SDG Insights | งบประมาณที่ไม่รู้จัก: ความยากลำบากของการอ่านเอกสารงบประมาณ และแนวทางการปรับปรุงกระบวนการงบประมาณเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

เดชรัต สุขกำเนิด
Think Forward Center

อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) เขียนถึง (ร่าง) พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำ​ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ “รับหลักการ” เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามหา ‘คำอธิบาย’ หลังได้อ่านเอกสาร “ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2565” ว่าทำไมรัฐบาลจึงตัดสินใจจัดสรรงบประมาณบางหมวดเพิ่มขึ้น แต่บางหมวดกลับถูกปรับลดงบประมาณลงไปมาก และคำถามสำคัญที่ว่า งบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีกำลังนำพาประเทศของเราไปสู่อะไร?

SDG Insights ฉบับนี้ สรุปใจความสำคัญ 4 เหตุผลที่ทำไมเอกสารงบประมาณล่าสุดถึงได้ ‘เข้าใจยากและเข้าถึงยาก’ กลายเป็นเรื่องที่เรา ‘ไม่รู้จัก’ โดยตั้งคำถามการจัดทำงบประมาณของประเทศในเชิงความสอดคล้องกับเป้าหมายแผนชาติระยะยาวของไทย หรือแม้กระทั่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสถานการณ์โควิด-19 การจัดทำงบประมาณที่ผ่านมาจนถึงครั้งนี้ได้สำรวจ ติดตาม ประเมินผล ‘ผลลัพธ์’ ที่ควรจะเป็นหรือไม่ในกระบวนการจัดทำ ตลอดจนว่าบทบาทของประชาชนในฐานะ ‘ผู้เสียภาษี’ และเสียงสะท้อนจากระดับพื้นที่จะอยู่ตรงไหนในสมการกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศ


เพื่อน ๆ หลายคนสงสัยว่า การที่ผมอ่านเอกสารงบประมาณเยอะ ๆ (และเขียนเรื่องงบประมาณมาหลายบทความ) ผมพอจะมองเห็นทิศทางการพัฒนาประเทศ (ผ่านการจัดสรรงบประมาณ) ว่าจะไปในทิศทางใด? หรือหนทางในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่? ผมขอตอบเลยว่า “ไม่” ครับ

การอ่านเอกสารงบประมาณที่มีเอกสาร 38 เล่มเอกสาร รวมกันทั้งหมดมากกว่าหมื่นหน้า ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แน่นอนว่า แม้จะมีบทสรุปในเอกสารงบประมาณเรียกว่า “งบประมาณโดยสังเขป” มาให้ แต่ลำพังเพียงการอ่านบทสรุปก็คงยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ที่จะเข้าใจได้ว่างบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีกำลังนำพาประเทศของเราไปสู่อะไร?

จริง ๆ แล้ว การอ่านเอกสารงบประมาณไม่ควรจะเป็น pain point สำหรับคนไทยขนาดนี้ เพราะเอกสารงบประมาณก็คือ แผนการใช้จ่าย/แผนการลงทุนที่จะนำเงินภาษีที่เก็บมาจากประชาชนไทย มาลงทุนในการพัฒนาประเทศในด้านใดบ้าง ดังนั้น เอกสารงบประมาณที่ดีจึงควรอ่านง่าย อ่านแล้วให้ภาพสำคัญถึงจุดเน้นในการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี และในช่วงระยะเวลาที่ยาวกว่านั้น (อาทิ 5 ปี) เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยและถกเถียงกันอย่างเต็มที่ แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่เฉพาะของผู้แทนราษฎรที่จะ “อภิปรายกันอย่างราชสีห์ และลงมติกันอย่างหนู”

ผมจึงตั้งชื่อบทความนี้ว่า “งบประมาณที่ไม่รู้จัก” เพราะแม้เราจะพยายามแกะรายละเอียดในเอกสารนี้อย่างดีแล้ว ยังเข้าใจได้ยากว่า ทำไมรัฐบาลจึงตัดสินใจจัดสรรงบประมาณบางหมวดเพิ่มขึ้น แต่บางหมวดกลับถูกปรับลดงบประมาณลงไปมาก

