บ้านมีเสียงรบกวน มืด และชื้น ส่งผลกระทบทางลบโดยตรงต่อสุขภาพจิตผู้อยู่อาศัยมากขึ้นอีกในช่วงล็อกดาวน์

การอยู่อาศัยในบ้านที่มีเสียงดังรบกวน แสงสว่างไม่เพียงพอ และมีปัญหาสภาพบ้านอื่น ๆ ทำให้พลเมืองออสเตรเลียเกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าในช่วงล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จำเป็นต้องอยู่บ้านตตลอดเวลา

งานวิจัยตีพิมพ์ใน International Journal of Housing Policy โดยนักวิจัยจาก University of Sydney ประเทศออสเตรเลีย วิเคราะห์ผลสำรวจจากประชาชนกว่า 2,000 คน ในช่วงตั้งแต่กลางปีถึงปลายปี 2020 ถึงผลกระทบของสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นจากสภาพที่อยู่อาศัย โดยการสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผลกระทบของโควิด-19 ต่อคนในประเทศ

ผู้ตอบแบบสำรวจที่ให้ข้อมูลว่าถูกรบกวนด้วยเสียงดังในช่วงล็อกดาวน์ เช่น เสียงเครื่องจักรจากพื้นที่ก่อเสียง เสียงเด็กร้องจากบ้านข้างเคียง เป็นต้น มีแนวโน้มที่จะมีอาการวิตกกังวลมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่มีเสียงรบกวน 18% และมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าถึง 30% โดยการมีข้อบกพร่องของสภาพที่อาศัย เช่น การเกิดเชื้อรา ความชื้นสูง หรือผนังที่แตกร้าว เป็นปัจจัยทำนายการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีแสงธรรมชาติเพียงพอมีแนวโน้มเกิดความรู้สึกซึมเศร้าน้อยกว่า

นอกจากปัจจัยทางกายภาพของตัวบ้านและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง การสำรวจยังค้นพบอีกปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกโดดเดี่ยว ได้แก่ การรับรู้ความสามารถในการจ่ายได้เพื่อที่อยู่อาศัย(the perception of home affordability) โดยยิ่งผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าที่อยู่อาศัยของตนอยู่ในราคาที่สามารถจ่ายได้ ก็จะยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือภาวะซึมเศร้าในช่วงล็อกดาวน์

ผลวิจัยโดยสรุป ระบุว่า ผู้เช่าและผู้มีรายได้น้อยมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยในช่วงล็อกดาวน์มากกว่า

การศึกษาฉบับนี้ได้ข้อเสนอแนะให้กำหนดการประเมินผลกระทบของแสงธรรมชาติและเสียงรบกวนจากภายนอก เข้าไปในกฎหมายอาคารหรือคู่มือในการออกแบบบ้านราคาประหยัด เช่น อาคารเคหะให้เช่า (social housing) และยังแนะนำให้มีการพัฒนาการสร้างความรู้สึกการเป็นคนย่านเดียวกัน (a sense of neighbourhood) ของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพจิตที่ดีในช่วงการล็อคดาวน์ด้วย

ประเด็นดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ
#SDG3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสามผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
- (11.1) สร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและการบริการพื้นฐานที่พอเพียงปลอดภัยและในราคาที่สามารถจ่ายได้ และยกระดับชุมชนแออัดภายในปี 2573

ที่มา : Poor housing has direct impact on mental health during COVID lockdowns, study finds (ABC News)

Last Updated on สิงหาคม 27, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

มหาวิทยาลัยในแอตแลนติกร่วมจัดตั้งโครงการสนับสนุนเงินทุน เพื่อดึงดูดนักศึกษาชนพื้นเมืองและผิวสีเข้าเรียนโรงเรียนธุรกิจมากขึ้น

มหาวิทยาลัยในแอตแลนติก แคนาดา 11 แห่ง และ Atlantic Business Magazine ร่วมกันจัดตั้งโปรแกรม Atlantic Promise Scholars initiative โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ…

รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของแอฟริกาปี 2565 เพื่อผลักดันชาวแอฟริกันให้พ้นจาก ‘ความยากจน’

หากไม่มีการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 ผู้คนอย่างน้อย 492 ล้านคน จะต้องตกอยู่ภายใต้ ‘ความยากจนขั้นรุนแรง’ (extreme poverty) และอีก…

SDG Spotlight – 6 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 1 ประจำเดือนธันวาคม 2565

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2565 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าส…

ค้นหา