องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the UN: FAO) เผยแพร่รายงาน The State of World Fisheries and Aquaculture 2026 (SOFIA) หรือ “รายงานสถานการณ์การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโลก ปี 2569” ซึ่งเป็นรายงานหลักที่จัดทำขึ้นทุก 2 ปี เพื่อนำเสนอข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้ม ความท้าทาย โอกาส และนวัตกรรมที่กำลังกำหนดทิศทางของภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนประเมินสถานะความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงทะเลทั่วโลก
รายงานฉบับนี้ เปิดตัวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ในการประชุม Our Ocean Conference ครั้งที่ 11 ณ เมืองมอมบาซา ประเทศเคนยา ภายใต้แนวคิด “Blue Transformation: Turning Vision into Impact” หรือ “การพลิกโฉมระบบอาหารจากแหล่งน้ำ: จากวิสัยทัศน์สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
SOFIA 2026 สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศและภาคีความร่วมมือกำลังนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติผ่านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ความพยายามเหล่านี้ช่วยส่งเสริมการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เสริมสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น พร้อมสนับสนุนระบบอาหารจากแหล่งน้ำให้มีความยั่งยืน ครอบคลุม และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น
รายงานมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่
- ผลผลิตจากการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ในปี 2567 ผลผลิตทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 235 ล้านตัน แบ่งเป็นสัตว์น้ำ 195 ล้านตัน และสาหร่าย 40 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.2% จากปี 2565 นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยไม่รวมสาหร่ายสูงกว่า 100 ล้านตัน และมีสัดส่วนถึง 59% ของสัตว์น้ำที่ผลิตเพื่อการบริโภคของมนุษย์
- ทรัพยากรประมงยังเผชิญความเสี่ยงด้านความยั่งยืน สัดส่วนทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลที่อยู่ในระดับยั่งยืนทางชีวภาพ หรือมีปริมาณมากพอให้ทำประมงต่อไปได้โดยไม่ทำให้ทรัพยากรลดลงเรื่อย ๆ ลดลงจาก 64.5% ในปี 2564 เหลือ 62.4% ในปี 2566 สะท้อนว่า การทำประมงเกินขนาด (overfishing) ยังคงเป็นปัญหารุนแรง
- การค้าสัตว์น้ำเติบโตจนมีมูลค่าใกล้เคียงกับการค้าเนื้อสัตว์ มูลค่าการค้าสัตว์น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 184–186 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลผลิตประมาณ 36% เข้าสู่การค้าระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 25% ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ครอบคลุมกว่า 230 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่ 5 ประเทศผู้ผลิตจากการประมงทะเลรายใหญ่ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย เปรู รัสเซีย และอินเดีย รวมกันคิดเป็น 42% ของผลผลิตทั่วโลก
- การบริโภคสัตว์น้ำแตกต่างกันอย่างมากระหว่างภูมิภาค โดยเอเชียบริโภคเฉลี่ย 26.3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่แอฟริกาบริโภคเพียง 9.1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สะท้อนความแตกต่างด้านการเข้าถึงอาหารและโภชนาการระหว่างภูมิภาค
- ผลผลิตจากสัตว์น้ำส่วนใหญ่ใช้เป็นอาหารสำหรับคน โดยประมาณ 89% ของผลผลิตสัตว์น้ำทั่วโลกนำไปเป็นอาหารสำหรับคน ส่วนที่เหลือ 11% นำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ โดยเฉพาะการผลิตปลาป่นและน้ำมันปลา โดยประมาณ 90% ของปลาป่น ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
รายงานเน้นย้ำว่า แม้การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การเติบโตในอนาคตต้องเดินควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการที่คำนึงถึงระบบนิเวศ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้การผลิตสัตว์น้ำมีความยั่งยืน และสามารถเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของผู้คนได้ในระยะยาว
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– FAO เผยแพร่รายงานความก้าวหน้าของระบบอาหาร ชี้ภูมิภาคต่าง ๆ เข้าถึงน้ำที่ปลอดภัยมากขึ้น แต่ราคาอาหารที่ผันผวนยังเป็นเรื่องน่ากังวล
– SDG Updates | โลกไม่อาจยุติความหิวโหยได้ หากไม่สามารถยุติความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น
– FAO เรียกร้องให้เพิ่มการลงทุน ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ – พบผู้คนราว 733 ล้านคนทั่วโลกยังเผชิญกับความหิวโหย
– ฟาร์มอาหารทะเลในเอเชียแปซิฟิก: แหล่งผลิตโปรตีนสำคัญที่ต้องทบทวนวิธีการผลิตเสียใหม่ ให้เลี้ยงคนทั้งโลกได้อย่างยั่งยืน
– Ocean Rainforest ฟาร์มสาหร่ายทะเลช่วยลดโลกร้อน ดูแลสุขภาพท้องทะเล เพื่อสุขภาพคนที่ดี และสุขภาพหมูที่แข็งแรง
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG2 ขจัดความหิวโหย
– (2.1) ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีโภชนาการ และเพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี พ.ศ. 2573
– (2.4) สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและดำเนินการตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพและการผลิต รักษาระบบนิเวศ และเสริมขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (12.3) ลดของเสียอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.2) บริหารจัดการและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบที่มีนัยสำคัญ รวมถึงเสริมภูมิต้านทานและฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อบรรลุการมีมหาสมุทรที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพ
– (14.4) กำกับการทำประมงอย่างมีประสิทธิผล ยุติการประมงเกินขีดจำกัด การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม รวมถึงฟื้นฟูมวลปลาให้อยู่ในระดับผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน
– (14.7) ภายในปี พ.ศ. 2573 เพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่รัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด จากการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการท่องเที่ยว
– (14.b) จัดให้ชาวประมงพื้นบ้านรายเล็กเข้าถึงทรัพยากรทางทะเลและตลาด
แหล่งที่มา:
– The State of World Fisheries and Aquaculture (FAO)
– The State of World Fisheries and Aquaculture 2026: an analysis through the marine ingredients lens (IFFO)
Last Updated on สิงหาคม 20, 2026