มะเร็งปากมดลูกคร่าชีวิตผู้หญิง 1 คนในทุก ๆ 2 นาที – WHO แนะ “ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV และเข้ารับการตรวจคัดกรอง” 

เดือนมกราคมของทุกปีเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็ง โดยปีนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้เน้นย้ำให้ตระหนักถึงภัยของมะเร็งปากมดลูกเป็นพิเศษ ผ่านการอ้างถึงกรณีของ Jeanette หญิงสาวชาวบังคลาเทศ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก และนำมาสู่ความกังวลว่าจะไม่สามารถมีลูกได้อีกและต้องเข้าสู่วัยทองด้วยอายุเพียง 31 ปี

WHO ระบุว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดอันดับ 4 ในผู้หญิง และได้คร่าชีวิตของ Jeanette ไปเพียงหนึ่งปีหลังการวินิจฉัย และหากย้อนไปพิจารณาข้อมูลในปี 2022 คาดการณ์ว่ามีผู้หญิงทั่วโลกราว 660,000 คนถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 350,000 คน โดยทาง UNICEF ได้เตือนว่าโรคร้ายนี้คร่าชีวิตผู้หญิงไปหนึ่งคนในทุก ๆ 2 นาที 

ทั้งนี้ มะเร็งปากมดลูกคือมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูกของผู้หญิง และสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้หากตรวจไม่พบหรือไม่ได้รักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยพบว่าเกือบทุกกรณีของมะเร็งปากมดลูกมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV – Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบได้บ่อยมากและติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะเคยได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งโดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดไวรัสออกไปได้เองตามธรรมชาติ แต่การติดเชื้อที่คงอยู่ยาวนานจากเชื้อ HPV ชนิดก่อมะเร็งบางสายพันธุ์ อาจทำให้เซลล์เติบโตผิดปกติและพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งในที่สุด

อย่างไรก็ดี WHO ระบุว่าความจริงแล้วโรคนี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากเข้าถึงการตรวจคัดกรอง การฉีดวัคซีน และการรักษาที่เหมาะสม โดยพึงปฏิบัติ ดังนี้

  • เด็กผู้หญิงทุกคนที่มีอายุระหว่าง 9–14 ปี ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือ 25 ปี สำหรับผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV
  • เมื่อได้รับการวินิจฉัย มะเร็งชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของมะเร็งที่รักษาได้สำเร็จมากที่สุด หากตรวจพบเร็วและมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการป้องกันและการรักษา ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตสูงขึ้นในบางภูมิภาค เช่น แอฟริกาใต้สะฮารา อเมริกากลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี 2563 ประเทศต่าง ๆ กว่า 194 ประเทศ ได้เริ่มใช้กลยุทธ์ระดับโลกโดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไป ซึ่งวันที่เริ่มโครงการคือวันที่ 17 พฤศจิกายน ปัจจุบันจึงถือเป็น วันยุติมะเร็งปากมดลูกสากล (World Cervical Cancer Elimination Day) ซึ่งหากสำเร็จ จะสามารถป้องกันผู้ป่วยรายใหม่ได้ถึง 74 ล้านคน และรักษาชีวิตคนได้ถึง 62 ล้านคน ภายในปี 2663

กลยุทธ์ดังกล่าวได้ตั้งเป้าหมาย 3 ประการที่ต้องบรรลุให้ได้ภายในปี 2573 ได้แก่

  • 90% ของเด็กผู้หญิงต้องได้รับวัคซีน HPV ครบถ้วนเมื่ออายุ 15 ปี
  • 70% ของผู้หญิงต้องได้รับการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจประสิทธิภาพสูงเมื่ออายุ 35 ปี และตรวจซ้ำอีกครั้งตอนอายุ 45 ปี
  • 90% ของผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้องได้รับการรักษา

สำหรับประเทศไทย กรมการแพทย์ได้ระบุว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งพบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งปากมดลูกสูงเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย จากนั้นมีการผลักดันนโยบายการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระดับประเทศขึ้น ทำให้อุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกจัดอยู่ในอันดับ 5 ของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 15 คน หรือ 5,422 คนต่อปี และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 6 คน หรือ 2,238 คนต่อปี 

ในเชิงการป้องกัน ล่าสุด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เผยแพร่คู่มือแนวทางป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูกในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฉบับที่ 5 ที่มีการปรับให้ทันสมัยตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการแพทย์และบริบทประเทศไทย 

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– WHO เผยแพร่คำแนะนำล่าสุดในการฉีดวัคซีน HPV พร้อมเน้นย้ำเด็กหญิงอายุ 9 – 14 ปี ควรได้รับก่อนเริ่มมีกิจกรรมทางเพศครั้งแรก 
– สารก่อมะเร็ง PAHs มากกว่า 100 ชนิดถูกปล่อยสู่อากาศในทุกวัน แต่ส่วนมากยังไม่มีการกำกับดูแล – นับเป็นความเสี่ยงต่อโรค
– แก้ปัญหาแบบ “2-in-1” : การวิจัยยาที่สามารถป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และการติดเชื้อ HIV 
– SDG Updates | Immunization Agenda 2030 กับ SDGs ความเชื่อมโยงของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคกับเป้าหมายกับพัฒนาที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมมากไปกว่าเรื่องสุขภาพ 
WHO เสนอยุทธศาสตร์การกำจัด ‘มะเร็งปากมดลูก’ – พร้อมทบทวนความมุ่งมั่น การลดผลกระทบด้านสุขภาพในทั่วโลก
สปสช. หนุนวัคซีน HPV 1.7 ล้านโดส ฉีดให้เด็กหญิงอายุ 11 – 12 ปี หวังลดโรคมะเร็งปากมดลูก

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสาม ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
– (3.7) สร้างหลักประกันถ้วนหน้า ในการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธ์ รวมถึงการวางแผนครอบครัว และข้อมูลข่าวสารและความรู้และการบูรณาการอนามัยเจริญพันธุ์ไว้ในยุทธศาสตร์และแผนงานระดับชาติ ภายในปี 2573
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
– (3.b) สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาวัคซีนและยาสำหรับโรคติดต่อและไม่ติดต่อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา ให้มีการเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ตามปฏิญญาโดฮาความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและการสาธารณสุข ซึ่งเน้นย้ำสิทธิสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่จะใช้บทบัญญัติในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอย่างเต็มที่ในเรื่องการผ่อนปรนเพื่อจะปกป้องสุขภาพสาธารณะและโดยเฉพาะการเข้าถึงยาโดยถ้วนหน้า
#SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
– (5.6) สร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์และสิทธิด้านการเจริญพันธุ์โดยถ้วนหน้า ตามที่ตกลงในแผนปฏิบัติการของการประชุมนานาชาติว่าด้วยประชากรและการพัฒนา และปฏิญญาปักกิ่งและเอกสารทบทวนผลลัพธ์จากการประชุมเหล่านั้น

แหล่งที่มา
A woman dies from cervical cancer every two minutes, UN says (UN News)
กรมการแพทย์ เผยหญิงไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกปีละ 5 พัน เสียชีวิตวันละ 6 คน (Hfocus)

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นและรายละเอียดของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับและใช้เพื่อการพัฒนาการสื่อสารองค์ความรู้ของ SDG Move เท่านั้น
* หมายถึง ข้อมูลที่จำเป็น