แนวคิดวัดยุคใหม่จาก 3 วัดต้นแบบ: เปลี่ยน “ขยะ” เป็น “บุญ” ผ่านระบบจัดการขยะที่เชื่อมโยงคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี*
นิฐิดา  กุลจิตติโสภา**
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในวันที่ปัญหาขยะกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย วัดสามแห่งได้พิสูจน์ให้เห็นว่า วัดไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมแห่งศรัทธา หากยังสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ วัดทอง กรุงเทพมหานคร วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี แม้แต่ละแห่งจะมีจุดเริ่มต้น แนวทาง และบริบทที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีเป้าหมายร่วมกัน คือการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการจัดการขยะ จนพัฒนาเป็นต้นแบบที่วัดและชุมชนอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

SDG Insight ฉบับนี้ เรียบเรียงจากการศึกษาข้อมูลและการลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกพระสงฆ์และทีมงานผู้ขับเคลื่อนของทั้งสามวัด โดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ และคุณนิฐิดา กุลจิตติโสภา ผู้ช่วยวิจัย จากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานของแต่ละวัด ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวทางการดำเนินงาน อุปสรรคที่ต้องเผชิญ ตลอดจนปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะในพื้นที่อื่นได้


01 – บทนำ: เมื่อปัญหาขยะกลายเป็นโจทย์ของวัดและชุมชน

วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาประกอบศาสนกิจและทำกิจกรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งบทบาทของวัดในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านศาสนาเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับภาระด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชุมชนจำนวนไม่น้อยได้ผลักภาระการจัดการขยะมายังวัดและพระสงฆ์ ทั้งขยะที่เกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน สิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์เลี้ยงที่ถูกทอดทิ้ง และขยะเชิงสัญลักษณ์ เช่น พระพุทธรูปหรือวัตถุมงคลที่ชำรุด ซึ่งประชาชนนิยมนำมาฝากไว้ที่วัดแทนการทิ้งรวมกับขยะทั่วไป สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า วัดไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะของชุมชน แต่ยังถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลและจัดการปัญหาดังกล่าวด้วย [1]

เมื่อขาดระบบการจัดการที่เหมาะสม ขยะย่อมส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ของศาสนสถาน ดังเช่นกรณีของวัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่เคยประสบปัญหาขยะและสุนัขจรจัดจนกระทบต่อผู้มาทำบุญ ขณะที่วัดยังขาดทั้งงบประมาณและองค์ความรู้ในการจัดการ อย่างไรก็ตาม เมื่อวัดพัฒนาระบบการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ขยะกลับกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ผ่านการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน [2]

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจัดการเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้การคัดแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญและการปฏิบัติธรรม ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนมากกว่าการรณรงค์ด้วยกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว [3] [4]

ด้วยเหตุนี้ การจัดการขยะในวัดจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดปริมาณขยะ หากยังช่วย (1) ยกระดับสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม (2) รักษาภาพลักษณ์และความศรัทธาของศาสนสถาน (3) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ (4) พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน SDG Insight ฉบับนี้ จึงรวบรวมบทเรียนจาก 3 วัดต้นแบบ ที่สามารถเปลี่ยน “ขยะ” จากภาระของชุมชนให้กลายเป็น “บุญ” ผ่านการออกแบบระบบที่เชื่อมโยงพระสงฆ์ ชุมชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งค้นหาปัจจัยความสำเร็จ อุปสรรค และบทเรียนที่สามารถประยุกต์ใช้กับวัดและชุมชนอื่น ๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่

ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ จึงเลือกถอดบทเรียนจาก วัดทอง วัดจากแดง และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เนื่องจากทั้งสามแห่งเป็นวัดต้นแบบด้านการจัดการขยะที่มีผลการดำเนินงานเป็นรูปธรรมและเป็นแหล่งเรียนรู้แก่สังคม อีกทั้งมีบริบทและแนวทางการจัดการขยะที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัดในเขตเมืองที่มีพื้นที่จำกัด วัดกึ่งเมืองกึ่งชนบท ไปจนถึงพระอารามหลวงขนาดใหญ่ โดยมีจุดเด่นทั้งด้านการเชื่อมโยงการทำบุญกับการบริจาคขยะ การนำขยะกลับมาสร้างมูลค่า และการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง


02 – กรณีศึกษา 1 วัดทอง กรุงเทพมหานคร – “ใส่บาตรขยะ” ทำบุญมิติใหม่ เปลี่ยนขยะเป็นทุนบูรณะอุโบสถ

