ประมงไทยตื่นจากฝันร้าย รัฐไทยเร่งยาแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 – 17.00 น  TCIJ School มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (Friedrich-Ebert-Stiftung FES Thailand และ Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมจับมือเปิดเวทีเสวนา “ทะเลไทย…ใบเหลือง EU-TIER กับการค้ามนุษย์” ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศสถานการณ์ที่พลิกผันของวงการประมงไทย หลังจากการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาเรื้อรังอย่างเข้มงวดตามกรอบมาตรฐาน EU-TIER มาตลอดสองปีที่ผ่านมา และประกาศจุดยืนแห่งเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในปัจจุบันเพื่อสานต่อการขับเคลื่อนแผนการบริหารงานประมงที่ยั่งยืนต่อไป

ในงานเสวนานี้ได้รับเชิญการให้ข้อมูลภาพรวมของสถานการณ์ประมงไทยที่ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างสัญชาติจาก รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึงสาเหตุของปัญหาของแรงงานข้ามชาติที่มาจากสองส่วนหลักคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้และปัญหาการเมืองภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้แรงงานทะลักเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมากในอดีต แต่เมื่อแรงงานกลุ่มนี้ได้รับความรุนแรงจากการทำงานจึงพยายามหาทางออกโดยการลักลอบเข้าสู่ตลาดแรงงานบนบกอย่างผิดกฏหมาย ซึ่งแม้ว่าตามบทกฎหมายแล้วแรงงานข้ามชาติจะมีสิทธิทางการศึกษาและสาธารณสุขเช่นเดียวกับแรงงานไทย (พรบ.2541) แต่กระนั้นในอดีตก็ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง โดยในปัจจุบันกว่า 24 ปีที่พยายามร่วมกันปรับโครงสร้างการบริการงาน มีความชัดเจนเข้มงวดมากขึ้นในกระบวนการควบคุม กำหนด และตรวจสอบ และยังคงต้องมีการดำเนินการพัฒนาระบบต่อไปเพื่อไปสู่เป้าหมายการเติบโตบนความยั่งยืนในด้านการทำประมงอย่างแท้จริง โดยไม่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติเกินไปและไม่ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ราคาของสินค้าทางทะเลจะเป็นตัวสะท้อนมาตรฐานชีวิตของแรงงานและการรักษาสมดุลของทรัพยากรทางทะเลในตัวเอง

ทางด้านพลเรือตรี วรรณพล กล่อมแก้ว จากศูนย์บัญชาการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย (ศปมผ.) แจ้งวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างหนักแน่นว่าต้องการปรับโครงสร้างการบริหารงานประมงไทยให้มีมาตรฐานและมีธรรมาภิบาลเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในงานนี้นอกจากการกล่าวถึงโครงสร้างการปฏิบัติการที่มาจากคณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมายซึ่งจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 52/2558 (ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558) โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติในระดับรัฐบาล และกองทัพเรือและศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) นอกจากนั้น ศปมผ. ยังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของ ศปมผ. ในการปฏิบัติการทางทะเลและชายฝั่ง และปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในส่วนสำคัญที่สุดที่จะเป็นจุดเปลี่ยน คือ คำสั่งกำหนดให้มีศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก (Port In – Port Out Controlling Center) และศูนย์ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่เรือประมงแบบเบ็ดเสร็จ (Fishing One Stop Service) ประจำในแต่ละจังหวัดชายทะเลตามที่ ศปมผ. ประกาศกำหนด

15241815_10154862083773120_7270574191333466855_n

นอกจากนั้น คุณสมพงษ์ สระแก้ว แห่ง LPN ผู้ทำงานเคียงข้างแรงงานต่าวด้าว ยังได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพสถานการณ์จากอดีตสู่ปัจจุบันจากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่เป็นที่พึ่งในกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา นอกจากนั้นคุณณวัสพล หาชิต ผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงจากกรมประมง สังกัดกรมประมง ยังได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์ในปัจจุบันจากกที่ลงเรือออกทะเลเป็นที่พึ่งให้แรงงานประมง 30 กว่าวันในทะเล การทำงานในฐานะบุคลากรอิสระร่วมกับกลุ่มแรงงานกว่าร้อยคนซึ่งมีความหลากหลายทางสัญชาติ อีกทั้งยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบความเป็นธรรมทั้งต่อแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติและรายงานทุก 5 วันตามนโยบายที่เข้มแข็งของทางหน่วยงาน

