ถอดบทเรียน “ธรรมศาสตร์แฟร์ 2569” ความท้าทายของการจัดการขยะในงานเทศกาลขนาดใหญ่ สู่ความยั่งยืนเชิงพฤติกรรม

ปานไพลิน เเก้วโวหาร
SDGMoveIntern2026

01 – บทนำ :  Thammasat Zero Waste สู่บททดสอบในงานธรรมศาสตร์แฟร์

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นโยบาย Thammasat Zero Waste ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย “Zero Waste to Landfill” โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะฝังกลบให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณขยะทั้งหมด (สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬาธรรมศาสตร์, 2567) ความมุ่งมั่นเชิงนโยบายดังกล่าวส่งผลให้เกิดดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา โดยเฉพาะจากข้อมูลสถิติการจัดการขยะรีไซเคิลของมหาวิทยาลัยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคัดแยกวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่วางไว้ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, 2568)

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการขยะภายในสภาวะโครงสร้างพื้นฐานปกติย่อมมีความแตกต่างจากสภาวะวิกฤตที่มีความหนาแน่นสูง ด้วยเหตุนี้ สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬาจึงได้เลือกใช้กิจกรรม “ธรรมศาสตร์แฟร์ 2569” (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2569  ณ ศูนย์รังสิต) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการยกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติเชิงรุก เนื่องจากงานธรรมศาสตร์แฟร์ที่มีผู้เข้าร่วมงานมหาศาลต่อวัน ย่อมนำมาซึ่งปริมาณวัสดุเหลือทิ้งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน (Short-term waste surge) อีกทั้งยังมีความซับซ้อนของประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ยากต่อการจัดการ เป้าหมายสูงสุดของงานนี้ก้าวข้ามขอบเขตของการจัดการขยะทั่วไป สู่การสร้างโมเดลความร่วมมือที่ยั่งยืน ดังที่คุณพรพิมล แป้งหอม ตัวแทนฝ่ายบริหารพื้นที่ธุรกิจ จากสำนักทรัพย์สินและกีฬาธรรมศาสตร์ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังการทำงานครั้งนี้ว่า 

    “ธรรมศาสตร์แฟร์ เริ่มต้นมาจากงานเชียงรากแฟร์ที่เราจัดมาก่อนหน้า… เราเห็นศักยภาพว่าสามารถรันเป็น Festival แบบนี้ได้ เพราะเราอยากให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งร้านค้านักศึกษา และชุมชน”

สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการพิสูจน์ว่าการจัดการขยะที่ออกแบบมาภายในงานสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เร่งรีบได้จริงหรือไม่ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ก็จะถือเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 12 : การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม บทความฉบับนี้จึงมุ่งถอดบทเรียนจากการดำเนินงานจริง เพื่อวิเคราะห์ถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและกลไกการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทิ้งขยะหน้างานที่มีความท้าทายสูง


02 – การคัดแยกขยะ 7 ประเภท : การประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

การดำเนินงานเชิงปฏิบัติภายในงานธรรมศาสตร์แฟร์ ได้ยึดหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการรักษาคุณค่าของวัสดุและทรัพยากรให้หมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด เพื่อทดแทนระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่มีลักษณะ “นำมาผลิต-ใช้-แล้วทิ้ง” (Take-Make-Dispose) ซึ่งมักจบลงด้วยการสร้างขยะฝังกลบมหาศาลและสูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์และสร้างความเสียหายให้กับพื้นดิน

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือแนวคิด  “การออกแบบเพื่อการคัดแยก” เพื่อรักษาความสะอาดของวัสดุตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งทางสำนักงานทรัพย์สินและกีฬาได้ยกระดับจากมาตรฐานการจัดการขยะทั่วไปที่มักคัดแยกเพียง 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ขยะทั่วไป, ขยะรีไซเคิล, ขยะอินทรีย์ และขยะอันตราย โดยได้มีการออกแบบถังขยะที่มีความละเอียดสูงถึง 7 หมวดหมู่หลักและกระจายจุดตั้งถังขยะไว้ภายในงานธรรมศาสตร์แฟร์พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำ 1 คนในแต่ละจุด โดยรายละเอียดประเภทถังขยะ ประกอบด้วย

