Policy Brief | การบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงาน โครงการย่อยที่ 2 (เป้าหมายย่อยที่ 12.4)

​​เป้าหมายย่อยที่ 12.4 บรรลุเรื่องการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ได้รับการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการ “การวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของกลุ่มการจัดการของเสียและมลพิษ” โดยมีที่มาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานะที่มีการพัฒนาอย่างไม่คืบหน้า เพราะหากพิจารณา SDG Index 2023 พบว่า เป้าหมายย่อยที่ 12.4 จากการประเมินตัวชี้วัดที่ใช้สถานะอยู่ในระดับท้าทายหรืออยู่ในสถานะสีส้ม จึงได้มีการดำเนินการวิจัย เพื่อที่จะสืบหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นและเสนอแนะนโยบายซึ่งนำไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุสถานะเป้าหมายนั้น

จากงานวิจัยข้างต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสอบทานกระบวนการเก็บข้อมูลและการรายงานสถานะปัจจุบันของเป้าหมายย่อยที่ 12.4 พร้อมให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและวิเคราะห์ปัจจัยเอื้อที่มีต่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จใน 7 ประเด็นและมองเห็นช่องว่างเชิงนโยบาย ได้แก่ 1) ความสอดคล้องกันของกฎกติกาและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ต้องการศึกษา 2) เครือข่ายและความร่วมมือในการผลักดันประเด็นที่ต้องการศึกษา 3) องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งวิชาการ ประสบการณ์ทำงาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จำเป็น 4) ระบบบริหารจัดการเพื่อการขับเคลื่อนเรื่องที่ต้องการศึกษา และผู้รับผิดชอบ/ผู้นำในการขับเคลื่อน 5) ระบบบริหารจัดการและความเป็นผู้นำในประเด็น ผู้รับผิดชอบและผู้นำในการขับเคลื่อน 6) ทรัพยากรมนุษย์และการเสริมสร้างศักยภาพ และ 7) ทรัพยากรทางการเงินสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนา

งานวิจัยข้างต้นมีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ตัวชี้วัดที่ 12.4.1 จากรายงานการประเมินเป้าหมายย่อย ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (United Nation: UN) จากการคำนวณด้วยคำอธิบายชุดข้อมูล (metadata) โดยภาคีสมาชิกของข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมว่าด้วยของเสียอันตรายและสารเคมีอื่น ๆ ที่บรรลุวัตถุประสงค์ของพันธกรณีและข้อผูกพันในการถ่ายทอดข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในแต่ละข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง จากรายงานการประเมินเป้าหมายย่อยของประเทศไทย พบว่า
    • การประเมินผลร้อยละของคะแนนที่ส่งข้อมูลในส่วนที่หายไป เกิดจากขาดการรายงานการอนุญาตนำเข้าในช่วงระยะเวลารายงาน (ตลอด 5 ปี) หรือ แผนการดำเนินงานระดับชาติ หรือ การทบทวนแผนการดำเนินงานระดับชาติ ดังนั้น หากมีการส่งข้อมูลครบถ้วนคาดว่าระดับคะแนนจะดีขึ้นหรืออาจจะเป็นร้อยละ 100 ได้ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการรายงานผลความก้าวหน้าฯ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ตัวชี้วัดที่ 12.4.2 จากรายงานการประเมินเป้าหมายย่อย ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (UN) จากการคำนวณด้วยคำอธิบายชุดข้อมูล (metadata) ปริมาณการเกิดของเสียอันตราย (รวมทั้งหมด และต่อหัวประชากร) ปริมาณการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (รวมทั้งหมด และต่อหัวประชากร) แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนของเสียอันตรายที่ได้รับการบำบัดจำแนกตามประเภทการบำบัด ได้แก่ การรีไซเคิล/การเผา/การฝังกลบ พบว่า
    • ประเทศไทยไม่มีการรายงานข้อมูลนี้ทั้งในปริมาณและสัดส่วนของของเสียอันตรายที่ได้รับการบำบัด ซึ่งแตกต่างกับการรายงานผลความก้าวหน้าฯ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เนื่องจากมีข้อมูลการรายงานทั้งปริมาณการเกิดของเสียอันตราย และปริมาณการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 
    • แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนของเสียอันตรายที่ได้รับการบำบัดจำแนกตามประเภทการบำบัด ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ. 2559-2564) สามารถทำให้การติดตามสถานะของความยั่งยืนของตัวชี้วัดนี้ได้อย่างต่อเนื่อง
  • การรายงานสถานะเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมีทั้งข้อมูลในระดับหน่วยงาน และข้อมูลเพื่อใช้ในการรายงานสำหรับ SDGs เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับในประเทศ/ระดับสากล ควรเป็นข้อมูลที่ผ่านการสอบทานความถูกต้องและเป็นข้อมูลเดียวกัน เช่น การรายงานข้อมูลของประเทศไทยที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการประเมินระดับวิกฤตของประเทศไทยที่จัดทำโดยเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ (SDSN) หรือ ข้อมูลที่รายงานโดยหน่วยงานสหประชาชาติ (UN) 
  • การทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่ชุมชนเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร โดยใช้นโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐมีอยู่แล้วเพียงแต่ต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยอาจใช้มาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำจัดขยะ
    • เร่งรัดการออกกฎระเบียบ/ข้อบังคับสำหรับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ผลิตในการรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเองควรมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการขยะ และเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักให้เกิดการคัดแยกขยะและเหลือเพียงสิ่งที่จัดการไม่ได้ที่จะเข้าสู่กระบวนการจัดการต่อไป
  • การส่งเสริมให้ขยะมีมูลค่าด้วยการคัดแยกขยะในแต่ละประเภท เช่น ขยะรีไซเคิล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านผู้บริหารขององค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญ และมีส่วนร่วมผลักดันให้การดำเนินงานเกิดกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากสามารถส่งเสริมให้มีการใช้มาตรการต่าง ๆ จะส่งผลให้มีข้อมูลปริมาณการเกิดของเสียอันตราย และปริมาณการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนของเสียอันตรายที่ได้รับการบำบัดจำแนกตามประเภทการบำบัดที่สามารถทำให้ติดตามสถานะของความยั่งยืนของตัวชี้วัดนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยให้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้