ทำไมเอกสารงบประมาณที่มีรายละเอียดมากมาย จึงไม่ได้บอกทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ? นี่คือโจทย์สำคัญของบทความนี้ และผมคิดว่ามีเหตุผลอยู่ 4 ประการด้วยกัน ที่ทำให้การอ่านเอกสารงบประมาณไม่ช่วยให้เราได้คำตอบจากการจัดทำงบประมาณของประเทศนี้

01 – งบประมาณไม่ได้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ประการแรก แม้ว่าในเอกสารงบประมาณจะมีความพยายามกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างการจัดสรรงบประมาณกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอื่น ๆ และมีการระบุตัวชี้วัดเป้าหมายบางตัวเอาไว้ในแต่ละแผนยุทธศาสตร์ แต่การเชื่อมโยงกับแผนระยะยาวดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากการนำเสนอ

  • ตัวเลขเป้าหมายที่ระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว “ทุกตัว”
  • สถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน ในตัวชี้วัดที่มีการระบุ และ
  • เป้าหมายหรือความคาดหวังที่ต้องการบรรลุจากการใช้งบประมาณนั้น ๆ ในแต่ละปี อย่างครบถ้วนในทุกมิติของการพัฒนา (ตามที่ระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว)

แต่ตัวชี้วัดเป้าหมายและสถานการณ์ที่เป็นจริงเหล่านี้จะพบในกรณีที่ตัวชี้วัดดังกล่าวสอดคล้องกับ ‘คำของบประมาณ’ ของแผนยุทธศาสตร์งบประมาณของหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งได้มีการระบุถึงไว้บ้างเท่านั้นเอง

เมื่อเราไม่เห็น (ก) ปลายทางทั้งหมดที่เราต้องการไป (ข) จุด/สถานการณ์ทั้งหมดที่เป็นอยู่ และ (ค) ความคืบหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในปีนั้น “อย่างครบถ้วนรอบด้าน” ตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลกำลังเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็นหรือไม่? มีความสอดคล้องและสมดุลกับการบรรลุเป้าหมายในแต่ละด้านหรือไม่? การพัฒนาในด้านใดได้รับงบประมาณมากเกินไป หรือน้อยเกินไป?

ยิ่งถ้าเป็นการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goal ทั้ง 17 เป้าหมายแล้ว ยิ่งมีการระบุถึงไว้น้อยมาก ๆ ในเอกสารงบประมาณประจำปี

ทั้งนี้ ความชัดเจนในภาพยุทธศาสตร์ทั้งหมดและการจัดสรรงบประมาณที่ปรับเพิ่มขึ้นและลดลงควรปรากฏชัดเจน ตั้งแต่เอกสาร “งบประมาณโดยสังเขป” เพราะจะเป็นเอกสารที่ประชาชนเข้าถึงและสามารถอ่านได้ง่ายที่สุด

02 – งบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ไม่ได้ระบุผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน

ประการที่สอง รูปแบบหลักของระบบการจัดสรรงบประมาณที่เป็นอยู่ของไทย เริ่มต้นมาจากการจัดสรรไปตามกระทรวง/กรม/หน่วยงานต่าง ๆ แม้ว่า ต่อมาได้พยายามจำแนกงบประมาณออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ รวมถึงจำแนกตามงบประมาณกิจกรรมต่าง ๆ แต่ในเอกสารงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ จะไม่มีการกำหนด ‘ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น’ จากการใช้งบประมาณนั้น ๆ ตามแผนยุทธศาสตร์เอาไว้ (แต่มีเขียนไว้ในเอกสารยุทธศาสตร์การจัดสรรทรัพยากร ซึ่งไม่ได้ปรากฏเป็นหนึ่งในเอกสารงบประมาณในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี) แต่ผลลัพธ์ของการใช้งบประมาณส่วนใหญ่จะไปปรากฏอยู่ในเอกสารของหน่วยงาน (ทั้งระดับกระทรวง/กรม/หรือหน่วยงานอื่น ๆ) มากกว่าในระดับของแผนยุทธศาสตร์ในภาพรวม