วัดทอง เขตบางพลัด เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2300 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ก่อนหน้านี้วัดได้ประสบปัญหาการจัดการขยะจำนวนมากที่ยังขาดการคัดแยกอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีประชาชนบางส่วนนำขยะของเสียมาทิ้งในวัดโดยไม่แยกประเภท ส่งผลให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และแมลงวัน แม้วัดจะเริ่มพยายามคัดแยกวัสดุรีไซเคิลบางส่วน หากแต่ยังติดปัญหาปลายทาง เนื่องจากร้านรับซื้อของเก่าไม่รับวัสดุบางประเภท ทำให้วัสดุที่คัดแยกไว้ไม่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2566 เมื่อวัดเริ่มพัฒนาระบบการจัดการขยะอย่างจริงจัง โดยมีพระครูธรรมธรอานนท์ กนฺตวีโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบหลัก ภายใต้การสนับสนุนของพระมหาสวัสดิ์ เกสรเมธี เจ้าอาวาส วัดได้ริเริ่มพัฒนาแนวคิด “ทำบุญมิติใหม่” ผ่านโครงการ “ใส่บาตรขยะ” และ “ถวายทองฉลองโบสถ์”  เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทำบุญด้วยการบริจาคขยะรีไซเคิลที่คัดแยกและทำความสะอาดแล้ว รายได้จากการจำหน่ายวัสดุรีไซเคิลถูกนำไปสมทบทุนบูรณะพระอุโบสถโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย

หัวใจของวัดทอง คือการมองว่าการจัดการขยะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เพียงการจัดการของเสียในเชิงเทคนิค ภายใต้แนวคิดดังกล่าว วัดได้ออกแบบกระบวนการคัดแยกขยะที่ “สถานีบุญล้น” ให้สอดแทรกการเจริญสติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ “เทหนอ”(เทเศษอาหารออก) “ล้างหนอ” (ล้างภาชนะให้สะอาด) “คว่ำหนอ” และ “แขวนหนอ” (ตากให้แห้งก่อนคัดแยก) เพื่อปลูกฝังให้การคัดแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสติในชีวิตประจำวัน

พระครูธรรมธรอานนท์ กนฺตวีโร อธิบายว่า แนวทางดังกล่าวตั้งอยู่บนหลัก อิทัปปัจจยตา  ที่สะท้อนว่าการกระทำเล็กน้อยของแต่ละบุคคลล้วนส่งผลต่อผู้อื่น สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับหลักทาน ศีล ภาวนา ที่เชื่อมโยงการแบ่งปัน การไม่เบียดเบียน และการฝึกจิตใจเข้ากับการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน จึงทำให้การจัดการขยะจึงไม่ใช่เพียงงานด้านเทคนิคแต่เป็นกระบวนการหล่อหลอมจิตสำนึกและคุณค่าทางใจ

ปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ วัดทองพัฒนาระบบคัดแยกวัสดุรีไซเคิลอย่างละเอียด 22 ประเภทก่อนส่งต่อให้เครือข่ายที่รับวัสดุรีไซเคิลไปรีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์ต่อ เช่น บริษัทรับซื้อวัสดุรีไซเคิล Waste Buy Delivery โครงการวนที่รับบริจาคพลาสติกยืด (LLDPE) และ Yolo ที่รับพลาสติกมูลค่าต่ำไปขึ้นรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่วนวัสดุที่ไม่สามารถจำหน่ายเป็นวัสดุรีไซเคิลได้ จะถูกจัดเป็น “ขยะพลังงาน” เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนซีเมนต์หรือโรงไฟฟ้าขยะ ขณะที่เศษอาหารถูกจัดการภายในวัดผ่านเครื่องหมักปุ๋ย “ชูชก” การทำปุ๋ยหมักแบบใช้อากาศ และการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) ปุ๋ยที่ได้ถูกนำไปใช้ปลูกผักใน “สถานีปลูกบุญ” เพื่อหมุนเวียนเข้าสู่โรงครัวของวัดและแบ่งปันให้ชุมชน

ผลจากการออกแบบระบบดังกล่าว ทำให้เหลือเพียงขยะปนเปื้อนสูงที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งวัดเรียกว่า “ขยะยอม” และส่งต่อให้สำนักงานเขตนำไปกำจัด โดยในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีเหลือปริมาณเพียง ประมาณ 125 กิโลกรัมสะท้อนให้เห็นว่าขยะส่วนใหญ่สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบและสร้างคุณค่าได้ภายในวัด

