SDG Spotlight – 6 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 2 ประจำเดือนมกราคม 2567

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  6 – 12 มกราคม 2567 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดังนี้

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 กรุงเทพมหานคร ได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชนเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) หลังจากที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วรวม 4 ครั้ง โดยสภาผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน พรรคการเมือง และประชาชน ร่วมกันคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ชี้ว่าขัดมาตรา 9 พ.ร.บ. ผังเมืองที่ขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่แรกไม่รับฟังชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการตัดถนน โดยต้องการให้จัดทำร่างผังเมืองใหม่ที่มีกระบวนการรับฟังประชาชนตั้งแต่ต้น ซึ่งยังมีประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจและไม่รับรู้เรื่องผังเมือง 

ตามที่มาตรา 9 ระบุว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยวิธีการที่หลากหลายและทั่วถึง โดยข้อมูลเพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบต่อตัวเอง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องแจ้งแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายต่อประชาชนหรือชุมชนด้วย

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG 11  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 11.3 ยกระดับการพัฒนาเมืองและขีดความสามารถให้ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างมีส่วนร่วม บูรณาการและยั่งยืนในทุกประเทศ ภายในปี 2573 และ SDG 16  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.6 พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ และ 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เข้าถึงได้ที่ : “แถลงคว่ำร่างผังเมืองใหม่ กทม.” เครือข่ายภาคปช.-สภาผู้บริโภค-กรณ์-ก้าวไกล –  Greennews

คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่หารือเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต่อการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ” ณ จังหวัดภูเก็ต กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ ซึ่งนำโดย กัณวีร์ สืบแสง รองประธานคณะกรรมาธิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และคณะตัวแทนจากพรรคก้าวไกลร่วมลงพื้นที่ กัณวีร์ ระบุว่า ในฐานะอนุกรรมาธิการที่จัดตั้งภายใต้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นจะต้องดำเนินการเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มีมาอย่างยาวนานทั้งปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐ บุคคลไร้สัญชาติ  ซึ่งเป็นปัญหาที่เรายังเอาไปซุกอยู่ใต้พรมและถูกละเลยในการเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ในการเป็นมนุษย์ จึงมีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ 

ขณะที่ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ได้สะท้อนปัญหาหลักของแรงงานข้ามชาติ โดยเน้นย้ำ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ด้านสถานะการเข้าเมืองและการขออนุญาตทำงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ นโยบายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ค่าใช้จ่ายสูง กระบวนการมีความยุ่งยากซับซ้อน 2.ด้านความคุ้มครองทางสังคม แรงงานข้ามชาติรวมถึงผู้ติดตาม เช่น บุตรและครอบครัวมีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและความคุ้มครองทางสังคม และ 3.ด้านสิทธิแรงงาน ประเด็นปัญหาค่าจ้างค่าแรงที่ต่ำกว่ากฎหมาย รวมถึงการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ การได้ค่าแรงที่ไม่เท่าเทียมกันของแรงงานหญิงและชาย จึงจำเป็นต้องนำเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาบนพรมและมีการพูดคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนให้กลุ่มคนเหล่านี้ 

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG 1  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 1.3 ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสม รวมถึงการคุมครองทางสังคมขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมถึงทุกกลุ่ม SDG 8  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 8.5 บรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคน รวมถึงมีการจ่ายที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน และ 8.8 ปกป้องสิทธิแรงงานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมั่นคง SDG 10  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 10.2  เสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และ SDG 16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.3 ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

เข้าถึงได้ที่ : กัณวีร์-ทนายแจม นำ กมธ.ลงภูเก็ต หารือแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ – Prachatai.com

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผย ถึงความคืบหน้าการผลักดัน ร่างกฎหมายชาติพันธุ์ ซึ่งได้ยืนยันว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเชื้อสาย ที่อยู่ในประเทศไทย มีกฎหมายรองรับ ที่จะอยู่อย่างภาคภูมิใจมากขึ้น ซึ่ง 1 ใน 4 ร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน อย่าง ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย คือให้มีกลไกสภาชนเผ่าพื้นเมืองด้วย เพื่อกำหนดถิ่นที่อยู่ อาชีพ และการบริหารจัดการกันเอง โดยมีร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 1 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่างอภิปรายเห็นชอบในหลักการ และมีมติให้ คณะรัฐมนตรีนำกลับไปพิจารณาตามกรอบระยะเวลา 60 วัน ภายใต้เงื่อนไขให้นำร่าง พ.ร.บ.อีก 3 ฉบับ คือ ฉบับของรัฐบาล, พรรคก้าวไกล และภาคประชาชน โดยขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) รวมเป็น 4 ฉบับ เข้ามาพิจารณาในสภาฯ พร้อมกัน

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG 1  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่  SDG 1  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 1.3 ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสม รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานให้ครอบคลุมถึงทุกกลุ่ม  SDG 10  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 10.3 สร้างหลักประกันว่าจะมีโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องนี้ และ SDG 16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.3 ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และ 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เข้าถึงได้ที่ : “เสริมศักดิ์” คาด 2 สัปดาห์ ดันร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ (ฉบับรัฐบาล) เข้า ครม. –  The Active 

