วันที่ 6 ตุลาคม 2569 SDG Move จัดเวทีเสวนา “ทิศทางการกำกับดูแลอุปทานเพื่อเปลี่ยนผ่านไทยสู่สังคมยานยนต์ไร้มลพิษอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ณ ลุมพินีสถาน ในงาน Bangkok Climate Action Week 2026
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนทางเลือกเชิงนโยบาย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มาตรฐานตลาดส่งออก และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมพิจารณามาตรการรองรับแรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย (SMEs) และผู้บริโภค
ตลาดเปลี่ยน กติกาการค้าเข้มขึ้น ไทยต้องเตรียมฐานการผลิต

คุณปพนธนัย นันทชัชวาลย์กุล จากโครงการ IMPROVE ประเทศไทย ชี้ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากกติกาตลาดที่เน้นประสิทธิภาพพลังงานและการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะมาตรฐาน NVES ของออสเตรเลีย ที่เป็นแรงกดดันสำคัญต่อรถกระบะส่งออกจากไทย
โครงการเสนอทางเลือกจากการศึกษา ได้แก่ การส่งเสริมรถกระบะคาร์บอนต่ำ มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ที่เชื่อมกับการทำลายซาก และมาตรฐานประสิทธิภาพเชื้อเพลิงเฉลี่ยระดับบริษัท (CAFE) โดยต้องควบคู่กับระบบจัดการยานยนต์หมดอายุการใช้งาน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการประกาศเงื่อนไขล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนลงทุนได้ ทั้งนี้เป็นเพียงทางเลือกจากการศึกษา ยังไม่ใช่นโยบายที่ประกาศบังคับใช้
เชื่อมนโยบายอุตสาหกรรมกับเป้าหมายภูมิอากาศและความเป็นธรรม

ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการ SDG Move นำเสนอกรอบมาตรการกำกับดูแลด้านอุปทาน (SSRs) ที่กำหนดพันธกรณีทางกฎหมายต่อผู้ผลิตและผู้นำเข้ารถยนต์ทุกราย พร้อมระบบติดตาม บทลงโทษ และกลไกยืดหยุ่น เมื่อทบทวนมาตรการไทยแล้วพบว่าไทยมีเครื่องมือส่งเสริมตลาดและการลงทุนหลายด้าน เช่น EV 3.0–3.5 ภาษีสรรพสามิต และสิทธิประโยชน์ แต่ยังไม่มีมาตรการที่ครบองค์ประกอบ SSR ซึ่งเป็นโอกาสต่อยอดไปสู่ทิศทางระยะยาวที่ผู้ประกอบการคาดการณ์ได้ และเชื่อมกับเป้าหมาย NDC
ทั้งนี้ต้องออกแบบมาตรการรองรับผลกระทบต่อแรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 2–3 ผู้บริโภค และชุมชน โดยพิจารณาความเป็นธรรมห้าด้าน ได้แก่ การกระจายประโยชน์และภาระ การมีส่วนร่วม การยอมรับผู้ได้รับผลกระทบ สิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคทางเพศ
“ความเป็นธรรมคือความทนทานของนโยบาย” — ผศ.ชล บุนนาค
เสียงจากผู้ร่วมเสวนา

- รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล (สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย) เสนอให้รัฐกำหนดแผนที่นำทางและเป้าหมายที่ชัดเจน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในประเทศ พร้อมชี้โอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดมอเตอร์ไซค์และรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า
- คุณมนัส โกศล (สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย) เน้นการดูแลแรงงานให้ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงงานใหม่ การพัฒนาทักษะ และรายได้ระหว่างเปลี่ยนผ่าน พร้อมเสนอกองทุนช่วยเหลือและให้ตัวแทนแรงงานมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย
- คุณจิดาภา จิตสัมพันธเวช (สภาพัฒน์) ย้ำว่าก่อนใช้มาตรการ SSR ต้องประเมินความพร้อมและต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย และมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก
- ผู้เข้าร่วมจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอให้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตยานยนต์ และพิจารณาเทคโนโลยีหลายทางเลือก รวมถึงไฮบริด
ประเด็นที่ต้องหารือต่อ ได้แก่ รูปแบบและขอบเขตของมาตรการ ระยะเวลาปรับตัว การประเมินผลกระทบ เครื่องมือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และหน่วยงานเจ้าภาพ โดยยังไม่ใช่ข้อยุติร่วมเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใด
Last Updated on ตุลาคม 14, 2026



