การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในแอฟริกาใต้ ทำให้ปริมาณการซื้อและปริมาณน้ำตาลที่บริโภคลดลง

ประเทศแอฟริกาใต้ได้เริ่มต้นจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลตั้งแต่ปี 2018 โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม ซึ่งอัตราภาษีปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11% ของราคาเครื่องดื่มต่อลิตร

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหาร ไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน หลายงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่มาจากเครื่องดื่มเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนและเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็งที่พบบ่อยหลายชนิด และภาวะฟันผุ โดยน้ำอัดลมเป็นตัวการสำคัญ เพราะในน้ำอัดลม 250 มล. (กระป๋องเล็ก) มีปริมาณน้ำตาลสูงถึง 26 กรัม ซึ่งสูงกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวัน

งานวิจัยที่เผยแพร่บนวารสาร The Lancet Planertary Health พบว่าการจัดเก็บภาษีสำหรับเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพื่อส่งเสริมสุขภาพในแอฟริกาใต้สัมพันธ์กับการซื้อเครื่องดื่มที่ต้องเสียภาษีลดลง ทั้งในแง่ปริมาณเครื่องดื่มและปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับเครื่องดื่มที่ไม่ต้องเสียภาษี

ปัจจุบัน มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกใช้ระบบภาษีเพื่อควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น เม็กซิโก ได้มีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในปี 2014 ในอัตราหนึ่งเปโซต่อลิตร (ประมาณ 70 สตางค์) มีผลให้ปริมาณการซื้อลดลง 6% ในปีแรกหลังการจัดเก็บภาษี และลดลง 7.6% ในช่วงสองปีแรกของการเก็บภาษี ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักรและหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาที่มีการเก็บภาษีก็ทำให้ปริมาณการซื้อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงเช่นกัน

แอฟริกาใต้เป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาที่มีการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และยังใช้วิธีการเก็บภาษีโดยพิจารณาจากปริมาณน้ำตาลแทนการคำนวณจากปริมาตรของเครื่องดื่ม เนื่องจากครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีระดับน้ำตาลที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท การเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลจึงเป็นวิธีที่แม่นยำมากกว่าเพื่อระบุที่มาของผลิตภัณฑ์นั้น การออกแบบการเก็บภาษีเช่นนี้ช่วยให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มมีแรงจูงใจในการลดปริมาณน้ำตาลในสินค้าของตน เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายภาษี ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นหลักพื้นฐานของนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของประเทศแอฟริกาใต้ในปี 2018

แม้ว่าจะอัตราการเก็บภาษีปัจจุบันทำให้ปริมาณการซื้อลดลงได้แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก็ยังพยายามล็อบบี้รัฐบาลเพื่อให้ขึ้นภาษีให้ถึง 20% ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ซึ่งยังไม่มีประเทศใดในโลกเก็บภาษีถึงอัตรานี้ แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ประกาศชัดเจนว่าไม่ต้องการปรับเพิ่มอัตราภาษี แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการรักษาโรคเบาหวานประเภท 2 และโรคความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นโยบายการเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของเด็กในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเด็กในแอฟริกาใต้มีอัตราเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1994 และมีการคาดการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศแอฟริกาใต้ จะมีจำนวนเด็กที่มีภาวะโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 10 ของโลกภายในปี 2030 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กกว่าที่มีอายุระหว่าง 5-19 ปี กว่าสี่ล้านคน

นโยบายเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคอ้วน อยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
- SDG 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในประเด็น ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อ (3.4)

ที่มา: The Conversation

Last Updated on เมษายน 26, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

เศรษฐกิจที่เติบโต-งานที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และจัดการกับสภาพภูมิอากาศ : 3 เป้าหมาย SDGs ที่คนรุ่น Gen Z ในเอเชียแปซิฟิก ‘เป็นห่วง’ มากที่สุด

ภายในปี 2573 คนรุ่น Gen Z (เกิดหลังปี 2540) จะมีสัดส่วนมากที่สุดของประชากรโลกที่ 26% หรือประมาณ 2 พันล้านคน และเป็นรุ่นที่จะกำหนดอำนาจทางเศรษฐกิจแทนท…

โควิด-19 กระทบต่อเทรนด์การเติบโตของ “ผลิตภาพแรงงาน” ในเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นไปอย่างไม่ได้สัดส่วน

ในเอเชียและแปซิฟิก การเติบโตของผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) ซึ่งวัดจากผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยต่อคนที่มีงานทำ และผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยต่อชั่วโมงที่ได…

อ่านรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2564 ดูผลกระทบที่มีต่อ “ความเป็นเมือง”

ถิรพร สิงห์ลอ

“เมือง” เป็นหน้าด่านสำคัญที่เผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายทางสังคม ระ…

รู้จัก SDG17 เพื่อสร้างสังคมแห่งความร่วมมือ ผ่านลิสต์หนังสือภาษาอังกฤษที่คัดสรรโดย UN เนื้อหาอ่านสนุก เสริมความรู้ เหมาะกับเด็กอายุ 6-12 ปี

หลังจากเคยแนะนำลิสต์หนังสือภาษาอังกฤษเพื่อทำความรู้จักกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 1-16 ไปแล้ว วัน…

ค้นหา