1. ขวดพลาสติก PET – เพื่อรักษาคุณภาพพลาสติกใสให้พร้อมต่อการเข้าสู่กระบวนการ Recycle/Upcycle
2. ฝาขวด – ซึ่งเป็นพลาสติกประเภท HDPE/PP ที่มีมูลค่าแยกจากตัวขวด
3. หลอดพลาสติก – ซึ่งวัสดุขนาดเล็กที่มักหลุดรอดและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง
4. ถุงพลาสติก – เพื่อแยกพลาสติกประเภทยืดออกจากวัสดุอื่น
5. ไม้เสียบลูกชิ้น วัสดุประเภทไม้ที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้
6. น้ำแข็ง การแยกน้ำแข็งช่วยลดความชื้น ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของการคัดแยกขยะรีไซเคิล
7. เศษอาหาร – เพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์และลดกลิ่นรบกวนในถังขยะประเภทอื่น

การจำแนกวัสดุโดยละเอียดเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดปัญหาคอขวด ในขั้นตอนการคัดแยกซ้ำ (Post-sorting) ที่มักเผชิญกับปัญหาขยะปนเปื้อน จนวัสดุสูญเสียมูลค่า ด้วยแนวคิดที่ว่าหากวัสดุถูกคัดแยกอย่างละเอียดตั้งแต่วินาทีที่ทิ้ง ทรัพยากรเหล่านี้จะมีความพร้อมในการกลับเข้าสู่โครงข่ายการผลิตใหม่ได้ทันที สะท้อนถึงนัยสำคัญของการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายความยั่งยืน 


03 – ปรากฏการณ์คอขวด และการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

แม้กระบวนการคัดแยกขยะ 7 ประเภทจะถูกออกแบบไว้อย่างละเอียดตามที่กล่าวไป ทว่าในภาคปฏิบัติภายใต้บริบทงานของธรรมศาสตร์แฟร์ ความท้าทายที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความหนาแน่นของผู้เข้าร่วมงานสูงสุด (Peak Hour) ซึ่งเป็นจุดที่พฤติกรรมมนุษย์เข้าสู่โหมดการตัดสินใจที่เน้นความรวดเร็วและความสะดวกเป็นหลัก จนนำมาสู่ปรากฏการณ์คอขวด ที่กระทบต่อประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นัยสำคัญประการหนึ่งที่พบจากการดำเนินงานคือ ปริมาณวัสดุเหลือทิ้งที่ไหลเข้าสู่สถานีคัดแยกมีอัตราความเร็วสูงกว่าความสามารถในการจัดการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่หน้างาน คุณวัชราภรณ์ ถาวรพันธ์ จากสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ได้สะท้อนข้อเท็จจริงหน้างานที่สำคัญว่า ในช่วงเวลาที่ผู้คนหนาแน่นที่สุด ลำพังกำลังเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวไม่สามารถรองรับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันได้ ปัจจัยด้านความเร็วและหนาแน่นของผู้คนในงานจึงกลายเป็นเงื่อนไขเชิงพฤติกรรมที่บีบให้ผู้บริโภคเลือกวิธีการทิ้งรวมในถังเดียวเพื่อให้กระบวนการสิ้นสุดโดยเร็วที่สุด

ภาพจาก Facebook : ตลาดนัดธรรมศาสตร์

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ ฝ่ายรักษความสะอาดมิได้นิยามสภาวะคอขวดนี้ว่าเป็นความล้มเหลวเชิงระบบ แต่กลับมองว่าเป็น “ข้อมูลเชิงลึกและโอกาสในการเรียนรู้” เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่ในอนาคต โดยคุณวัชราภรณ์ ได้ให้ทัศนคติที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นการพัฒนาเชิงระบบไว้ว่า

“เราไม่ได้มองว่าเรื่องขยะเป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างเดียว แต่มันคือโอกาสที่จะพัฒนาระบบการจัดการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่เราพบเห็นในหน้างานจริงจึงเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการการเรียนรู้ ที่หาไม่ได้จากตำราฉบับไหน” ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความพร้อมที่จะพัฒนาปรับปรุงแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาป้ายสัญลักษณ์และตำแหน่งการวางถังขยะใหม่ในงานครั้งถัดไป ให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นในระดับสายตาและเข้าใจได้เร็ว แม้ในสภาวะที่ผู้คนเร่งรีบที่สุด


04 – กลไก Speaking Bin พลังของเสียงสะกิด (Audio Nudge) และบทบาทของบุคลากรหน้างาน

เพื่อแก้ปัญหาความสับสนและความเร่งรีบในการคัดแยกขยะ ณ จุดทิ้ง สำนักงานบริหารทรัพย์สินฯ จึงได้ประยุกต์ใช้แนวคิด “เสียงสะกิด (Audio Nudge)” โดยการใช้ทักษะการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ประจำจุดทิ้งขยะเพื่อกำกับการทิ้งขยะและให้คำแนะนำในการคัดแยกขยะของผู้คนภายในงานให้ถูกต้อง

