปกลไกข้ามกระทรวงเพื่อการขับเคลื่อน SDGs เพราะการบูรณาการยังเป็นปัญหาอยู่มาก รวมถึงควรประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเทคโนโลยีและสถิติอย่างจริงจังเพื่อออกแบบนโยบายภาครัฐที่บูรณาการข้ามประเด็นระหว่างน้ำ พลังงาน การใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้ามีโมเดลที่ทุกหน่วยงานภาครัฐใช้ร่วมกันจะช่วยให้เห็นผลกระทบที่มีต่อกันและกันได้ชัดขึ้น ช่วยให้ออกแบบนโยบายที่มีดุลยภาพมากขึ้น และปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ให้มีความสอดคล้องกันและเอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการขาดการบูรณาการข้อมูล เสนอให้มีการฟื้นฟูคณะอนุกรรมการด้านข้อมูลและการติดตามประเมินผล พัฒนาแพลตฟอร์มการรายงานข้อมูลจากท้องถิ่นไปยังหน่วยงานหลัก และระดับโลก ซึ่งปัจจุบันน่าจะมีการดำเนินการอยู่ สุดท้ายคือพัฒนาฐานข้อมูลเปิดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ได้จำเป็นแค่กับการขับเคลื่อนเรื่องคอร์รัปชันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย
  • ข้อเสนอเชิงนโยบายของการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลและการเสริมสร้างศักยภาพ เสนอให้มีกลไกการเสริมสร้างขีดความสามารถ และการส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนในการขับเคลื่อนให้ชุมชนจัดการปัญหาของตนเองได้ ผลักดันการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการศึกษาเพื่อการเป็นพลเมืองโลกอย่างจริงจัง 

ในเอกสารนำเสนอมีการพูดถึงประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในแต่ละปัจจัยสนับสนุนด้วย ซึ่งในเชิงประเด็นเสนอว่า 1) ประเทศไทยควรมีจุดโฟกัสมากขึ้นในการขับเคลื่อน SDGs โดยเสนอให้ใช้ประเด็น 6 กลุ่มประเด็นวิกฤติที่ได้สังเคราะห์มาจากหลากหลายแหล่งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อหลายเป้าหมายพร้อมกัน ถ้าสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็น 2) เพิ่มเป้าหมายย่อยที่ครอบคลุมวิกฤตใหม่ ๆ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ การรับมือการอาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือประเด็นระดับภูมิภาค เช่น การจัดการน้ำ การจัดการพื้นที่ทางทะเล ควรถูกผนวกเข้าไปในการพูดคุย 3) สร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตามปฏิญญาเพื่อคนในอนาคต ข้อนี้แทบจะไม่เคยถกสนทนากันในประเทศไทย สิ่งที่ก้าวหน้าคือสภาพัฒน์ มีการตั้งคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับพลังเยาวชนในการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ดี และ 4) กำหนดเป้าหมายให้มีความทะเยอทะยานมากขึ้น ทำให้แน่ใจว่าทุกเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้พิจารณาแค่ความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนเท่านั้น แต่การขับเคลื่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนหรือไม่ หรือบางเป้าหมายอาจทะเยอทะยานน้อยเกินไป

