สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผย “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร จากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว จนกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอีกไม่เกินในหนึ่งทศวรรษข้างหน้า พร้อมย้ำเตือนว่าวิกฤตประชากรครั้งนี้ไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และวางนโยบายระยะยาว เพื่อความมั่นคงของประเทศ
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน ซึ่งลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน และคาดว่าภายในปี 2569 จำนวนการเกิดในไทยอาจลดต่ำกว่า 4 แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราการเพิ่มของประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน สอดคล้องกับรายงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ที่ได้คาดการณ์ว่าหากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือ เพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)
ขณะเดียวกัน ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อการเพิ่มประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน ทางสถาบันวิจัยประชากรและสังคม จึงเสนอให้มีการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) กล่าวคือเป็นการกำหนดนโยบายเพื่อดึงดูดแรงข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของประชากรอันเนื่องมาจากสังคมสูงวัย
อีกประเด็นหนึ่งสำคัญ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยในอีกระดับแล้วนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจว่าสังคมจะมีมุมมองและนิยามต่อผู้สูงวัยอย่างไร โดยผลสำรวจออนไลน์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่าผู้คนกว่าครึ่ง ร้อยละ 53.0 เห็นควรให้ปรับนิยามผู้สูงอายุ ให้เริ่มต้นที่อายุ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากบางกลุ่มยังมีศักยภาพในการทำงาน ทว่านโยบายนี้ยังคงมีช่องว่างระหว่างวัย ซึ่งกลุ่ม Gen Z ยังต้องการให้อายุเกษียณคงอยู่ที่ 60 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาบุคลากรสูงวัยที่มีทักษะสูงกับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกัน รวมทั้งควรแยกนโยบายอายุเกษียณตามลักษณะงานและทักษะ
สุดท้ายนี้ เพื่อพลิกวิกฤตประชากร จำเป็นต้องรับมือวิกฤตเกิดน้อย–สังคมสูงวัย ด้วยการลงทุนใน “คน” ก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น และหันมาลงทุนในคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ปฐมวัย พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในอนาคต
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– สำรวจนโยบาย ‘ส่งเสริมการมีลูก’ ของแต่ละประเทศ สาเหตุใดสถิติเด็กเกิดใหม่น้อยลง
– ข้อมูลประชากรโลกปี 2567 ชี้อัตราการเจริญพันธุ์ลดลง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น – เร่งลงทุนสุขภาพพื้นฐาน
– อัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกลดลง และ 39 ประเทศรวมไทยจะมีประชากรในปี 2050 น้อยกว่าปัจจุบัน
– PRB เผยแพร่ข้อมูลประชากรโลก ปี 2565 พบอัตราการตายส่วนเกินจากโควิด-19 มีมากถึง 15 ล้านคน ขณะที่เอเชียตะวันออกมีอัตราการเกิดน้อยที่สุดในโลก
– สำรวจนโยบาย ‘บำนาญ’ ของแต่ละประเทศ ในวันที่โลกเผชิญสู่สังคมผู้สูงอายุ
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ยุติความยากจน
– (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมในระดับประเทศที่เหมาะสม รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานและบรรลุการครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยากจนและเปราะบาง ภายในปี 2573
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.7) สร้างหลักประกันถ้วนหน้า ในการเข้าถึงบริการสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมถึงการวางแผนครอบครัว ข้อมูลข่าวสารและความรู้ และการบูรณาการอนามัยการเจริญพันธุ์ในยุทธศาสตร์และแผนงานระดับชาติ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
– (3.c) เพิ่มการใช้เงินสนับสนุนด้านสุขภาพ และการสรรหา การพัฒนา การฝึกฝน และการเก็บรักษากำลังคนด้านสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก
#SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
– (8.5) บรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้มีภาวะทุพพลภาพ และให้มีการจ่ายที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ภายในปี 2573
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.2) ให้อำนาจและส่งเสริมความครอบคลุมด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความบกพร่องทางร่างกาย เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา หรือสถานะทางเศรษฐกิจหรือสถานะอื่น ๆ ภายในปี 257
– (10.3) สร้างหลักประกันว่าจะมีโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องนี้
– (10.4) นำนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการคลัง ค่าจ้าง และการคุ้มครองทางสังคมมาใช้ และให้บรรลุความเสมอภาคยิ่งขึ้นอย่างก้าวหน้า
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.14) ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน








