SDG Spotlight – 5 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 1 ประจำเดือนกันยายน 2566

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  4  – 8 กันยายน 2566 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดังนี้

รายงานธนาคารโลก ชี้ให้อำนาจเมืองรองจัดหาแหล่งทุนเอง เพื่อขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ธนาคารโลก ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดทำงานศึกษา “การประเมินแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาเมืองในประเทศไทย (Thailand Urban Infrastructure Finance Assessment)” เพื่อแสดงถึงโอกาสและความสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ระบุว่ารัฐบาลต้องมีแนวทางส่งเสริมให้เมืองรอง เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น และระยอง ซึ่งกําลังเจริญเติบโต ควรสร้างโอกาสให้กับคนในพื้นที่ให้มีศักยภาพที่จะสามารถเป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจของประเทศได้ หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ระบบขนส่งมวลชน พลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ควรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภาคเอกชนเพื่อมาใช้ในการลงทุนและการพัฒนาเมืองได้

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG9 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 9.1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ยั่งยืนและมีความแข็งแรง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและพื้นที่เขตแดน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ โดยมุ่งเป้าให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมในราคาที่สามารถจ่ายได้ SDG10 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 10.2 เสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา สถานะทางเศรษฐกิจ หรืออื่น ๆ ภายในปี พ.ศ. 2573 และ SDG11 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 11.3 ยกระดับการพัฒนาเมืองและขีดความสามารถให้ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างมีส่วนร่วม บูรณาการและยั่งยืนในทุกประเทศ ภายในปี 2573

เข้าถึงได้ที่ : รายงานธนาคารโลก ชี้ให้อำนาจเมืองรองจัดหาแหล่งทุนเอง ช่วยเศรษฐกิจเติบโต-ลดเหลื่อมล้ำ – The Reporters 

เปิดเวทีความเห็นกรณีอุทยานฯ ‘ถ้ำผาไท’ ภาค ปชช. ชี้ไม่มีความชัดเจน-รัฐต้องทำความเข้าใจเพิ่ม

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จังหวัดลำปาง สมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ร่วมสะท้อนผลกระทบประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ชุมชนในเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจากการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท (เตรียมการ) ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภองาว จ.ลำปาง โดยชาวบ้านต่างยังไม่ยินยอมให้ประกาศอุทยานฯ เนื่องจากยังขาดความชัดเจนในแนวเขตว่าทับซ้อนกับชุมชนหรือไม่ รวมทั้งกระบวนการประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดเวทียังขัดกับหลักการมีส่วนร่วม

ในช่วงท้ายของเวทีรับฟังความเห็นปรากฏว่าไร้ข้อยุติ ชาวบ้านยืนยันไม่ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังความเห็น และยืนยันให้กลับไปทำความเข้าใจกับทุกชุมชนก่อน พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 ลำปาง 

โดยมีข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1. ดำเนินการสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกับชุมชนให้เป็นที่ยุติร่วมกัน  2. กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิให้ดำเนินการใดๆ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิมนุษยชน 3. เร่งปรับแก้กฎหมายด้านการจัดการป่าไม้ให้รับรองหลักสิทธิชุมชนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ 4. เร่งผลักดันกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และ 5. นายกรัฐมนตรีควรแถลงขอโทษต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยต่อกรณีการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต้องแถลงต่อสาธารณะ

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG15 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน และ SDG 16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เข้าถึงได้ที่ : เปิดเวทีความเห็นกรณีอุทยานฯ ‘ถ้ำผาไท’ ภาคปชช.ยืนยัน ไม่ให้เพิ่มพื้นที่อุทยาน ชี้ไม่มีความชัดเจน-รัฐต้องทำความเข้าใจเพิ่ม – lannernews

ภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่ถึง 10 ประเด็นความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน

สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)  ร่วมกันนำส่งจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชน 10 ประเด็นที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ล้มเหลวในการแก้ไขประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้มาจากที่ประเทศไทย ได้รับจากกลไกสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ของสหประชาชาติในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา  เช่น ดำเนินการให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนและปลอดภัย จากการข่มขู่ คุกคามและการตอบโต้ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ประกันให้มีการคุ้มครองผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัย เป็นต้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนเหล่านี้และผลักดันเป็นนโยบายสำคัญต่อไป

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ และ 16.10 สร้างหลักประกันว่าสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตามกฎหมายภายในประเทศและความตกลงระหว่างประเทศ

เข้าถึงได้ที่ : สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล เเละภาคี ร่วมกันนำส่งจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชน 10 ประเด็นที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ล้มเหลว – สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สสส