การระบุงบประมาณในแผนยุทธศาสตร์ภาพรวมจึงมีลักษณะเป็นเพียงการรวมงบประมาณในหมวดเดียวกันไว้ด้วยกัน มากกว่าจะเป็นการระบุเป้าหมายที่จะบรรลุร่วมกันไว้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น มีการรวมค่าใช้จ่ายในรักษาพยาบาลของข้าราชการไว้ในหมวดการสร้างหลักประกันทางสังคมสำหรับประชาชน ส่วนสวัสดิการของประชาชนเองก็กระจายอยู่ในหลายแผนงานยุทธศาสตร์ อาทิ เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการก็ไปอยู่ในหมวดของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แทนที่จะเป็นการสร้างหลักประกันทางสังคม เพียงเพราะรัฐบาลจะใช้เงินดังกล่าวนั้นผ่านการอุดหนุนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ยิ่งไปกว่านั้น การรวบรวมงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไว้ในแผนงานก็ยังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือ แผนยุทธศาสตร์เกษตรสร้างมูลค่า ซึ่งมุ่งเน้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร ที่จู่ ๆ ในปีงบประมาณ 2565 ก็มีการนำงบประมาณในโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ ธกส. ดำเนินการ เช่น นโยบายรับจำนำผลผลิต นโยบายชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร เป็นต้น สูงถึง 41,333 ล้าน เข้ามาไว้ในหมวดนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเลยก็ตาม

การนำงบประมาณในโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ ธกส. ดำเนินการ เข้ามาใส่ในแผนยุทธศาสตร์เกษตรสร้างมูลค่า ทำให้ตัวเลขงบประมาณในแผนยุทธศาสตร์เกษตรสร้างมูลค่าปีนี้พุ่งสูงขึ้นมาก จากปีก่อน 6,696.7 ล้านบาท พุ่งมาเป็น 46,616.2 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2565

แต่ถ้าเราแยกเอางบประมาณส่วนที่ให้ ธกส. ดำเนินการออก (ซึ่งในปีก่อน ๆ ก็ไม่เคยรวมอยู่ในหมวดนี้) งบประมาณสำหรับแผนยุทธศาสตร์การ “เกษตรสร้างมูลค่า” จริง ๆ จะเหลือแค่เพียง 5,283.2 ล้านบาท หรือลดลงถึง 21% ซึ่งถือว่าลดลงเยอะมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณโดยรวมที่ลดลง 5.7%

ยิ่งพอไปแตกในรายหน่วยงานด้วยแล้ว ก็จะพบว่า แผนยุทธศาสตร์เกษตรสร้างมูลค่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลดลงจาก 6,225.7 ล้านบาท ที่เคยได้ในปีก่อน เหลือเพียง 4,258.1 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2565 เท่านั้น หรือลดลงไปถึง 31.6%

ดังนั้น การจัดหมวดงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ แต่กลับมิได้ระบุผลลัพธ์ในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นในแต่ละตัวชี้วัด และในแต่ละปี และไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการจัดหมวดหมู่จึงไม่ช่วยให้เรารู้จักงบประมาณของเราเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

03 – เป้าหมายของหน่วยงานไม่สะท้อนถึงระดับผลลัพธ์ที่แท้จริง

ประการที่สาม เมื่อเจาะลงมาถึงในระดับของหน่วยงาน ซึ่งเป็น “ฐานคิดหลัก” ของระบบงบประมาณของไทย เราทำความเข้าใจได้ยากมากว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เพราะการระบุเป้าหมายของหน่วยงานต่าง ๆ มีลักษณะเป็นผลผลิต (หรือ output) ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ (หรือ outcome) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ งบประมาณสำหรับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยในขณะนี้

ปรากฏว่า ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2565 รัฐบาลไม่ได้ตั้งแผนงานที่เป็นการเฉพาะเจาะจง หรือเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กลงแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งงบประมาณและเป้าหมายที่กระจายไปอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ และมีการกำหนดเป้าหมายในการใช้งบประมาณไว้หลายรูปแบบ ได้แก่

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า เกษตรกรจะได้รับความรู้เรื่องการเกษตรแบบปลอดเผา 17,640 คน และจะลดการเผาในพื้นที่เกษตรได้ 55,000 ไร่
  • กรมควบคุมมลพิษระบุว่า (ก) การจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่เป้าหมาย 4 แห่ง ได้แก่ มาบตาพุด ระยอง สระบุรี (หน้าพระลาน) และกรุงเทพและปริมณฑล โดยไม่ได้กำหนดตัวชี้วัดเป้าหมาย และ (ข) จะตรวจสอบและตรวจจับยานพาหนะ 12,000 คัน
  • กรมป่าไม้ระบุว่า (ก) จะมีจำนวนเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่า 1,000 หมู่บ้าน (ข) จำนวนจุดความร้อนลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้า
  • กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบุว่า มีจำนวนพื้นที่ที่มีการจัดการไฟป่า 56 พื้นที่ (ไม่ทราบว่า พื้นที่หมายถึงระดับใด)
  • และสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีพื้นที่ที่ได้รับสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควัน 15 จังหวัด