กลไกการทำงานของ Speaking Bin ในงานธรรมศาสตร์แฟร์ 2569 มีองค์ประกอบเชิงวิเคราะห์ที่น่าสนใจ ดังนี้

           1. การสื่อสารของเจ้าหน้าที่ประจำจุดทิ้งขยะ : ในสภาวะที่ผู้ร่วมงานเร่งรีบ ป้ายสัญลักษณ์อาจถูกมองข้ามหรือมีผิดพลาด แต่เสียงจากเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำอยู่จุดทิ้งขยะ ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ทิ้งในเสี้ยววินาที ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าการสื่อสารทางสายตาเพียงอย่างเดียว

            2. การคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น : เจ้าหน้าที่ประจำจุดไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่รอเก็บกวาดขยะที่ล้นถัง แต่ได้รับการยกระดับบทบาทให้เป็นผู้ควบคุมคุณภาพวัสดุรีไซเคิลที่ต้นทาง การใช้เสียงคอยบอกและตรวจสอบก่อนวัสดุจะตกลงสู่ถัง ช่วยลดอัตราการปนเปื้อนของเศษอาหารและน้ำแข็งในถังรีไซเคิลได้อย่างมหาศาล 

           3. จิตวิทยาการปฏิสัมพันธ์ (Human Interaction) : งานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ระบุว่ามนุษย์มีแนวโน้มจะให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้ดีขึ้นเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล (Human-to-Human) มากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุหรือการทิ้งขยะเพียงลำพัง เสียงของพนักงานจึงเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคมในทันที

การใช้ Audio Nudge ผ่านบุคลากรหน้างานในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้หน้าถังขยะ ที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ร่วมงานให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม การมี Speaking Bin เป็นข้อพิสูจน์ว่า ระบบการคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพต้องมีการผสมผสานระหว่างระบบการจัดวางที่เข้าใจง่ายและการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงตัวบุคคล

เพื่อรับมือกับคอขวดของการทำงานและความท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลที่ต้องประจำจุดตั้งขยะ จากข้อมูลล่าสุด ทีมงานของคุณวัชราภรณ์ได้ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัครจากรายวิชาศึกษาทั่วไป (TU Course) ต่อยอดนวัตกรรมนี้สู่การผลิต “คลิปเสียง Speaking Bin” รูปแบบใหม่ โดยมีการอัดเสียงใส่ในลำโพงเพื่อทดลองเปิดใช้งานจริงในพื้นที่ตลาดอินเตอร์โซน (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการสูง) ผลจากการทดลองใช้เสียงเป็นตัวกระตุ้น พบว่าสามารถดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความตระหนักในการคัดแยกขยะลงถังให้ถูกต้องได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาการเพื่อความยั่งยืนและเป็นสัญญาณที่ดีในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม


05 – ข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวเลขสะท้อนผลการคัดแยกขยะ

ในเชิงสถิติ ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานคัดแยกขยะในงานธรรมศาสตร์แฟร์ 2569 สะท้อนผ่านตัวเลขที่วัดผลได้จริง โดยสำนักงานบริหารทรัพย์สินฯ สามารถกอบกู้ทรัพยากรที่เกือบจะกลายเป็นขยะฝังกลบกลับคืนสู่ระบบรีไซเคิลและวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนได้รวมทั้งสิ้น 730 กิโลกรัม 

 เมื่อทำการจำแนกสัดส่วนวัสดุตามระบบการคัดแยก 7 ประเภท พบประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกลไกการจัดการ ดังนี้

  • ขวดพลาสติกใส (PET) – สามารถคัดแยกได้จำนวน 234 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อคำนวณตามค่าเฉลี่ยของน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ จะเทียบเท่ากับการยับยั้งขวดพลาสติกจากการหลุดรอดสู่บ่อฝังกลบได้มากกว่า 11,700 ขวด สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบ Speaking Bin ที่เน้นย้ำการแยกขวดพลาสติกเป็นลำดับแรก
  • บรรจุภัณฑ์แก้ว – คัดแยกได้รวม 186 กิโลกรัม การคัดแยกวัสดุประเภทแก้วออกจากขยะทั่วไปไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักรวมในการขนย้าย แต่ยังลดความเสี่ยงเชิงอาชีวอนามัย ต่อเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการจัดเก็บและการขนถ่าย
  • วัสดุแยกย่อยตามระบบคัดแยกเชิงลึก – ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 310 กิโลกรัม ประกอบด้วยวัสดุที่มีขนาดเล็กและจัดการยาก อาทิ หลอดพลาสติก, ฝาขวด, ไม้เสียบลูกชิ้น และถุงพลาสติกยืด ซึ่งวัสดุเหล่านี้หากไม่ถูกแยกออกมาตั้งแต่ต้นทางตามระบบ 7 ประเภท จะกลายเป็นขยะปนเปื้อนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก

นอกจากจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการคัดแยกขยะของงานในครั้งนี้แล้ว ตัวเลขสถิติรวม 730 กิโลกรัมนี้ จะถูกกำหนดให้เป็น “ค่าฐาน (Baseline)”เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพการคัดแยกขึ้นอีกครั้งละร้อยละ 10 ในกิจกรรมเทศกาลครั้งถัดไป การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญของการทำการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล เพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนอย่างแท้จริง 


06 – ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากการจัดการปลายทางสู่มาตรการต้นทาง

แม้ความสำเร็จในการคัดแยกขยะ 730 กิโลกรัมจะเป็นดัชนีชี้วัดเชิงบวกถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการปลายทาง (Downstream Management) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผ่านกรอบคู่มือการจัดการขยะในงานเทศกาล (Event Waste Guide) ของกรุงเทพมหานคร  ยังคงพบช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเพิ่มมาตรการให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากลได้ใน 2 มิติสำคัญ ดังนี้

       1. การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการควบคุมต้นทาง (Upstream Management) 

บทเรียนสำคัญจากปรากฏการณ์คอขวดชี้ให้เห็นว่าภาระหนักตกอยู่ที่จุดทิ้งขยะและเจ้าหน้าที่ประจำจุดทิ้งขยะ ในอนาคตมหาวิทยาลัยควรขยายขอบเขตการบริหารจัดการไปสู่ “กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า” อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขเชิงนโยบายในสัญญาเช่าพื้นที่ อาทิ

  • การจำกัดหรือยกเลิกบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทคอมโพสิต (Composite Packaging) ที่ยากต่อการคัดแยก
  • การบังคับใช้สัญลักษณ์วิธีทิ้งขยะ (Sorting Label) ที่หน้าร้านค้าให้สอดคล้องกับระบบ 7 ประเภท เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนวัสดุจะถูกส่งต่อมายังสถานีขยะ
  • การส่งเสริมมาตรการ “Bring Your Own” โดยมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานที่นำภาชนะมาเอง เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่จุดกำเนิด (Waste Reduction) 

2. การสื่อสารผลลัพธ์เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norming)

ในมิติของพฤติกรรมศาสตร์ ความร่วมมือที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้มีส่วนร่วมได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการกระทำของตนเอง มหาวิทยาลัยควรมีการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกหลังจบงาน เพื่อสะท้อนข้อมูลสถิติกลับไปยังประชาคมและสังคมวงกว้าง เช่น การเผยแพร่ข้อมูลการนำขวดพลาสติกกว่า 11,700 ขวดออกจากการฝังกลบ หรือการสื่อสารขอบคุณภาคประชาชนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Speaking Bin การสร้างการรับรู้เช่นนี้จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะจากหน้าที่ให้กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ทุกคนภาคภูมิใจ


07 – บทสรุป การเรียนรู้สู่บรรทัดฐานใหม่ของสังคมยั่งยืน

การถอดบทเรียนจากการจัดการขยะในงานธรรมศาสตร์แฟร์ 2569 ถือเป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงการปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในสภาวะวิกฤตที่มีความท้าทายสูง โดยมีสถิติความสำเร็จเชิงปริมาณผ่านตัวเลข 730 กิโลกรัมที่กอบกู้คืนมาจากบ่อฝังกลบเป็นเครื่องยืนยัน นัยสำคัญประการหนึ่งที่ได้รับจากการดำเนินงานครั้งนี้คือเห็นถึงกระบวนการคัดแยกขยะตั้งแต่การออกแบบถังขยะอย่างละเอียด โดยมีกลไก Speaking Bin เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนของถังขยะ 7 ประเภท ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่เข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนทั่วไป 

โดยการก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการบรรลุเป้าหมาย SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนคือการนำช่องว่างและปัญหาข้อท้าทายที่พบจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านข้อจำกัดของบรรจุภัณฑ์จากร้านค้าและพฤติกรรมการทิ้งในช่วงเวลาหนาแน่นมาพัฒนาเป็นมาตรการเชิงรุกที่มุ่งเน้นการจัดการที่ต้นทางอย่างรัดกุมขึ้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งนโยบายที่เด็ดขาดจากส่วนกลาง และกระบวนการสื่อสารผลลัพธ์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประชาคม เพื่อเปลี่ยนความร่วมมือชั่วคราวให้กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ในการจัดการทรัพยากร 