ความสำเร็จของวัดทองสะท้อนผ่านผลลัพธ์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยในช่วง ต้นปี พ.ศ. 2567–มิถุนายน พ.ศ. 2569 วัดสามารถนำรายได้จากการจำหน่ายวัสดุรีไซเคิลมาสมทบทุนบูรณะพระอุโบสถได้มากกว่า 700,000 บาท พร้อมลดปริมาณขยะฝังกลบได้กว่า 200,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ วัดยังจัด “งานกฐินปลอดขยะ” ในปี พ.ศ. 2568 โดยใช้ภาชนะหมุนเวียน จัดจุดล้างภาชนะ งดแจกหลอดพลาสติก และติดตั้งตู้กดน้ำดื่มเพื่อลดขยะใช้ครั้งเดียว

ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่านั้นคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน เมื่อพระสงฆ์ลงมือคัดแยกขยะอย่างจริงจัง ประชาชนจึงเริ่มปฏิบัติตาม หลายครัวเรือนแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เปิดจุดรวบรวมวัสดุรีไซเคิล (Drop Point) และมีโรงเรียน รวมถึงโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ร่วมส่งวัสดุรีไซเคิลมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้วัดทองยังขยายองค์ความรู้ไปยัง วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และสนับสนุนเครือข่าย “บุญอุบลรักษ์โลก” สะท้อนศักยภาพของวัดในการเป็นต้นแบบการจัดการขยะที่สามารถขยายผลสู่ชุมชนอื่นได้

จากการสัมภาษณ์ พระครูอานนท์ฝากบทเรียนสำคัญไว้ว่า “วัดที่อยากเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าใหญ่ ให้เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน เช่น การแยกขยะเปียกกับขยะแห้ง แล้วค่อยพัฒนาเป็นลำดับ แต่ปัจจัยที่จำเป็นที่สุดคือต้องมี “ผู้รับผิดชอบหลักที่ชัดเจนอย่างน้อย 1 คน” ที่มุ่งมั่นจริงและได้รับความเห็นชอบจากผู้นำหรือผู้บริหารของวัด”


03 – กรณีศึกษา 2 วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ: 20 ปีแห่งการ “ชุบชีวิตขยะ” จากขวดพลาสติกสู่จีวรพระ

วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นวัดที่พัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ภายใต้การนำของ พระราชวัชรบัณฑิต (ประนอม ธมฺมาลงฺกาโร) จากการต่อยอดโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จนปัจจุบันกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะครบวงจรที่มีหน่วยงานจากทั่วประเทศเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมาจากปัญหาขยะที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในงานทอดกฐินประจำปีซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน ส่งผลให้เกิดขยะจากโรงทานและภาชนะใช้ครั้งเดียวจำนวนมาก ต้องรอการจัดเก็บจากเทศบาลจนเกิดขยะตกค้าง กลิ่นไม่พึงประสงค์ และปัญหาสุขอนามัย วัดจึงพัฒนาระบบจัดการขยะด้วยตนเอง จนปัจจุบันสามารถจัดการขยะจากงานกฐินได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว โดยแทบไม่เหลือขยะตกค้าง 

จุดเด่นของวัดจากแดงคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ภายใต้แนวคิด “ทำของที่เป็นเลขศูนย์ให้เป็นเลขล้าน” ผ่านการแปรรูปและอัพไซเคิลขยะ ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือการนำขวดพลาสติก PET มาผลิตเป็นเส้นใยสำหรับทอจีวรพระ โดยใช้ขวดพลาสติกเพียง 15–30 ใบต่อจีวร 1 ผืน ปัจจุบันวัดรับบริจาควัสดุรีไซเคิลจากประชาชนและชุมชน ก่อนส่งต่อให้บริษัท Envicco แปรรูปเป็นจีวร หมวก กระเป๋าผ้า และผ้าห่ม ขณะที่ฝาขวดถูกนำไปผลิตเป็นพวงกุญแจ นอกจากการอัพไซเคิล วัดยังพัฒนาแนวทางจัดการขยะหลายประเภทให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้เทคโนโลยี ไพโรไลซิส (Pyrolysis) แปรรูปพลาสติกและน้ำมันใช้แล้วเป็นเชื้อเพลิง การแปรรูปโฟมเป็นอิฐบล็อก และการนำเศษอาหารมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ และก๊าซชีวภาพ อีกทั้งยังขยายการจัดการจากบนบกสู่แหล่งน้ำ ด้วยการติดตั้งทุ่นดักขยะลอยน้ำ “HIPPO” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Seven Clean Seas เพื่อดักจับขยะพลาสติกก่อนไหลลงสู่ทะเล ซึ่งสามารถดักขยะพลาสติกก่อนไหลลงทะเลได้วันละหลายร้อยกิโลกรัม