กทม.แถลงผลโครงการ ‘ไม่เทรวม’ สามารถประหยัดงบจัดเก็บขยะได้ปีละกว่า 300 ล้าน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมหัวหน้าหน่วยงานฯ ในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าในเรื่องต่าง ๆ โดยเรื่องสำคัญคือการตั้งเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2567 ซึ่งระบุว่าผลการดำเนินโครงการ “ไม่เทรวม” มีผู้ร่วมโครงการ 1,430 แห่ง มีสัดส่วน ร้านอาหาร 21.51% สถานศึกษา 15.72% ห้างสรรพสินค้า 24.80% และซูเปอร์มาร์เก็ต/มินิมาร์ท 24% สามารถลดขยะไปได้ 77.5 ตัน/วัน ปริมาณมูลฝอยลดลง 328.23 ตัน/วัน ขยะอินทรีย์ลดลง 164.12 ตัน/วัน ซึ่งขยะที่ลดลงไปนั้นสามารถประหยัดงบประมาณการจัดเก็บขยะใน 1 ปี ได้ประมาณ 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การกำหนดอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไรสามารถทำให้การดำเนินการได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งวิธีการทำให้ถึงเป้าหมาย แต่ละเขตจะดำเนินการแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ โดยที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างดี

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG11 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 11.6 ลดผลกระทบทางลบของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรโดยรวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อคุณภาพอากาศและการจัดการของเสียของเทศบาลและอื่น ๆ ภายในปี 2573 เเละ SDG12 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 12.5 ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกันการลดปริมาณการใช้ซ้ำและการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี 2573

เข้าถึงได้ที่ : กทม.แถลงผลโครงการ ‘ไม่เทรวม’ สามารถประหยัดงบจัดเก็บขยะได้ปีละกว่า 300 ล้าน – The Reporters

สภา กทม. ตัดงบสำนักการศึกษา โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น 

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 2 ที่คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ขอสงวนความเห็นไว้เพื่อขอให้สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัย ตัดงบประมาณในการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่น (clean air shelter) สำหรับเด็กอายุ 3-6 ขวบ ที่จะใช้งบประมาณ 219,339,000 บาท สำหรับโรงเรียน 429 โรง รวมจำนวนห้องเรียน 1,743 ห้อง ทั่วทั้ง 50 เขต ในสภากรุงเทพมหานคร โดยให้ความเห็นว่า ต้นทางการแก้ปัญหาคือ การปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้การปลูกต้นไม้เพื่อกรองฝุ่น ควรปลูกฝังให้เด็กมีความรักและผูกพันกับต้นไม้ และอาจร่วมด้วยการงดกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีมติเห็นชอบกับผู้สงวนความเห็น ให้ตัดงบประมาณ

อย่างไรก็ดี จากรายงานขององค์การยูนิเซฟ ระบุว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ ปกติแล้ว เด็กมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่าเด็กจะสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมากกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร อัตราการหายใจเข้าต่อนาทีก็ยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น เมื่อฝุ่นผ่านเข้าไปในสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ฝุ่นละอองเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมอง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้และความเป็นอยู่ในระยะยาว

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG3 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.9 ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573 และ SDG11 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 11.6 ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573

เข้าถึงได้ที่ : สภา กทม. ตัดงบสำนักการศึกษา โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น – The Standard และ แถลงการณ์จากยูนิเซฟ ประเทศไทย เรื่องมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และผลกระทบต่อเด็ก –  unicef

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

ชวนสำรวจ SDG Profile 15 จังหวัดนำร่องของไทยพัฒนาได้ยั่งยืนแค่ไหน EP.1 (กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ – ภูเก็ต)

การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด “SDG Localization” นับว่าเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยกร…

SDG Spotlight – 6 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 4 ประจำเดือนมิถุนายน 2566

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่ 19 – 23 มิถุนายน 2566 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดั…

งานวิจัยชี้ หากสหรัฐฯ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จะลดอัตราการเสียชีวิตของทารกได้ 1,400 คน/ปี

จากงานวิจัยหัวข้อ “Effects of US state preemption laws on infant mortality” โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Syracuse ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าค่าแรงขั้นต่ำ…

UNEP ประกาศรางวัล Champions of the Earth ปี 2021 ให้ผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อม

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ประกาศผู้ชนะรางวัล ‘Champions of the Earth ประจำปี 2021’ ซึ่งเป็นรางวัลที่ให้แก่ผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแ…

ค้นหา