แม้ว่า ในเป้าหมายของบางหน่วยงาน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป่าไม้ จะมีการระบุเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ (outcome) เอาไว้ (อาทิ การลดจุดความร้อนหรือการลดพื้นที่การเกษตรที่มีการเผา) แต่เป้าหมายของหน่วยงานอื่น ๆ กลับมีลักษณะเป็นผลผลิต (output) อาทิ จำนวนพื้นที่ จำนวนจังหวัด ที่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขความสำเร็จในเชิงการลดฝุ่นละอองขนาดเล็กเอาไว้แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน เป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ได้เช่น การลดจุดความร้อนลง 5% หรือการลดพื้นที่การเกษตรที่มีการเผาลง 55,000 ไร่ จากพื้นที่ที่มีความเปราะบางที่จะมีการเผาทั้งสิ้น 926,000 ไร่ (หรือประมาณ 6% ของพื้นที่เปราะบางต่อการเผา) จะมีความเพียงพอต่อการรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เผชิญมาหลายปีหรือไม่ เอกสารงบประมาณก็มิได้ให้คำตอบเหล่านี้แต่ประการใด

ยิ่งมารวมกับความไม่ชัดเจนว่า พื้นที่ดำเนินการของกรมป่าไม้ 1,000 หมู่บ้าน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 65 พื้นที่ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ 15 จังหวัด กรมควบคุมมลพิษ 4 พื้นที่ จะมีความทับซ้อน และ/หรือสอดประสานกันเพียงใด และพื้นที่ใดบ้างที่น่าจะแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น ความไม่ชัดเจนของการพิจารณางบประมาณเหล่านี้ก็ยิ่งคลุมเครือมากขึ้น

04 – ไม่มีคำอธิบายในกรณีที่งบประมาณลดลง

ประการสุดท้าย เอกสารงบประมาณมีลักษณะเป็น “คำขอ” งบประมาณ เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ขอ หรือพูดให้ชัดคือ สิ่งที่รัฐบาลปรับลดงบประมาณลง รัฐบาลก็จะไม่ได้ให้เหตุผลไว้ว่า ทำไมงบประมาณในหมวดนั้น ๆ จึงลดลง และผลลัพธ์ที่ (เคย) ต้องการตามแผนระยะยาวจะยังคงอยู่เหมือนเดิมหรือไม่?

ตัวอย่างที่เห็นในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย 2565 คือ การตัดลดงบประมาณแผนงานยุทธศาสตร์การสร้างหลักประกันทางสังคม โดยเมื่อทำการรวบรวมงบประมาณสวัสดิการประชาชนที่กระจายอยู่หลายแผนงาน/หลายหมวด ตามรายละเอียดในตาราง ก็พบว่า ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2565 สวัสดิการของประชาชนกลับลดลงจาก 360,352.0 ล้านบาท ในปี 2564 เหลือ 324,763.8 ล้านบาท ในปี 2565 หรือลดลงถึง 9.9% จากปีก่อน

การที่สวัสดิการของประชาชนลดลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของงบประมาณโดยภาพรวม (งบประมาณโดยภาพรวมลดลงร้อยละ 5.7) แปลว่า สัดส่วน (หรือความสำคัญ) ของงบประมาณสวัสดิการของประชาชนลดลงจากร้อยละ 11.0 ของงบประมาณทั้งหมดในปีก่อน เหลือเพียงร้อยละ 10.5 ของงบประมาณทั้งหมด ในปี 2565

สำหรับหมวดสวัสดิการของประชาชนที่ลดลงมากคือ เงินสมทบประกันสังคม ลดลง 30.7% (ทำไม?) เงินกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ลดลง 39.4% (ทำไม?) กองทุนการออมแห่งชาติ ลดลง 50.5% (ทำไม?) การเคหะแห่งชาติ ลดลง 53.2% (ทำไม?)