การขับเคลื่อนงานของวัดจากแดงตั้งอยู่บนหลัก อิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ควบคู่กับคติการทำงาน “ททท. – ทำทันที” และ “ทตน. – ทำต่อเนื่อง” พร้อมประยุกต์ใช้แนวคิด “บวร” (บ้าน–วัด–โรงเรียน) เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมและถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ชุมชน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญคือ “ตลาดนัดรีไซเคิล” ที่จัดร่วมกับบริษัท Farmhouse ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดโอกาสให้ประชาชนนำวัสดุรีไซเคิลมาแลกไข่ไก่ ขนมปัง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เห็นคุณค่าของขยะอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน วัดยังสร้างงานให้คนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้ากว่า 60 คน ประกอบด้วยคนงานและอาสาสมัคร เป็นการส่งเสริมการมีงานทำใกล้บ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

แม้วัดจากแดงจะประสบความสำเร็จในการจัดการขยะ แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกสะท้อนว่า การขับเคลื่อนยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งราคาวัสดุรีไซเคิลที่ผันผวน ต้นทุนการบำรุงรักษาเครื่องจักรและกระบวนการไพโรไลซิส รวมถึงปัญหาการคัดแยกขยะของผู้มาร่วมงาน แม้วัดจะเพิ่มจุดคัดแยกถึง 7 จุดแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการจัดการขยะเป็นกระบวนการที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

จากบทเรียนที่วัดจากแดง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดว่าจะดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น  “ผู้นำ” คือปัจจัยสำคัญ โดยเจ้าอาวาสต้องมีวิสัยทัศน์และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นควรทำอย่างเรียบง่าย เช่น  การให้แม่ครัวแยกขยะเพียง 2 ประเภทคือ “เน่า” กับ “ไม่เน่า” ซึ่งเข้าใจง่ายกว่าคำว่า “เปียก” กับ “แห้ง” เมื่อคนคุ้นเคยแล้วจึงค่อยเพิ่มความละเอียดทีละขั้น นอกจากนี้ การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญ วัดจึงนำวัสดุรีไซเคิลมาสร้างเป็นหลังคาและพื้นภายในวัด เพื่อให้เห็นว่าขยะสามารถสร้างคุณค่าได้จริง ก่อนขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังวัดอื่น เช่น วัดยางหัก จังหวัดราชบุรี ที่ประยุกต์ใช้การแลกถุงพลาสติกกับน้ำมันสำหรับใช้ในพิธีศพ


04 – กรณีศึกษา 3 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี: 29 ปีแห่งการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง สู่งานศพปลอดพวงหรีด

วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นหนึ่งในวัดต้นแบบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สืบทอดแนวคิดความเรียบง่ายมาตั้งแต่สมัย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง (Source Reduction)