จากสถานการณ์ประมงไทยในอดีตที่ผ่านมา ภาพติดตาของผู้คนมักมองว่าเป็นอาชีพที่โหดร้ายจากการเผยแพร่ข้อเท็จจริงจากสื่อมวลชล ในเวทีเสวนาครั้งนี้ จึงได้รับฟังประสบการณ์ตรงจากแรงงานไทย 2 คน แรงงานพม่า 2 คน ผู้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มเหยื่อการค้ามนุษย์ที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ โดยหนึ่งในนั้นคือคุณสามารถ ได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นไปกินเหล้ากับเพื่อนๆที่เกาะสีชัง แล้วถูกมอมยากันทั้งกลุ่ม ตื่นมาอีกทีอยู่บนเกาะอัมบน อินโดนีเซีย ทำงานเยี่ยงทาส ถูกทุบตี ถูกกรอกกาแฟ จะได้ไม่ง่วง 7 ปีกว่าบนเรือประมง” …ส่วนในกรณีของแรงงานพม่าถูกกักขังตัว เอาขึ้นเรือไป 10 กว่าปี ผลสะท้อนที่ได้รับฟังคือ บางคนเกิดความหวาดกลัว เสียสติ เสียความทรงจำ อีกทั้งยังมีเพื่อนบางส่วนที่ตายไป 3 คน สูญหายอีก 2 คน

จากงานเสวนาในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักในการปฏิรูปโครงสร้างการบริการจัดการประมงของไทยอาจไม่ได้เป็นไปเพีนงเพื่อการแก้ปัญหาใบเหลือง IUU fishing เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นการรื้อรากฐานใหม่ที่สำคัญในการพัฒนาไปสู่จุดที่สร้างความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องความเป็นธรรมต่อแรงงานต่างชาติ และการใช้ทรัพยากรเพื่อคงความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลตามเป้าประสงค์แห่งการพัฒนา SDG ในข้อที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ มีผลิตภาพ และการมีงานที่เหมาะสมสำหรับทุกคน และ14 อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง สหภาพยุโรปแจกใบเหลืองเตือนไทยแก้ปม IUU Fishing

 

Last Updated on มกราคม 4, 2022

Author

ผู้เขียน

RELATED

รายงานธนาคารโลกชี้ “เศรษฐกิจโลกปี 2564 จะฟื้นตัว แต่เป็นไปอย่างช้าจนถึงปี 2568”

เขียนเมื่อ 20 มกราคม 2564 ถิรพร สิงห์ลอ

เครือธนาคารโลก เผยแพร่ “รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เดือนมกราคม 2564 (Global Economic Prospects, January

บทเรียนการฟื้นฟูรถไฟสายท้องถิ่นในญี่ปุ่น ไปสู่การพัฒนาชุมชน การเดินทาง และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

บทความใน World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่าการเดินทางด้วยรถไฟซึ่งเคยเป็นหัวใจหลักของการคมนาคมในญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากการลดลงของจำ…

การประชุม UNOC3 รวมผู้นำกว่า 60 ประเทศ ถกอนาคตมหาสมุทร เดินหน้าคุ้มครองทะเลลึก-แนวปะการัง-ลดขยะพลาสติก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 9 ถึง 13 มิถุนายน 2568 ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยมหาสมุทรครั้งที่ 3 (3rd United Nations Ocean Conference : UNOC…

กรมคุ้มครองสิทธิฯ ชวนแสดงความเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. สิทธิมนุษยชน ฉบับใหม่ เผยสาระสำคัญ  ‘ปชช.มีเสรีภาพกำหนดสถานะทางการเมือง’

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมแสดงความเห็นต่อ “ร่างพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชน พ.ศ. …” ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่มีเป้าหมายเพื่อให้กา…

ค้นหา