
Nature Positive หรือ การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก คือเป้าหมายระดับโลกที่มุ่งหยุดยั้งและฟื้นคืนความสูญเสียของระบบนิเวศ เพื่อให้โลกมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แนวคิดนี้ก้าวข้ามการรักษาความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นเพียงการลดผลกระทบเชิงลบแต่เป็นการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกที่วัดผลได้จริงเพื่อส่งเสริมให้ธรรมชาติกลับมาฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพเริ่มกลับมาเพิ่มพูนขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 และฟื้นฟูอย่างเต็มที่ภายในปี ค.ศ. 2050 เมื่อเทียบกับปีฐานคือปีค.ศ. 2020
ความจำเป็นในการมุ่งสู่เป้าหมายนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าธรรมชาติคือรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจและสุขภาวะของมนุษย์ ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ของ GDP โลกมากกว่าครึ่ง หรือประมาณ 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐพึ่งพาธรรมชาติและบริการจากระบบนิเวศในระดับปานกลางถึงสูงมาก ดังนั้น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่เป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงการมีระบบนิเวศที่แข็งแรงยังเป็นกลไกหลักในการควบคุมสภาพภูมิอากาศและลดความเสี่ยงจากโรคระบาดใหม่ ๆ ในอนาคต ภาคธุรกิจจึงต้องปรับมุมมองจากการเห็นทรัพยากรเป็นเพียงต้นทุนการผลิตมาเป็นการมองธรรมชาติในฐานะทุนที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวด้วย
หัวใจของการขับเคลื่อนคือหลักการ “รักษาของเดิมและเพิ่มพูนของใหม่” (Protect what is left and improve the rest) ซึ่งประกอบด้วยการจัดลำดับความสำคัญในการจัดการ ตั้งแต่ “การหลีกเลี่ยง” พื้นที่เปราะบาง “การลดผลกระทบ” ไปจนถึง “การฟื้นฟู” และ “ชดเชย” ส่วนที่เสียหาย นอกจากนี้ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่แนวทางที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติ เช่น การทำเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) หรือการลงทุนในโซลูชันที่พึ่งพาธรรมชาติ (Nature-based Solutions) โดยต้องให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก
แนวคิดการฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวกมีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) และเป็นส่วนประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงเป้าหมาย Net Zero ในด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เท่าเทียมจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อตั้งอยู่บนฐานรากของธรรมชาติที่สมบูรณ์เท่านั้น
ชุดซีรีส์ 15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs – โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่านพ้นวาระครบรอบ 10 ปีของการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายในการทบทวนความก้าวหน้าและวิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายในระดับสากล สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ภายในกรอบเวลาที่เหลืออยู่
การนำวาระการพัฒนาปี 2030 กลับเข้าร่องเข้ารอยเส้นทางที่เหมาะสม จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงระบบและการบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังในทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับมหภาคไปจนถึงการปรับเปลี่ยนในระดับปัจเจกบุคคล คอลัมน์ “15 คำศัพท์ต้องรู้ในโค้งสุดท้าย SDGs” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมแนวคิดสำคัญ นิยามใหม่ ๆ และหลักการเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความสามารถในฟื้นฟูและแก้ปัญหา ยกระดับความเป็นธรรม และสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
หมายเหตุ – คำอธิบายข้างต้นสรุปโดยทีมงาน เพื่อให้อ่านแล้วทำความเข้าใจง่ายเท่านั้นไม่แนะนำให้นำไปอ้างอิงในเชิงวิชาการ
เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง
อติรุจ ดือเระ – พิสูจน์อักษร
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ชวนจับตา 4 ประเด็นสำคัญการประชุม ‘COP28’ พร้อมสำรวจความกังวลต่อท่าทีเจ้าภาพในการยุติการใช้พลังงานฟอสซิล
– ‘Glasgow Climate Pact’ ข้อตกลงจากการประชุม COP26 ที่ยังคงเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลก ‘1.5°C’ แต่ล้มเหลว ‘ยุติการใช้ถ่านหิน’
– COP 27 ย้ำการปกป้อง ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เชื่อมโยงกับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกัน
– กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดออกเอกสารแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชดเชยทางการเงินให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบ
– UNEP ชี้เงินลงทุนทำลายธรรมชาติ สูงกว่าเงินปกป้องถึง 30 เท่า เรียกร้องเร่งเปลี่ยนทิศทางสู่ ‘Nature-based Solutions’
คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG2 ยุติความหิวโหย
– (2.4) สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและดำเนินการตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาระบบนิเวศ เสริมขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะอากาศรุนแรง ภัยแล้ง อุทกภัย และภัยพิบัติอื่น ๆ และจะช่วยพัฒนาคุณภาพของดินและที่ดินอย่างต่อเนื่อง ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG8 งานที่มีคุณค่าเเละการเติบโตทางเศรษฐกิจ
– (8.4) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกรอบการดำเนินงาน 10 ปี ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการดำเนินการไปจนถึงปี พ.ศ. 2573
#SDG12 การผลิตเเละการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี พ.ศ. 2573
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
#SDG15 ระบบนิเวศบนบก
– (15.1) สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำจืดในแผ่นดิน รวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและพื้นที่แห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563
เเหล่งที่มา
– Definition of Nature Positive (Nature Positive Initiative)
– Nature Risk Rising: Why the Crisis Engulfing Nature Matters for Business and the Economy (World Economic Forum)
– A Nature Positive World : The Global Goal for Nature
Last Updated on เมษายน 30, 2026