วิกฤตสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้คนมากถึง 8 พันล้านคนทั่วโลกเสี่ยงต่อมาลาเรียและไข้เลือดออก เพราะอากาศอุ่นขึ้น

หากระดับก๊าซเรือนกระจกยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจมีคนมากกว่า 8 พันล้านคนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่อมาลาเรียและไข้เลือดออกภายในปี 2080 ตามการคาดการณ์ใหม่จากสถาบันทางการแพทย์ในลอนดอน

การศึกษา ‘Projecting the risk of mosquito-borne diseases in a warmer and more populated world: a multi-model, multi-scenario intercomparison modelling study‘ นำโดย London School of Hygiene & Tropical Medicine (LSHTM) ซึ่งตีพิมพ์ลงวารสาร The Lancet Planetary Health ในเดือนนี้ พบว่า อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นประมาณ 3.7 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในปี 2100 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นนั้นทำให้ฤดูกาลแพร่เชื้อของทั้งมาลาเรียและไข้เลือดออกยาวนานขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้านี้ โดยจะเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเดือนสำหรับไข้มาลาเรีย และเพิ่มขึ้นยาวนานกว่าสี่เดือนสำหรับไข้เลือดออก

นักวิจัยได้คาดการณ์สถานการณ์เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ของตัวเลขผู้ป่วยจากโรคที่มียุงเป็นพาหะทั้งสองโรคนี้ สำหรับโรคไข้มาลาเรียประมาณการว่าคนจำนวน 8.4 พันล้านคนจะตกอยู่ในความเสี่ยงในปี 2078 (89.3% ของประชากรโลกประมาณ 9.4 พันล้านคน) และสำหรับโรคไข้เลือดออก ประมาณการว่าจะมีคนที่มีความเสี่ยงทั้งหมด 8.5 พันล้านคนในปี 2080 โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มและเขตเมือง

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่ามาลาเรียคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 400,000 คนต่อปี โดยมีผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็ก ในปี 2019 ที่ผ่านมา ผู้ป่วยมากกว่า 90% จากทั้งหมดประมาณ 230 ล้านราย อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา

ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมีการรายงานน้อยกว่าตัวเลขจริง โดยประชากรเกือบครึ่งหนึ่งทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข้เลือดออก ในแต่ละปี คาดว่ามีผู้ติดเชื้อถึง 100 – 400 ล้านคน และคร่าชีวิตผู้คนไป 20,000 รายต่อปี

การศึกษานี้ยังค้นพบอีกว่า จำนวนผู้ป่วยมาลาเรียในบางประเทศ เช่น เอริเทรีย ซูดาน และโคลอมเบีย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกที่รายงานต่อองค์การอนามัยโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าแปดเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

นักวิจัยให้ความเห็นว่า ความพยายามในการควบคุมโรคมาลาเรียและไข้เลือดออกในปัจจุบันอาศัยการควบคุมประชากรยุงและการลดติดต่อระหว่างยุงกับผู้คนเป็นหลักเท่านั้น การศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถป้องกันผู้คนนับล้านจากการติดเชื้อมาลาเรียและไข้เลือดออกได้ และหากไม่สามารถลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลงได้ ผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

วิกฤติสภาพภูมิอากาศและโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เกี่ยวข้องกับ SDGs ในเป้าหมาย ..
- #SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในประเด็น ยุติการแพร่กระจายของเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และโรคเขตร้อน (3.3)
- #SDG13 ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเด็น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (13.2)

ที่มา : The Guardian , EurekAlert

Last Updated on กรกฎาคม 14, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

ผู้ติดเชื้อ ‘โรคฝีดาษลิง’ ทะลุ 16,000 ราย – WHO ประกาศยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ด้าน สธ. เน้นย้ำคนไทยป้องกันและทำความเข้าใจโรค

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการภาวะฉุกเฉินของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations (2005) (IHR) Emergency Committee) ภายใต้องค์กา…

UNDRR เผยแพร่รายงาน GAR 2025 ย้ำประเทศทั่วโลกผลักดัน ‘การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ’ ในแผนนโยบายและการลงทุน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 สํานักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UN Office for Disaster Risk Reduction: UNDRR) เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยง…

GRI & UNGC เผยเเพร่เเนวทางการทำรายงานความยั่งยืนของภาคธุรกิจฉบับปรับปรุง หวังให้มีการเปรียบเทียบเเละเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกขึ้น

เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรอบการจัดทำรายงานขององค์กรความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) และ UN Global Compact (UNGC) ซึ่ง…

ฉีดวัคซีนแล้วปลอดภัยจริงหรือ? หากทุกคนเข้าถึงวัคซีนได้ไม่เท่าเทียม

The People’s Vaccine Alliance สอบถามความคิดเห็นนักระบาดวิทยา 77 คนจาก 28 ประเทศ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นวัคซีนโควิด-1…

ค้นหา