กรมควบคุมโรค ออกมาคาดการณ์สถานการณ์โรคที่อาจเกิดการระบาด และโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากข้อมูลการระบาดและปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษในปีนี้ที่อาจพบการระบาดของโรคทั้ง 3 โรค ได้แก่ 1. โรคโควิด 19 เนื่องจากมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงเมื่อติดเชื้อ แต่ต้องเฝ้าระวังในกลุ่มเปราะบาง 608 เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง โรคอ้วน มะเร็ง และหญิงตั้งครรภ์ ที่ต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรง สามารถทำให้เสียชีวิตได้ โดยข้อมูลสถานการณ์ในปี 2566 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 460,325 ราย และ 3. โรคไข้เลือดออก โดยในปี 2566 พบผู้ป่วยทั้งหมด 156,097 ราย นอกจาก 3 โรค ดังกล่าวที่ได้คาดการณ์ไว้ กรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวังโรคที่มีโอกาสเกิดการระบาดอย่างโรคตามฤดูกาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG 3  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.d เสริมขีดความสามารถสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกําลังพัฒนา ในเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก

เข้าถึงได้ที่ : กรมควบคุมโรค คาด อาจพบ ‘โควิด 19 – ไข้หวัดใหญ่ – ไข้เลือดออก’ ระบาดปี 67 เฝ้าระวังอีก 12 โรค – The Reporters 

เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ได้เปิดเผยสถิติจำนวนนักกิจกรรมภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งถูกดำเนินคดีที่เข้าข่ายฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ตั้งแต่ช่วงปี 2561 – 2566 ว่ามีจำนวนอย่างน้อย 39 คน แบ่งออกเป็น ผู้ชาย 30 คน และผู้หญิง 9 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ทำกิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 22 คน ส่วนใหญ่มาจากคดีการชุมนุมคาร์ม็อบที่จัดขึ้นช่วงปี 2564 ที่จังหวัดยะลาและปัตตานี และเป็นการเคลื่อนไหวในส่วนภูมิภาคที่ต้องการสนับสนุนการชุมนุมในกรุงเทพฯ ของกลุ่มราษฎร 

ด้านโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระบุว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนในกฎหมาย และรัฐไม่เคยใช้กระบวนการฟ้องร้องเพื่อปิดปากใคร ซึ่ง กอ.รมน. มีในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เพียงแต่ว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่พิเศษ ด้วยเป้าประสงค์เพื่อระงับเหตุร้ายและติดตามผู้ต้องสงสัยได้อย่างทันท่วงที เพื่อนำส่งฟ้องศาลภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาติดตามและส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันว่าต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ พร้อมกับพยายามส่งเสริมการเจรจาสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐไทยและกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ควรมุ่งเน้นไปที่การกระจายอำนาจ และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบราชการมากกว่า

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.3 ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม 16.6 พัฒนาสถาบันทุกระดับให้มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใส 16.7 สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ และ 16.10 สร้างหลักประกันว่าสาธารณชนสามารถเขาถึงข้อมูลและมีการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและความตกลงระหว่างประเทศ

เข้าถึงได้ที่ : เปิดสถิติ นักกิจกรรมภาคใต้ถูกฟ้องปิดปาก (slapp) หรือไม่ กองทัพชี้แจงอย่างไร –  BBC Thai

ข้อมูลใหม่เผยว่าในปี 2566 มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนเนื่องจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 90% เป็นเครื่องบ่งชี้ภาวะโลกร้อนได้อย่างชัดเจนซึ่งถือได้ว่ามหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามการศึกษาใหม่ของวารสาร Advances in Atmospheric Sciences ระบุว่า ในปี 2566 มหาสมุทรได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 15 เซตตะ จูล (Zetta Joules) และเมื่อเทียบกับปี  2565 มนุษย์ได้ใช้พลังงานประมาณครึ่งเซตตะ จูลต่อปีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ทำให้สุทธิแล้วมหาสมุทรดูดซับความร้อนไปถึง 287 เซตตะจูลในปี 2566 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความร้อนที่สูงขึ้นในมหาสมุทร อันมีสาเหตุหลักมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นและปรากฎการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นผลให้อุณหภูมิในมหาสมุทรสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG 13  โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 13.1 เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ เป้าหมายย่อยที่ 13.2 บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายย่อยที่ 13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เข้าถึงได้ที่ : ‘Astounding’ ocean temperatures in 2023 intensified extreme weather, data shows –  Theguardian

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการกลยุทธไตรพลังในการดำเนินการเพื่อสุขภาวะและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

Last Updated on มกราคม 15, 2024

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

สรุปประชุม COP27 อะไรคือประเด็นที่น่าจับตามอง เน้นย้ำ “ความสูญเสียและเสียหาย” จากภาวะโลกร้อน

ปิดฉากลงแล้วสำหรับเวทีการประชุมสำคัญที่ติดตามความเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ‘COP27’ หรือ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ว…

แรงงานจะ ‘Fit for the Future’ ก็ต่อเมื่อที่ทำงานตระหนักถึงความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ทำงาน

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (European Commission) ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจ ประชากรศาสตร์ รูปแบบของการทำงาน ตลอดจนวิกฤติที่เกี่…

เชื่อมคนนับล้านผ่าน Sustainable Development Festival รับฟังเสียงภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนประเทศอิตาลีสู่ความยั่งยืน

Sustainable Development Festival คืองานเทศกาลที่จัดโดย Italian Alliance for Sustainable Development (ASviS) ตั้งแต่ปี 2017 และสามารถดึงดูดผู้คนนับล้า…

สวิตเซอร์แลนด์ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลาง ‘Green Fintech’ และการเงินสีเขียวของโลก

ตั้งแต่ปลายปี 2563 State Secretariat for International Finance (SIF) ในนามของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว ‘เครือข่ายฟินเทคสีเขียว’ (Green Fintech Net…

ค้นหา