บทเรียนสำคัญของวัดคือการรณรงค์ ลดการใช้พวงหรีดในงานศพ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 29 ปี จากเดิมที่วัดต้องเผชิญกับขยะจากพวงหรีดดอกไม้สดจำนวนมาก ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านการจัดเก็บ ค่าใช้จ่าย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัดจึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้บริการผ่านมาตรการจูงใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง  เริ่มจากช่วงปี พ.ศ. 2540-2550 ที่รณรงค์งดพวงหรีดโฟม พร้อมใช้มาตรการจูงใจอย่างการลดค่าศาลาให้เจ้าภาพที่ไม่รับพวงหรีดและจัดดอกไม้ประดิษฐ์ประดับศาลาแทน ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2551-2556 ส่งเสริมพวงหรีดที่ใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น พวงหรีดพัดลม ผ้าห่ม และต้นไม้ จนถึงยุคปัจจุบันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ที่มีการปรับปรุงศาลาติดตั้งระบบปรับอากาศ ประกอบกับการสื่อสารกับเจ้าภาพแต่ละงานอย่างจริงจัง กระทั่งในปัจจุบัน การไม่ส่งพวงหรีดเมื่อมาร่วมงานศพที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ได้กลายเป็นบรรทัดฐานที่สังคมยอมรับ สะท้อนว่าการลดขยะตั้งแต่ต้นทางต้องอาศัยการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการใช้มาตรการเพียงระยะสั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2565 วัดได้นำแนวทาง 5ส มาใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการพื้นที่และการคัดแยกขยะ โดยมีพระสงฆ์ กลุ่มจิตอาสา “หมอสะอาด” และนักเรียนจิตอาสาร่วมกันดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบทั่วทั้งวัด ส่งผลให้การจัดเก็บอุปกรณ์ การคัดแยกขยะ และการใช้พื้นที่เพื่อประกอบศาสนกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เครือข่าย “หมอสะอาด”ยังขยายองค์ความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมไปยังวัดอื่นทั่วประเทศ โดยมีวัดชลประทานรังสฤษดิ์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเรียนรู้ วัดชลประทานรังสฤษดิ์พัฒนาระบบคัดแยกขยะที่ครอบคลุมทั้งเศษอาหาร กระดาษ ขวดแก้ว กระป๋อง กล่องเครื่องดื่ม ขยะอันตราย และวัสดุรีไซเคิล โดยติดป้ายแยกประเภทอย่างชัดเจน พร้อมจัดการขยะแต่ละประเภทให้เหมาะสม เช่น นำใบไม้และกิ่งไม้มาทำปุ๋ยหมัก เศษอาหารผลิตน้ำหมักชีวภาพ และส่งต่อ “ขยะกำพร้า” ให้บริษัท N15 จัดการอย่างถูกวิธี ซึ่งจุดสำคัญ คือวัดไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนถังคัดแยก แต่คือ การออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย โดยลดจำนวนถัง กำหนดจุดทิ้งขยะให้ชัดเจน และสื่อสารให้ผู้ใช้พื้นที่เข้าใจ เพื่อลดการทิ้งผิดประเภทและควบคุมคุณภาพการคัดแยก ควบคู่กับมาตรการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น การจัดให้ผู้ร่วมงานศพรับประทานอาหารร่วมกันที่โรงทานในช่วงเวลา 16.00 – 18.00 น. เพื่อบริหารจัดการอาหารและขยะอย่างเป็นระบบ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนนำกระบอกน้ำมาใช้บริการจุดเติมน้ำภายในวัด

จุดเด่นของวัดชลประทานรังสฤษดิ์คือการเชื่อมโยงการจัดการขยะเข้ากับหลักธรรมในฐานะ “พลังขับเคลื่อนภายใน” ของชุมชนวัด โดยหลักความพอเพียงช่วยลดการบริโภคเกินจำเป็น ความเมตตาและความรับผิดชอบร่วมปลูกฝังให้เห็นว่าการทิ้งขยะไม่ถูกที่คือการสร้างภาระให้ผู้อื่น ขณะที่การคัดแยกขยะอย่างมีสติกลายเป็น “พื้นที่ฝึกสติ” ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้วัดปลอดขยะเป็นทั้งพื้นที่จัดการสิ่งแวดล้อมและพื้นที่เรียนรู้ทางธรรม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วัดมีความสะอาด เป็นระเบียบ ผู้มาวัดคัดแยกขยะได้ถูกต้องและหันมาพกกระบอกน้ำส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นแบบอย่างจนเกิดการเรียนรู้และนำแนวปฏิบัติกลับไปใช้ในครัวเรือน บทเรียนสำคัญคือ การจัดการขยะไม่ได้เริ่มจากงบประมาณหรืออุปกรณ์ แต่เริ่มจาก การสร้างความตระหนักรู้และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือของพระสงฆ์ จิตอาสา และผู้มีจิตศรัทธา


05 – 3 วัดต้นแบบกับหลักการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มักถูกมองว่าเป็นแนวทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กรณีศึกษาของวัดทอง วัดจากแดง และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ แสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับวัดและชุมชน แม้ทั้งสามวัดจะมีบริบท รูปแบบการดำเนินงาน และจุดเด่นแตกต่างกัน แต่ต่างมุ่งลดปริมาณขยะ ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และนำวัสดุที่เหลือใช้กลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างประโยชน์ใหม่ บทเรียนสำคัญจากทั้งสามวัดจึงไม่ได้อยู่ที่การรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การออกแบบ “ระบบจัดการขยะ” ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่การลดขยะต้นทาง การคัดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตลอดจนการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน ดังนี้

  • ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง (Reduce) ทั้งสามวัดปรับกิจกรรมทางศาสนาเพื่อลดวัสดุใช้ครั้งเดียว เช่น ลดพวงหรีด จัดงานกฐินปลอดขยะ และใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ สะท้อนการออกแบบกิจกรรมเพื่อป้องกันขยะตั้งแต่ต้นทาง
  • นำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ (Reuse, Recycle and Upcycle) วัดจากแดงนำขวดพลาสติก PET มาแปรรูปเป็นจีวร ใช้กระบวนการไพโรไลซิสเปลี่ยนพลาสติกเป็นน้ำมัน และผลิตอิฐบล็อกจากโฟม แสดงให้เห็นว่าขยะสามารถกลับมาเป็นทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าได้ผ่านการคัดแยกและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • เปลี่ยนขยะให้เป็นคุณค่า (Value Creation) เปลี่ยนขยะให้เป็นคุณค่า (Value Creation) วัดทองนำรายได้จากกิจกรรม “ใส่บาตรขยะ” และ “ถวายทอง ฉลองโบสถ์” มากกว่า 500,000 บาท ไปบูรณะพระอุโบสถ ส่วนวัดจากแดงสร้างงานให้คนในพื้นที่ประมาณ 60 คน และจัดตลาดนัดให้ประชาชนนำขยะมาแลกของใช้ ทั้งสองกรณีสะท้อนว่าขยะสามารถสร้างคุณค่าได้ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • ออกแบบระบบผ่านเครือข่ายความร่วมมือ (System and Partnership) ทั้งสามวัดสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน โรงเรียน หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงการคัดแยก รวบรวม ขนส่ง และแปรรูปขยะ วัดทองประสานกับหน่วยงานและเครือข่ายรับซื้อวัสดุรีไซเคิล วัดจากแดงร่วมกับชุมชนและภาคเอกชนด้านการแปรรูป ส่วนวัดชลประทานรังสฤษดิ์ขับเคลื่อนด้วยจิตอาสา “หมอสะอาด” และหน่วยงานท้องถิ่น ความร่วมมือนี้ทำให้ขยะแต่ละประเภทมีปลายทางและกลับเข้าสู่ระบบใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง
  • เปลี่ยนพฤติกรรมผ่านหลักธรรมและการลงมือทำ (Behavior Change) ทั้งสามวัดใช้หลักธรรมและการเป็นแบบอย่างเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมจัดการขยะ วัดทองเชื่อมการคัดแยกกับการทำบุญ วัดจากแดงสื่อสารเรื่อง “ขยะภายนอกและขยะภายในใจ” ส่วนวัดชลประทานรังสฤษดิ์มองการรักษาความสะอาดเป็นการฝึกสติ เมื่อพระสงฆ์ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงเรียนรู้และนำแนวทางกลับไปใช้ในครัวเรือนได้

ดังนั้น กรณีศึกษาของวัดทอง วัดจากแดง และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แนวคิดที่จำกัดอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระดับวัดและชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่ละวัดจะมีจุดเน้นแตกต่างกัน วัดทองโดดเด่นด้านการเชื่อมขยะกับการทำบุญและการบูรณะศาสนสถาน วัดจากแดงโดดเด่นด้านนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างมูลค่า ส่วนวัดชลประทานรังสฤษดิ์โดดเด่นด้านจิตอาสา การจัดระบบภายใน และการปลูกฝังวินัย แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมคือการมองขยะเป็นทรัพยากรที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้น Circular Economy ในบริบทของวัดจึงไม่ใช่เพียงการนำขยะไปรีไซเคิล แต่เป็นการออกแบบระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่การลดขยะต้นทาง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน

ตาราง: เปรียบเทียบบทเรียนจาก 3 วัดต้นแบบสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน


06 – 6 บทเรียนที่สังเคราะห์จาก 3 วัดต้นแบบ สู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน

แม้ทั้งสามวัดจะมีบริบทและแนวทางดำเนินงานแตกต่างกัน แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกสะท้อน 6 ปัจจัยร่วม ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับวัด ชุมชน โรงเรียน หรือองค์กรอื่น 