ดังที่คุณวัชราภรณ์ ถาวรพันธ์ จากสำนักทรัพย์สินและกีฬาได้ฝากข้อคิดที่สำคัญทิ้งท้ายไว้เพื่อย้ำเตือนถึงบทบาทของทุกคนในสังคมว่า

 “การแยกขยะที่ง่ายที่สุดไม่ใช่แม่บ้านไปรื้อในถังขยะแต่คือทุกคนรู้ตัวว่าในมือฉันมีขยะอยู่กี่อย่าง แต่ละอย่างต้องทิ้งถังไหนทรัพย์สินต้องวางถังขยะและทุกคนต้องร่วมกันทิ้งให้ถูกถัง”

 ในท้ายที่สุด บทเรียนจากการดำเนินงานจริงในครั้งนี้ได้ให้ทัศนคติสำคัญที่ว่า อุปสรรคและจุดบกพร่องมิใช่เครื่องหมายของความผิดพลาด แต่คือห้องปฏิบัติการการเรียนรู้และโอกาสที่มีค่าที่สุด ข้อมูลและประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบและพัฒนาเพื่อความยั่งยืนซึ่งมุ่งเน้นการสร้างโมเดลต้นแบบที่โลกปัจจุบันกำลังต้องการ นอกเหนือไปจากการรักษาความสะอาดทั่วไปเพื่อส่งต่อสังคมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสมดุลให้แก่คนรุ่นถัดไปอย่างยั่งยืนต่อไป

เนตรธิดาร์ บุนนาค – บรรณาธิการ


● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– EJF ชวนจับตา ‘ข้อตกลงพลาสติกโลก ครั้งที่ 3’ พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่อคณะผู้แทนรัฐบาลไทย เพื่อยุติมลพิษพลาสติกอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม 
– เปิดฉากการเจรจา ‘สนธิสัญญาพลาสติกโลก INC-5.2’ ที่เจนีวา ผู้แทน 3,700 คนร่วมถกหาทางลดมลพิษพลาสติกอย่างยั่งยืน
– ผลกระทบของขยะพลาสติกในมหาสมุทรที่มีต่อสุขภาพของคน: การศึกษาที่อาจยังขาดหายไป
– Policy Brief | การบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงาน โครงการย่อยที่ 2 (เป้าหมายย่อยที่ 12.4)
SDG Insights | ขยะพลาสติกในทะเล: ความพยายามของภูมิภาคอาเซียน
– SDG Insights | ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในยุค ‘ขยะล้นเมือง’ : ทางออกที่ยั่งยืนอยู่ที่พลังการมีส่วนร่วมของประชาชน

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ 
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 2563
– (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ

Last Updated on เมษายน 9, 2026

Author

ผู้เขียน

RELATED

10 ปี SDGs –  ย้อนรอยเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โลกและไทยเดินไปด้วยกัน (ค.ศ. 2015-2025)

เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง

จากสัญญาประชาคมโลกในปี 2015 สู่การเป็นผู้นำความยั่งยืนในอาเซียน และการก้าวสู่ 5 ปีสุดท้ายเพื่อเป้าหมายปี 2…

SDG Updates | สรุปประเด็นสำคัญ ‘Asia-Pacific SDG Progress Report 2026’ – ประเทศไทย ‘SDG1’ ก้าวหน้ามากที่สุด ส่วน ‘SDG17’ ถดถอยอย่างน่ากังวล

การประเมินความก้าวหน้าของการขับเคลื่อน SDGs ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (The Economic and Social C…

SDG Updates |  ไทยหลุด Top 50 ของอันดับความสุขโลก เเต่ยังคงรั้งอันดับ 3 ในอาเซียน ด้วยคะเเนนเฉลี่ย 6.3 ตามหลัง ‘สิงคโปร์’ เเละ ‘เวียดนาม’

เนื่องในวันแห่งความสุขสากล (International Day of Happiness) ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable D…

เผยแพร่แล้ว ! ‘SDG Highlights 2025: A Decade of SDGs in Thailand – Progress or Regression’ สำรวจ 6 ประเด็นท้าทายที่ไทยต้องเร่งเครื่องในโค้งสุดท้าย และทบทวน 10 ปีแห่งความมุ่งมั่นขับเคลื่อน SDGs

เดินทางมาฤดูแห่งการรวบรวมและส่งต่อบทสรุปของการขับเคลื่อน SDGs กันอีกครั้ง SDG Highlights ฉบับที่ท่านจะได้อ่านนี้ หรือ ‘SDG Highlights 2025: A Decade …

ค้นหา