สุดท้าย ผศ.ชล กล่าวถึงข้อเสนอเชิงกลไกขับเคลื่อนมี 6 ประเด็น ได้แก่

  • จากเดิมที่กลไกของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีคณะอนุกรรมการ 4 คณะ และคณะทำงาน 1 คณะ คือ คณะเอกชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเยาวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะที่พูดถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ อยากเสนอให้มีการเพิ่มเติมหรือปรับคณะอนุกรรมการเพิ่มเป็นคณะทำงานตามกลุ่มประเด็นวิกฤตเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกันในประเด็นข้ามกระทรวง ส่วนนี้มีประเด็นหลายอย่างที่มีแล้ว เช่น ประเด็นอาหารมีคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่ง 2 คณะนี้ก็ยังแยกกัน อาจจะทำให้ 2 คณะกรรมการนี้เชื่อมประสานกันมากขึ้น
  • กลไกการเงินเพื่อการพัฒนา อยากเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นใน ‘Thailand’s SDG Roadmap’ และภาคธนาคารทั้งหมดควรจะต้องจริงจังด้านการกู้ยืมสีเขียว (green loan) ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงการเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืน (transition loan) และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน  (sustainable procurement) โดยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะทำให้เกิดปริมาณของสินค้ายั่งยืนจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) และทำให้สินค้าเหล่านี้แข่งขันในตลาดซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
  • พัฒนาพื้นที่อภิบาล โดยเฉพาะในภาคประชาสังคมในระดับนโยบาย
  • พื้นที่เชิงความรู้ อยากให้เกิดเวทีที่ีประชุมอธิการบดีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน SDGs กับสภาพัฒน์และคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้นักวิจัยในแต่ละความเชี่ยวชาญมีโอกาสในการพัฒนาในแต่ละเป้าหมายอย่างจริงจัง
  • ปรับนโยบายและกฎหมายให้สอดคล้อง จะขับเคลื่อนแต่นโยบายสิ่งแวดล้อม แต่ไม่สนใจความมั่นคง
    หรือสิทธิมนุษยชนไม่ได้ ซึ่งต้องสนใจหลักการทางด้านความยั่งยืนทั้งหมด เศรษฐกิจก็ต้องอยู่บนฐานของความยั่งยืน ไม่ใช่เลือกทำเฉพาะที่สบายใจ
  • กลไกเพิ่มศักยภาพและการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำคัญมากในการขับเคลื่อนเรื่อง SDGs ถ้าเราปรับ 6 ประเด็นนี้ได้คิดว่าจะเกิดการขับเคลื่อนที่ก้าวหน้าในอนาคตได้

06 – ถกถามแลกเปลี่ยนความเห็น

รศ. ดร. ณัฐวุฒิ พิมพา ให้ข้อเสนอแนะต่องานศึกษาและนำเสนอของ ผศ.ชล ว่าจุดแข็งพบได้ตั้งแต่คำถามหลักที่ว่า “เราจะขับเคลื่อนอย่างไรหรือจะเกิดอะไรขึ้นหากการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่เกิดขึ้นตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ มีแผนในการรับมือหรือเปล่า” และยังมีความเข้มแข็งมากในแง่ของความกล้าและการนำเสนอความจริง งานส่วนใหญ่จะพูดว่าความเข้มแข็งเกิดจากอะไร แต่ความกล้าหาญของงานนำเสนอนี้มองว่าพูดถึงสิ่งที่เราพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง เช่น ประเด็นที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ ผศ.ชล ได้เปิดประเด็นด้วยวาระด้านความยั่งยืนที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งสามารถทิ้งประเด็นให้คิดได้ว่าจะเป็นอะไรต่อไป โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องมีใครสักคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่เป็นปัญหาหลัก และเราก็พบว่ามีวิกฤตที่แต่ละประเทศมีพัฒนาการที่ไม่เท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนมาถึง SDGs 17 เป้าหมาย ที่ ผศ.ชล บอกว่าเป็นเรื่องที่มากกว่าเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อหลายองค์กรพูดถึง SDGs คนก็มักนึกว่าจะต้องทำตารางที่บอกว่าปีนี้มีรายงานมาอย่างไรบ้าง มีการลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก มีกรอบในการดำเนินงานแบบไหนบ้าง แต่ความเป็นจริงอันนี้คือปลายเหตุมาก ๆ ขณะที่สิ่งที่ ผศ.ชล พยายามนำเสนอคือ “อะไรคือผลกระทบและจะเกิดขึ้นกับใคร” เช่น เมื่อกล่าวถึงประเด็นที่เราอ่อนด้อยคือประเด็นด้านสุขภาพและความหิวโหย อย่างสุขภาพหลายคนไม่แน่ใจว่าทำไมประเทศไทยที่มีระบบสาธารณสุขค่อนข้างดี ทำไมจึงมีปัญหา โดยที่ลืมคิดไปว่าดัชนีตัวหนึ่งคือเรื่องของการเสียชีวิตบนท้องถนน อุบัติเหตุ ซึ่งสูงจนน่าตกใจ ไม่มีใครนำภาพนี้มาคลี่ให้เห็นและบอกว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แต่ ผศ.ชล ใช้คำว่า “intersectional” ที่เกิดจากโครงสร้าง ตั้งแต่กฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย ดังนั้นประเด็นที่บอกว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก 