  • ประการแรก คือ “ผู้นำ” เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ทุกวัดยืนยันตรงกันว่า ความสำเร็จเกิดจากเจ้าอาวาสหรือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง ควบคู่กับการมีผู้รับผิดชอบหลักที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง 
  • ประการที่สอง คือการใช้ “ธรรมะนำ” ทั้งสามวัดเชื่อมโยงการจัดการขยะเข้ากับการปฏิบัติธรรม ผ่านอิทัปปัจจยตาและการเจริญสติของวัดทอง อิทธิบาท 4 ของวัดจากแดง และหลักสติ ความเมตตา และความไม่ประมาทของวัดชลประทานรังสฤษดิ์ แนวทางดังกล่าวทำให้การจัดการขยะเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ง่าย จน “ธรรมะ” กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ผ่านการลงมือปฏิบัติ
  • ประการที่สาม คือการเริ่มจากจุดเล็กและลงมือทำทันที ทั้งสามวัดเริ่มต้นในวันที่ยังไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะเพียง 2 ประเภท การจัดกิจกรรม 5ส หรือการคัดแยกขยะพื้นฐาน ก่อนค่อย ๆ พัฒนาระบบให้ซับซ้อนขึ้น สะท้อนว่า ความพร้อมไม่ใช่เงื่อนไขของการเริ่มต้น แต่การลงมือทำต่างหากที่สร้างความพร้อม
  • ประการที่สี่ คือการออกแบบระบบที่ทำให้ขยะทุกชิ้นมีคุณค่า ทั้งสามวัดให้ความสำคัญกับการกำหนดปลายทางของขยะแต่ละประเภท พร้อมสื่อสารผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นจีวรจากขวดพลาสติก อุโบสถที่ได้รับการบูรณะจากรายได้วัสดุรีไซเคิล หรือการลดขยะในงานศพและงานกฐิน สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ผู้คนอยากมีส่วนร่วม 
  • ประการที่ห้า คือการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชน  เป็นหัวใจของการขยายผล ทุกวัดทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และจิตอาสา ขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนผ่านการจ้างงาน การแลกเปลี่ยนวัสดุรีไซเคิล การแบ่งปันผลผลิต และการเป็นศูนย์เรียนรู้ ทำให้ชุมชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 
  • ประการที่หก คือการยอมรับว่านี่คืองานระยะยาวที่ไม่มีวันเสร็จ ทุกวัดยังคงเผชิญความท้าทาย ทั้งพฤติกรรมของผู้ใช้พื้นที่ ราคาวัสดุรีไซเคิลที่ผันผวน และข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่บทเรียนจากทั้งสามกรณีชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวัฒนธรรมต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความอดทน และการเรียนรู้ร่วมกัน

สุดท้ายนี้ บทเรียนจากวัดต้นแบบทั้งสามแห่งสะท้อนว่าการจัดการขยะที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่เริ่มจาก “คน” และ “ระบบ” เมื่อมีผู้นำที่มุ่งมั่น หลักธรรมที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริง ระบบที่ทำให้ขยะทุกชิ้นมีคุณค่า และเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อน การเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “บุญ” และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนก็สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่


07 – บทส่งท้าย – วัดในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

เรื่องราวของวัดทอง วัดจากแดง และวัดชลประทานรังสฤษดิ์ สะท้อนให้เห็นว่าวัดซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาแต่โบราณ สามารถแสดงบทบาทผู้นำในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง เมื่อศรัทธา หลักธรรม และการจัดการที่เป็นระบบมาบรรจบกัน ขยะที่เคยไร้ค่าก็กลายเป็นจีวร เป็นปุ๋ย เป็นทุนบูรณะโบราณสถาน และที่สำคัญที่สุด กลายเป็น “บุญ” ที่ทุกคนร่วมสร้างได้ในทุกวัน ดังที่ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งฝากไว้อย่างน่าคิดว่า งานสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การจัดการขยะ แต่คือ “การจัดการความสัมพันธ์ของคนกับโลก”

บทเรียนจากทั้งสามวัดยังสะท้อนว่า การจัดการขยะอย่างยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงบประมาณหรือเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เริ่มจาก ผู้นำที่มุ่งมั่น การลงมือทำจากเรื่องเล็ก การออกแบบระบบที่เหมาะกับบริบท และการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน แนวทางดังกล่าวช่วยยกระดับวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน พร้อมส่งเสริมการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กรณีศึกษาทั้งสามแห่งจึงสะท้อนว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในระดับชุมชน และค่อย ๆ ขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมได้

เชิญชวนร่วมลงชื่อสนับสนุน “ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย ร่วมลงชื่อได้ง่าย ๆ ผ่านระบบ e-Initiative