งบประมาณอีกหมวดหนึ่งที่ลดลงอย่างมากก็คือ งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อม โดยในงบปี 2565 งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมถูกหั่นลดลงจาก 16,143 ล้านบาทในปี 2564 เหลือ 8,534 ล้านบาทในปี 2565 หรือลดลงกว่า 47% ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายโดยรวมลดลงในอัตรา 5.7% เท่านั้น หรือถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ ให้งบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับเงิน 100 บาท รัฐบาลก็จัดสรรงบมาเพื่อสิ่งแวดล้อมประมาณ 27.5 สตางค์ (หรือเกินหนึ่งสลึงมานิดเดียว)

หากดูจากอัตราที่ลดลงดังกล่าวก็ถือว่า เป็นการลดลงที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะค่อนข้างจะขัดกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนมีความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 และปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ทวีความรุนแรงขึ้น แต่เนื่องจากเอกสารร่างพระราชบัญญัติงบประมาณไม่มีคำอธิบายถึงงบประมาณที่ลดลงเอาไว้ ยิ่งถ้าเราไปอ่านเอกสาร “ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ 2565” ในเอกสารดังกล่าวก็จะไม่มีการอธิบายไว้เลยว่า ทำไมงบประมาณสวัสดิการ หรืองบประมาณสิ่งแวดล้อมจึงถูกปรับลดลงมากขนาดนี้

ขณะเดียวกัน เอกสารงบประมาณก็ไม่มีคำอธิบายหรือยืนยันไว้ด้วยว่า หรือการลดงบประมาณด้านสวัสดิการของประชาชนและงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมลง จะไม่ทำให้คุณภาพชีวิตหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อมแย่ลง หรือจะมีผลกระทบต่อการบรรลุตามตัวชี้วัดเป้าหมายของการพัฒนาตามกรอบเวลาที่ (เคย) กำหนดไว้หรือไม่อีกด้วย

บทสรุป: งบประมาณที่ไม่รู้จัก

ด้วยความยากลำบากสำคัญ 4 ประการที่กล่าวถึงข้างต้น ทำให้คนไทยโดยส่วนใหญ่รู้สึกว่า เอกสารงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป เข้าถึงได้ยาก สิ่งที่พอจะทำได้จึงเป็นเพียงการไต่ถาม “ความผิดปกติ” บางอย่างที่สังเกตเห็นได้ชัด เช่น ทำไมงบประมาณบางหน่วยงานจึงเพิ่มขึ้น (อย่างผิดปกติ)? ทำไมงบประมาณบางหน่วยงานลดลง (อย่างไม่น่าจะเป็น)? หรือทำไมโครงการบางโครงการที่ไม่เห็นด้วย (เช่น โครงการเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์ เป็นต้น) มีปรากฎอยู่แต่ประชาชนที่เขาไปอ่านจะไม่สามารถบอกกับตัวเองได้เลยว่า การจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีกำลังวางแผนให้สังคมไทยและประชากรแต่ละกลุ่มก้าวไปในทิศทางใด คุณภาพชีวิตของตน (และคนอื่น ๆ) จะดีขึ้นหรือไม่จากการจัดสรรงบประมาณตามร่างงบประมาณในปีนั้น ๆ

การมีเอกสารงบประมาณและกระบวนการงบประมาณที่ยากต่อการเข้าถึงและเข้าใจ จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของประชาชนไทยในการทำหน้าที่พลเมืองที่จะตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิและโอกาสที่สำคัญในฐานะของ “ผู้เสียภาษี” เพราะฉะนั้น บทความนี้จึงขอนำเสนอแนวทางทางการปรับปรุงกระบวนการงบประมาณเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน


แนวทางการปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ
เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

การก้าวข้ามจากปัญหา “งบประมาณที่ไม่รู้จัก” ไปสู่การเอื้ออำนวยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณให้มากขึ้น ควรมีกระบวนการที่จะต้องปรับปรุงดังต่อไปนี้