ประเด็นต่อมา พบว่า ผศ.ชล พูดถึงความชัดเจนหลักการของทั้ง 17 เป้าหมาย ตอนแรกที่มีแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในโลก หลายที่จะมีคนพูดถึงว่า 17 เป้าหมายนี้ดี และพบว่าจริง ๆ ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีวิวัฒนาการ ตั้งแต่เรื่องของชีวิต เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งบ่งบอกว่าโลกของเรามีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป ดังนั้นประเด็นใหม่ ๆ ที่พยายามนำเสนอก็คือความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น เราไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะไม่เกิด เช่น
โควิด-19 หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ ซึ่งสามารถนำเสนอได้ดีมากในแง่ของความชัดเจนใน 17 เป้าหมาย

จุดแข็งอีกจุดคือการใช้วิธีคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะหลาย ๆ คนที่ทำงานด้านความยั่งยืนจะพูดว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนและจะมีสาขาไหนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์มักพูดถึงการ ‘trade off’ เรื่องของการที่เราจะเอาทรัพยากรที่มีไปสร้างมูลค่า ซึ่งคือหัวใจที่หลาย ๆ คนพูดถึง SDGs ว่าพยายามจะแก้ปัญหาแต่เมื่อปัญหาหนึ่งหายไป อีกปัญหาก็จะโผล่ขึ้นมา ทำอย่างไรที่จะชั่งน้ำหนักของปัญหาเหล่านั้น สิ่งนี้คือสิ่งที่ ผศ.ชล พยายามบอกเราตั้งแต่แรก

ต่อมามุมมองในฐานะคนอ่านและคนทำงานด้านความยั่งยืน รศ. ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่าประเด็นแรกกลับไปที่หลักการของเราที่บอกว่าโลกเราพยายามที่จะทำให้ 17 เป้าหมายไปต่อได้แต่ติด ๆ ขัด ๆ และยังมีความล่าช้า ลองพิจารณาจากโควิด-19 การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังคือคำพูดที่สวยหรูแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะมีความท้าทายหลักว่าสุดท้ายทุกคนต้องเอาตัวรอด เพราะเป็นเรื่องของการอยู่รอดของแต่ละประเทศ ถ้าหากอยากจะให้ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายกลายเป็นพลวัต (dynamic) ของโลก เราต้องใช้ความพยายามในการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลาย (multi-stakeholder partnerships) ซึ่งมากกว่าภาครัฐ ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น ภาคประชาสังคม และประชาชนฐานรากไม่ค่อยมีส่วนร่วมมากนักในประเด็นนี้ นอกจากนี้ระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศไม่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ทำให้ยังก้าวหน้าไปไม่ถึงไหน

ข้อน่าสนใจอีกประการ ผศ.ชล ได้แสดงสถิติซึ่งหมายความว่าเรามีตัวเลขชุดมาตรฐานของโลก ซึ่งดัชนีเหล่านี้ไม่เท่ากัน จึงมีประเด็นว่าถ้าเกิดมีค่ากลางอย่างนี้ เราควรจะมีประเด็นการดำเนินการเชิงพื้นที่ (localization) ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกประเด็น เช่น โควิด-19 ที่เป็นประเด็นระดับโลก ต่อมาชื่นชอบประเด็นที่พยายามเปรียบเทียบในระดับโลกและประเทศไทย สำหรับประเทศไทยสิ่งที่น่าสนใจและเป็นจุดแข็งคือ ประเด็นที่บอกว่าเราอ่อนด้อยเพราะคือเป้าหมายร่วมที่คนทั้งประเทศจะสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความหิวโหย ความเท่าเทียมทางเพศ ประเด็นทั้งหมดนั้นเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายและปัญหา ซึ่งเป็นประเด็นที่ดีมาก เนื่องจากนโยบายที่มาจากภาครัฐและปัญหาซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกที่ ทำยังไงให้ 2 อย่างนี้มาพบกันได้และทำอะไรร่วมกัน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาใหญ่ในประเทศไทย ขณะที่เรื่องโครงสร้างเชิงระบบทำให้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปได้ไม่ไกลมากนักแม้จะเป็นอันดับ 1
ในอาเซียนก็ตาม ซึ่งก็สงสัยว่าที่ 1 แปลว่าอะไร ชีวิตเราดีขึ้นหรือเปล่า 

สุดท้ายแนะนำว่าเนื่องจากแนวคิดของ ผศ.ชล ดีมากโดยเฉพาะการมองอย่างเป็นระบบ แต่ในเชิงวิชาการถ้าลองนำเสนอหรือมองประเด็นหลักในกระแส เช่น ‘system theory’ หรือ ‘institutional theory’ ที่บอกว่าความสัมพันธ์ของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เรามักจะบอกว่าไปด้วยกัน แต่ระดับของสิ่งที่เราจะแบ่งปันนั้นไม่เท่ากัน ประชากรของประเทศไทยและประชากรของอินโดนีเซียมีความพอดีหรือเห็นพ้องต้องกัน (common ground) ร่วมกันแบบไหน หรือมีอะไรที่ต่างกัน คิดว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะตอบได้ว่าหลังจากปี 2030 จะทำยังไงกันต่อดี แม้จะมีข้อเสนอแนะมาแล้วก็ตาม แต่คนที่จะตอบได้ดีก็คือประชากรของโลกว่าเราอยากเป็นแบบไหน เรามีบทเรียนจาก ‘Millennium Development Goals’ ว่าพอหมดเวลา เกมก็เปลี่ยน ในโลกของเราถ้า SDGs หมดเวลา เกมจะเปลี่ยนอีกหรือเปล่า ใครจะเป็นคนคุมเกม และเสียงจากประชากรในแต่ละประเทศจะดังมากน้อยแค่ไหน


07 – บทสรุป

ผศ.ชล กล่าวสรุปว่าการนำเสนอในหัวข้อนี้อาจสรุปเป็น ‘key takeaways’ ได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่บรรลุใน 2573 แต่แน่นอนว่า SDGs จะเป็นฐานในการพัฒนาหลังปี 2573 และจะมีความทะเยอทะยานมากกว่านี้ 2) กลไกการขับเคลื่อนนำไปสู่การพลิกโฉมระดับฐานราก โดยเฉพาะเรื่องของกลไกการเงินและการพัฒนา 3) กลุ่มประเด็นวิกฤต 6 ประเด็นของไทย เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน SDGs  และ 4) ให้ความสำคัญในเชิงกลไกการขับเคลื่อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนเชิงประเด็นเพื่อการพัฒนาระบบอภิบาล เช่น การเปิด ‘governance space’ และกลไกการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เราอาจจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง

อติรุจ ดือเระ  – ผู้เรียบเรียง
แพรวพรรณ ศิริเลิศ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


รับชมวิดีโอบันทึกย้อนหลัง : ที่นี่
ติดตามสรุปสาระสำคัญทั้งหมด : ที่นี่

SDG Updates ฉบับนี้เป็นบทความในชุดข้อมูลภายใต้งานสัมมนาวิชาการประจำปี 2567 หรือ ‘EconTU Symposium’ ครั้งที่ 45 สนับสนุนโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีการเผยแพร่ทาง SDG Move อย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายน 2567

Last Updated on กันยายน 29, 2024

Author

ผู้เขียน

RELATED

Brain Bank Center ปทุมฯ สุมหัว

เช้าแรกที่สดใสในวันเปิดเทอม ฉันสวมใส่ชุดนักศึกษาเสื้อสีขาวสะอาดตา กระโปรงสีดำคลุมเข่า สองเท้าที่ก้าวเดินไปยังตึกคณะ เกือบสองปีแล้วที่ฉันเรียนออนไลน์อ…

SDG Updates | เตรียมตัวสำหรับ HLPF 2023 ในปีครึ่งทางของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030

การประชุมเวทีหารือระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (High-Level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) ประจำปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. …

SDG Updates |  ชีวิตแรงงานไทยในตะวันออกกลาง – ทางสองแพร่งของความมั่งคั่งที่(อาจ)ไม่มั่นคง

อติรุจ ดือเระ

สถานการณ์ที่แรงงานไทยเสียชีวิตและถูกจับเป็นตัวประกันจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาสครั้งล่าสุด กระตุ้นความสนใจใคร่รู้แก่สั…

SDG Updates | ถอดประเด็นน่าสนใจจากสัมมนา “นโยบายการต่างประเทศของไทยในทศวรรษ 2020” | เชื่อมโยงประเด็น SDGs กับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้าและบริบทโลก

สรวิศ มาอิทธิพร ทีปะลา(นักศึกษาฝึงาน SDG Move)

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center)

ค้นหา