แพรวพรรณ ศิริเลิศ – บรรณาธิการ
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ


● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– จากขยะสู่โอกาส – การผลักดันร่างกฎหมาย ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ บนหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต สนทนากับ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
– รายงาน Circularity Gap 2025 เผยอัตรา ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ ลดเหลือ 6.9% แนะภาครัฐ-เอกชนปรับทิศทางสู่การใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน 
– เครือข่าย Thailand Circular Economy ดันร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน แก้ขยะล้นประเทศ รับมือวิกฤตพลาสติกโลก

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ 
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
– (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่น ๆ ภายในปี 2573
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
– (12.4) บรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจะลดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดภายในปี 2563
– (12.5) ภายในปี 2573 จะต้องลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำกลับมาใช้ซ้ำ
– (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และผนวกข้อมูลด้านความยั่งยืนลงวงจรการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน

เอกสารอ้างอิง 
[1] พระคมสัน เจริญวงค์, เอนก ใยอินทร์, ดาวเหนือ บุตรสีทา, และ พระมหาสุพัฒน์ ศรียอด. (2567). วัด: สถานที่ทิ้งขยะศักดิ์สิทธิ์และขยะมีชีวิต. วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ, 7(1), 170–182. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/bim/article/view/266410
[2] ภัทราพร ชัยบุตร. (2564, 17 กรกฎาคม). แนวคิดวัดสมัยใหม่ของ ‘วัดจากแดง’ ศูนย์กลางศาสนาและศูนย์จัดการขยะครบวงจร. National Geographic Thailand. https://ngthai.com/sustainability/37165/wat-chak-daeng/
[3] เมธิรา เกษมสันต์. (2567, 27 พฤศจิกายน). เซ็นทรัล ทำ x วัดจากแดง: การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการว่างงานด้วยขยะพลาสติก. The Cloud. https://readthecloud.co/our-khung-bangkachao/
[4] SD Thailand. (2565, 24 มิถุนายน). “หลักอิทธิบาท 4 กับการแยกขยะ” เมื่อขยะไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงแค่ทรัพยากรที่ถูกวางไว้ผิดที่. SD Thailand. https://www.sdthailand.com/2022/06/best-practice-waste-management-watchakdaeng/

กิตติกรรมประกาศ
ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่านที่กรุณาสละเวลาแบ่งปันประสบการณ์ องค์ความรู้ และบทเรียนด้านการจัดการขยะในวัด อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทำบทความนี้ ได้แก่

- พระครูธรรมธรอานนท์ กนฺตวีโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดทอง เขตบางพลัด
- พระครูใบฎีกาตนุภัทร แก้วโสม พระสงฆ์ วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ
- คุณปารณีย์ แก้วเกิดสี เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม วัดจากแดง และเครือข่ายองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
- พระครูสังฆรักษ์สมเกียรติ พระสงฆ์ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี
- พระห้องสินธุ์ โพธินนโต พระสงฆ์ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี
- ทีมงานหมอสะอาด วัดชลประทานรังสฤษดิ์

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สานพลังเครือข่ายวัดสู่ต้นแบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในสังคมเมือง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนอุดหนุนโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Insights | มองไปข้างหน้าหลังการประชุม COP26: จุดเปลี่ยนหรือจุดจบของการต่อสู้กับ Climate Change?

เผ่าไทย สินอำพลภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“เราเลือกได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายเร่งด่วนขนาดใหญ่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพ…

SDG Insights | หากค่าครองชีพนั้นสอดคล้องกับรายได้ จะช่วยขจัดความยากจนได้หรือไม่

กุศล เลี้ยวสกุล*วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร**อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ค่าครองชีพที่สวนทางกับรายได้” เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที…

เมื่อ ‘ซากดึกดำบรรพ์’ สัมพันธ์กับ Climate Change หนทางปกป้องอนาคตของโลกจึงต้องศึกษาอดีต

ผศ. ดร. อดุลย์ สมาธิสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เคยเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดประวัติศาส…

SDG Insights | เลือกความสงบจบที่ตรงไหน : ความกังวลที่เปลี่ยนไปของสามจังหวัดชายแดนใต้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง

กว่า 17 ปีแล้ว ที่ปลายสุดของด้ามขวานกลายเป็นพื้นที่ภาพจำของความรุนแรง ไม่สงบสุขและแม้จะระ…

ค้นหา