  1. แผนยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณที่แท้จริงและให้แยกด้านสวัสดิการโดยตรงของประชาชนออกมาเป็นการเฉพาะ – การจัดทำงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์ (และแผนงานบูรณาการ) น่าจะเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าใจและร่วมแสดงความเห็นได้ง่ายกว่า แต่การจัดทำงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์จะต้องเป็นแผนยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณที่แท้จริง โดยมีเป้าหมายผลลัพธ์ระยะยาว (อาทิ 5 ปี) กำกับไว้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการรวบรวมงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกัน (และบางส่วนยังไม่เกี่ยวข้องกันอีก) ดังเช่นที่ผ่านมา ทั้งนี้ ควรมีการแยกแผนงานยุทธศาสตร์งบประมาณด้านสวัสดิการโดยตรงของประชาชนออกมาเป็นการเฉพาะ เพราะจะเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถได้รับประโยชน์ และสามารถให้ความเห็นได้โดยตรง
  2. ความสอดคล้องของการจัดทำงบประมาณกับแผนชาติระยะยาว โดยประชาชนมีส่วนร่วม – การจัดทำงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์ควรมีการจัดทำกรอบการจัดสรรงบประมาณระยะยาว 5 ปีที่เชื่อมโยงกับการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวต่าง ๆ ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) อย่างครบถ้วน และควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในขั้นตอนนี้
  3. ประเมินผลลัพธ์ของการใช้งบตามแผนปีก่อนหน้า เพื่อจัดทำงบปีต่อมาได้ดีขึ้น – การจัดทำร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณควรมีการประเมินผลว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินการในปีงบประมาณก่อน และเทียบเคียงกับผลลัพธ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้ในแต่ละแผนงานยุทธศาสตร์ และเทียบเคียงกับเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย โดยการประเมินผลดังกล่าวควรสะท้อนถึงการปรับปรุงกรอบการจัดสรรงบประมาณในแต่ละแผนงานยุทธศาสตร์ด้วย เพื่อให้แผนงานยุทธศาสตร์ที่ยังไม่บรรลุถึงเป้าหมายสามารถได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มมากขึ้น จนสามารถเข้าใกล้หรือบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้นได้ในปีงบประมาณถัดไป
  4. ปรับเปลี่ยน เพิ่ม/ลด กรอบงบประมาณตามนโยบาย สถานการณ์สังคมและการคลัง และทิศทางการบรรลุเป้าหมายแผนชาติระยะยาว – ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรจะเริ่มต้นจากการจัดสรรกรอบงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์ที่วางไว้ตามข้อ 2 และปรับเปลี่ยนเพิ่ม/ลดไปตาม (ก) นโยบายของรัฐบาล (ข) สถานการณ์ทางสังคมในปีงบประมาณนั้น (เช่น สถานการณ์โควิด-19 เป็นต้น) (ค) ทิศทางการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ตามข้อที่ 3) และ (ง) สถานการณ์ทางการคลังของประเทศ โดยการปรับเปลี่ยนกรอบงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์ในแต่ละปี ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลควรนำผลจากกระบวนการนี้เป็นกรอบในการจัดสรรงบประมาณลงสู่หน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์นั้น ๆ ในขั้นตอนต่อไป มิใช่ดำเนินการในลักษณะที่กลับกันเช่นในปัจจุบัน
  5. ยึดผลลัพธ์เป็นหลัก – การจัดทำงบประมาณของแต่ละหน่วยงานจะต้องยึดโยงกับเป้าหมายผลลัพธ์ตามแผนงานยุทธศาสตร์แต่ละแผนงานอย่างชัดเจน มิใช่ระบุเป้าหมายในเชิงผลลัพธ์หรือผลผลิตของหน่วยงานตนเองขึ้นมาต่างหากโดยไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายผลลัพธ์ตามแผนงานยุทธศาสตร์ กล่าวคือ หน่วยงานสามารถกำหนดเป้าหมายเชิงผลผลิตของตนเองได้ (เพื่อให้มีความชัดเจนในการติดตามและประเมินผล) แต่ต้องเชื่อมโยงโดยตรงกับผลลัพธ์ตามแผนงานยุทธศาสตร์นั้น
  6. กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ – เมื่อมีการวางแผนงบประมาณในแต่ละแผนงานยุทธศาสตร์แล้วเสร็จ รัฐบาลควรเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนสามารถให้ความเห็นแยกไปตามแผนงานยุทธศาสตร์แต่ละแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อที่ประชาชนจะสามารถวิเคราะห์นำเสนอในเชิงลึกได้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลจะได้ปรับปรุงก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรเองก็จะได้รับทราบและนำข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะของประชาชนมาใช้ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป
  7. ความสำคัญของความเห็นและความต้องการสะท้อนจากระดับพื้นที่ – นอกจากการมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นในแต่ละแผนงานยุทธศาสตร์แล้ว การให้ความเห็นในระดับพื้นที่ อาทิ ในระดับจังหวัด ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน แต่ปัจจุบันการให้ความเห็นในแผนงบประมาณในแต่ละจังหวัดยังทำได้ยาก เพราะงบประมาณที่จะลงในแต่ละจังหวัดยังกระจายอยู่ทั้ง (ก) งบประมาณของแต่ละหน่วยงานส่วนกลาง (ซึ่งบางครั้งไม่ระบุพื้นที่ดำเนินการในเอกสารงบประมาณ) (ข) งบประมาณของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด และ (ค) งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรมีการสังเคราะห์งบประมาณที่ลงสู่พื้นที่ในแต่ละจังหวัดให้เป็นเอกสารงบประมาณที่ชัดเจน (อาจประสานให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ) และเชื่อมโยงหรือเทียบเคียงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาในแต่ละจังหวัด รวมถึงเปิดให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ว่าทิศทางการจัดสรรงบประมาณ และทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่ควรจะเป็นมีความสอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด

การปรับกระบวนการงบประมาณตามแนวทางที่กล่าวมาทั้ง 7 ข้อ จะทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณอย่างมีความหมายมากขึ้น ตั้งแต่การกำหนดกรอบจนถึงการติดตามผล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลและรัฐสภาได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนอย่างเต็มที่และมีความหมาย ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจในกระบวนการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล และกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับการช่วยให้การจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี ยึดโยงและตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวอื่นไปพร้อมกันด้วย

ถิรพร สิงห์ลอ – พิสูจน์อักษร

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม สถาบันมีประสิทธิผล รับผิดรับชอบ และครอบคลุม
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดรับชอบและโปร่งใสในทุกระดับฅ
– (16.7) หลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดีในทุกระดับการตัดสินใจ
– (16.10) สร้างหลักประกันว่าสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและความตกลงระหว่างประเทศ
#SDG17 หุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล การติดตาม และการตรวจสอบได้
– (17.18) ในด้านการจัดเก็บ/ให้มีข้อมูลที่มีคุณภาพ ทันเวลา และเชื่อถือได้ โดยจำแนกประเภทของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริบทภายในประเทศโดยละเอียด
– (17.19) ต่อยอด/พัฒนาการวัดความก้าวหน้า/ตัวชี้วัดภายในประเทศ และขีดความสามารถด้านสถิติในประเทศกำลังพัฒนา

ประเด็นเรื่องงบประมาณเกี่ยวข้องกับ ‘การมีเงินทุนสนับสนุนการดำเนินการของทุกเป้าหมาย SDGs’ เช่น #SDG1 (อาทิ ระบบและมาตรการคุ้มครองทางสังคม) #SDG3 (อาทิ หลักประกันสุขภาพ การใช้เงินด้านสาธารณสุข การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์) #SDG4 (อาทิ อุปกรณ์ทางการศึกษา) #SDG7 (อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน/เทคโนโลยีพลังงานสะอาด #SDG9 (อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้งบประมาณกับการวิจัยและพัฒนา) เป็นต้น

Last Updated on มิถุนายน 8, 2021

Author

ผู้เขียน

RELATED

เมื่อ ‘ซากดึกดำบรรพ์’ สัมพันธ์กับ Climate Change หนทางปกป้องอนาคตของโลกจึงต้องศึกษาอดีต

ผศ. ดร. อดุลย์ สมาธิสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เคยเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดประวัติศาส…

SDG Insights | คนจนในกรุงเทพฯ และโอกาสทางสุขภาพ: การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ทำให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มคนยากจนในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อจำนวน…

ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

ชล บุนนาค และ ภูษณิศา กมลนรเทพ

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช …

SDG Interviews | คุยกับ ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร: สวนผักคนเมืองเชียงใหม่ กับการก่อร่างฝันบนความยั่งยืน

 สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ญาณิน จิวะกิดาการ หุยากรณ์

เมื่อวันที่  22 มีนาคม ที่ผ่านมา หน้าเพจโซเชียลมีเดียส่วนตัวของ ศุภวุฒิ บุ…

ค้นหา