1) มาตรการด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ

  • มาตรการการจัดการขยะที่ต้นทาง ควรมีการตรวจสอบ/แก้ไขความสอดคล้องของกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 ของกรมอนามัยที่ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสถานพยาบาลสัตว์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 เกี่ยวกับการให้สถานพยาบาลสัตว์มีการรายงานขยะติดเชื้อที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี 
  • ควรกำหนดให้มีการรวมกลุ่มพื้นที่ในการบริหารจัดการขยะติดเชื้อเช่นเดียวกันกับที่มีการรวมกลุ่มพื้นที่ในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย (clusters) ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย จะส่งผลดีต่อชุมชนชนบทที่มีปริมาณขยะติดเชื้อน้อยสามารถบริหารจัดการได้เอง 
  • ควรมีแนวทางในการส่งเสริม/บังคับใช้ให้เกิดการคัดแยกขยะอย่างจริงจังโดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะอันตรายจากชุมชนและการเกษตรในเขตชุมชนเมือง เนื่องจากมีปริมาณขยะเกิดขึ้นมากแต่มีการคัดแยกขยะน้อย และส่วนใหญ่เน้นการทิ้งแบบเทรวม ทำให้การจัดการขยะปลายทางคือการฝังกลบ 

2) มาตรการด้านเศรษฐศาสตร์และภาษี

  • มาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำจัดขยะ ควรเร่งรัดการออกกฎระเบียบ/ข้อบังคับสำหรับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควรมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการขยะ เพื่อเป็นสร้างความตระหนักในการคัดแยกขยะและเหลือเพียงสิ่งที่จัดการไม่ได้ที่จะเข้าสู่กระบวนการ 
  • มาตรการทางการตลาดส่งเสริมให้ขยะมีมูลค่าด้วยการคัดแยกขยะในแต่ละประเภท เช่น ขยะรีไซเคิล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านผู้บริหารขององค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมผลักดันการดำเนินงานให้เกิดกระบวนการที่ต่อเนื่อง

3) การทำงานข้ามภาคส่วน

  • ควรมีการบูรณาการให้เป้าหมายย่อยยกระดับขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบรายงานข้อมูลทั้งข้อมูลในระดับหน่วยงาน และข้อมูลเพื่อใช้ในการรายงานสำหรับ SDGs เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับในประเทศ/ระดับสากลเป็นข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลเดียวกัน
    • เช่น การรายงานข้อมูลของประเทศไทยที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการประเมินระดับวิกฤตของประเทศไทยแก่ UN-SDSN เนื่องจากจากการสัมภาษณ์หน่วยงานรับผิดชอบพบว่า ข้อมูล C2 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ กรมอนามัย รายงานข้อมูลมายังหน่วยงานประสานงานหลัก C1 (สผ.) ทั้งปริมาณที่เกิดและที่ได้รับกำจัดในแต่ละวิธี แต่ไม่มีการรายงานต่อไปที่ UN 
  • หน่วยงานรับผิดชอบรายงานข้อมูล SDGs ในแต่ละเป้าหมายมีการปรับเปลี่ยนโยกย้าย ส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการรายงานผลการดำเนินงาน และระดับวิกฤตการของแต่ละเป้าหมายย่อย ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้จะสามารถทำให้สถานะในแต่ละระดับมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

กล่าวโดยสรุป การจัดการขยะและของเสียต่าง ๆ ด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยสร้างความตระหนักให้เกิดการบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพในกระบวนการจัดการต่อไป ผ่านการใช้นโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐมีอยู่โดยมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ เน้นย้ำถึงการปรับปรุงและติดตามข้อมูลที่ต่อเนื่องและถูกต้อง ซึ่งมีผลต่อการใช้ในการรายงานสำหรับ SDGs เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับในประเทศ/ระดับสากลเป็นข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องเป็นข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลเดียวกัน 

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – ผู้เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


งานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 2563

Policy Brief ฉบับนี้เป็นบทความในชุดข้อมูลภายใต้โครงการวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Sustainable Development Goals: SDGs) แบบข้ามภาคส่วนเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนวาระการพัฒนา สนับสนุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 1. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 2. เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย (SDSN Thailand) 3. ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) 4. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5. หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง (Urban Futures & Policy)  6. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) 7. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 8. คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และ 9. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUSRI) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ทาง SDG Move อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2567

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Move เชิญเครือข่าย 10 มหาวิทยาลัยประชุมสรุปโครงการ Reinventing University for SDGs ปีที่ 1

31 พฤษภาคม 2566 – ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้รับผิดชอบ “โครงก…

ประมวลภาพถ่าย – เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคส่วนเพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” พ.ศ. 2566  (Thailand Sustainable Development Forum 2023)

ประมวลภาพการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคส่วนเพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” พ.ศ. 2566 (Thailand Sustainable Development Forum (TSDF) 20…

SDG Move ต้อนรับคณะทำงานด้านความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

30 มิถุนายน 2568 – ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้การต้อนรับคณะทำงานด้านความยั่งย…

SDG Move – SDSN Thailand ร่วมประชุมสัมมนาวิชาการเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network – RUN) ครั้งที่ 6

23 มกราคม 67 – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปีเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Re…

ค้นหา