เปิดฉากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ระหว่างวันที่ 19 – 30 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางวาระสำคัญของการทบทวนความคืบหน้าครึ่งทางสู่เป้าหมายหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ภายในปี 2573 โดยที่ประชุมจะประเมินผลการดำเนินงานของประเทศต่าง ๆ ระบุช่องว่างที่ยังต้องแก้ไข และหารือแนวทางเร่งการดำเนินงานในช่วง 4 ปีที่เหลือ
การทบทวนครั้งนี้ตั้งอยู่บนกรอบการทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพคุนหมิง–มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) ซึ่งรัฐภาคีรับรองเมื่อปี 2565 เพื่อเป็นพิมพ์เขียวระดับโลกในการหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วย 23 เป้าหมาย สำหรับปี 2573 และ 4 เป้าประสงค์ระยะยาว สำหรับปี 2593 โดยครอบคลุมการรับมือสาเหตุหลักของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและทะเล การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตเกินขีดจำกัด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
ทั้งนี้หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ 30×30 หรือการอนุรักษ์พื้นที่บก แหล่งน้ำภายในแผ่นดิน ตลอดจนพื้นที่ทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 ซึ่งตรงกับเส้นตายของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กรอบดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการระดมเงินทุน การปฏิรูปแรงจูงใจที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน รวมถึงการให้ภาคธุรกิจประเมินและจัดการทั้งผลกระทบและการพึ่งพาธรรมชาติของตนเอง
ด้านการดำเนินงาน พบว่ารัฐภาคีอนุสัญญาฯ ทั้ง 196 ประเทศเริ่มมีความคืบหน้า โดยเกือบ 90% กำหนดเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศแล้ว ราว 60% จัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (NBSAPs) และมากกว่า 70% ส่งรายงานระดับประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระดับประเทศที่รัฐภาคีประเมินด้วยตนเองมีไม่ถึงครึ่งที่อยู่ในทิศทางจะบรรลุผลได้ ขณะที่ระดับความทะเยอทะยานยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย 30×30 และยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ขีดความสามารถ ความร่วมมือ และข้อมูลสำหรับติดตามผล
ช่องว่างเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญโดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าจุดกึ่งกลางของเส้นทางสู่ปี 2573 คือ “ช่วงเวลาแห่งความรับผิดชอบ” ของประชาคมโลก สอดคล้องกับ อัสตริด ชอเมกเกอร์ เลขาธิการบริหารอนุสัญญาฯ ซึ่งกล่าวในการเปิดตัวรายงานประเมินความคืบหน้าตามกรอบคุนหมิง–มอนทรีออลเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ว่า โลกทราบแล้วว่าการดำเนินงานอยู่ตรงไหนและยังขาดอะไร สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือร่วมกันปิดช่องว่างเหล่านั้น
โดย COP17 มุ่งเปลี่ยนคำมั่นให้เป็นผลลัพธ์ ผ่านวาระหลัก ดังนี้
- ทบทวนความคืบหน้าระดับโลกเป็นครั้งแรก – ประเมินผลการดำเนินงานนับตั้งแต่รับรองกรอบคุนหมิง–มอนทรีออล เมื่อปี 2565 เพื่อระบุสิ่งที่ได้ผลและประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข
- ผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ – แปลงเป้าหมายและแผนระดับชาติให้เกิดผลที่วัดได้ในพื้นที่ พร้อมเสริมระบบข้อมูล การติดตามประเมินผล ขีดความสามารถ และความร่วมมือ
- ระดมเงินทุนให้เพียงพอ – เดินหน้าสู่เป้าหมายระดมทุนจากทุกแหล่งอย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2573 รวมถึงเงินสนับสนุนระหว่างประเทศอย่างน้อย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- ขับเคลื่อนกองทุน Cali Fund – ผลักดันให้ธุรกิจที่ใช้ข้อมูลลำดับพันธุกรรมดิจิทัลเชิงพาณิชย์ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่น
- ปรับกลไกเศรษฐกิจให้เอื้อต่อธรรมชาติ ขยายความร่วมมือไปยังภาคการเงินและธุรกิจ ส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน และปฏิรูปแรงจูงใจที่เป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
สำหรับอาร์เมเนียในฐานะเจ้าภาพ ความสำเร็จของ COP17 คือการทบทวนผลงานที่ผ่านมา ควบคู่กับการเร่งนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริง โดย Paruyr Hovhannisyan เอกอัครราชทูตอาร์เมเนียประจำสหประชาชาติ ย้ำว่า ไม่ควรมองปี 2573 เป็นเส้นตายที่ยังห่างไกล และการตัดสินใจที่เยเรวานต้องช่วยลดช่องว่างระหว่างคำมั่นกับผลลัพธ์ในพื้นที่ ด้าน Hambardzum Matevosyan รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาร์เมเนียและผู้เตรียมรับตำแหน่งประธาน COP17 อธิบายว่า COP15 วางกรอบการทำงาน ส่วน COP16 พัฒนากลไกเพื่อนำไปปฏิบัติ ขณะที่ COP17 ต้องประเมินสถานะการดำเนินงาน ประสิทธิผลของมาตรการ และส่วนที่ยังล่าช้ากว่าเป้าหมาย เพื่อกำหนดการปรับเปลี่ยนที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ภาครัฐ-เอกชนกว่า 80 องค์กรทั่วโลก ผนึกกำลังประกาศ “ปฏิญญาคุมาโมโตะ” เดินหน้าการฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก ก่อนถึง COP17
– SDG Vocab | 80 – Other Effective Area-Based Conservation Measures (OECM) – พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง
– SDG Vocab | 71 – Nature Positive – การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก
– การประชุม UNOC3 รวมผู้นำกว่า 60 ประเทศ ถกอนาคตมหาสมุทร เดินหน้าคุ้มครองทะเลลึก-แนวปะการัง-ลดขยะพลาสติก
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.5) ภายในปี พ.ศ. 2563 อนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 10 โดยให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศ และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่
#SDG15 ระบบนิเวศบนบก
– (15.5) ปฏิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี พ.ศ. 2563 ปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
– (15.6) ส่งเสริมการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเหมาะสม ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ
– (15.9) บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การจัดทำแผน กระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563
– (15.a) ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่ง เพื่ออนุรักษ์และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.9) เพิ่มพูนการสนับสนุนระหว่างประเทศสำหรับการดำเนินการด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถที่มีประสิทธิผลและมีการตั้งเป้าในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสนับสนุนแผนระดับชาติที่จะดำเนินงานในทุกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงผ่านทางความร่วมมือแบบเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี
แหล่งที่มา: COP17: The world has a plan to save nature. Is it working? (UN News)