องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เผยแพร่รายงาน “Global Health Sector Strategies on HIV, Viral Hepatitis and Sexually Transmitted Infections, 2022–2030: 2026 Mid-term Progress Report“ หรือ รายงานความก้าวหน้าระยะกลาง ปี 2569 ของยุทธศาสตร์ภาคสาธารณสุขระดับโลกด้านเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2565–2573 โดยเตือนว่าความก้าวหน้าที่ทั่วโลกสั่งสมมาหลายปีในการรับมือกับเชื้อเอชไอวี (HIV) โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะหยุดชะงัก ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้คนหลายล้านคนไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตได้
Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า รายงานฉบับนี้สะท้อนทั้งความหวังและความเปราะบางของระบบสาธารณสุขโลก โดยด้านหนึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการลงทุนด้านสุขภาพ ชุมชน และวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนความก้าวหน้า ขณะที่อีกด้านเตือนว่า ความสำเร็จที่สั่งสมมาหลายปีสามารถถูกทำลายลงได้อย่างรวดเร็วจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ วิกฤตด้านมนุษยธรรม และความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ประเด็นสำคัญ
- ด้านการติดเชื้อเอชไอวี (HIV): ภายในสิ้นปี 2568 ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ราว 32 ล้านคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงการรักษาได้ และนับตั้งแต่ปี 2553 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง 42% ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลง 57%
- ด้านการเข้าถึงการรักษา: แม้การรักษาจะมีความก้าวหน้า แต่ยังมีผู้คนราว 9 ล้านคน ที่ไม่สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งจำเป็นต่อการช่วยชีวิต ขณะเดียวกันการติดเชื้อรายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เผชิญการตีตราและการเลือกปฏิบัติ เช่น พนักงานบริการทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด บุคคลข้ามเพศ และผู้ต้องขัง
- ด้านโรคไวรัสตับอักเสบ แม้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีรายใหม่จะลดลงเกือบ 1 ใน 3 นับตั้งแต่ปี 2558 และการเสียชีวิตจากโรคไวรัสตับอักเสบซีก็มีแนวโน้มลดลง แต่ไวรัสตับอักเสบยังคงเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.3 ล้านคนในปี 2567
- ด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: แม้หลายประเทศจะขยายการตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์และเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี (HPV) แต่ความก้าวหน้าในการควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังชะลอตัว โดยอัตราการติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ขณะเดียวกันการดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อหนองในก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
WHO เตือนว่าการลดลงของเงินทุนสนับสนุนจากผู้บริจาคระหว่างประเทศในช่วงปี 2568 ได้ส่งผลกระทบต่อโครงการป้องกันเอชไอวีในหลายประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (Pre-Exposure Prophylaxis: PrEP) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ แม้ว่าบางประเทศจะใช้งบประมาณภายในเข้ามาประคับประคองบริการด้านนี้ แต่ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าการใช้ยา PrEP ลดลงในหลายประเทศและหลายชุมชน ขณะที่การวินิจฉัยและการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบียังคงเผชิญอุปสรรค แม้จะมียาที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ก็ตาม
ดังนั้น การบูรณาการบริการด้านเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข้ากับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นหนึ่งในแนวทางที่รวดเร็วและคุ้มค่าที่สุดในการขยายการเข้าถึงบริการ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพ โดยนวัตกรรมใหม่ ๆ จะมีบทบาทสำคัญ ทั้งยาป้องกันเอชไอวีชนิดออกฤทธิ์ยาว เครื่องมือวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และระบบสุขภาพดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะ ‘lenacapavir’ ยาฉีดป้องกันเอชไอวีที่ฉีดเพียงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งได้รับการรับรองจาก WHO และกำลังถูกนำไปใช้ใน 10 ประเทศ พร้อมมีแผนขยายไปอีก 14 ประเทศ โดยยาชนิดนี้มีศักยภาพเป็นตัวเปลี่ยนเกม (game changer) ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ WHO เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างบทบาทผู้นำระดับชุมชน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการด้านสุขภาพและติดตามการให้บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการมากที่สุด พร้อมย้ำว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โลกจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบสุขภาพแบบบูรณาการที่มีการตั้งรับปรับตัวที่ ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– WHO รับรองนวัตกรรมใหม่สำหรับทดสอบวินิจฉัยวัณโรค ชี้ทราบผลเร็ว-ระบุการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมได้
– ประเทศทั่วโลกบรรลุร่าง ‘Pandemic Agreement’ หวังเป็นก้าวสำคัญสำหรับรับมือและจัดการกับการระบาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
– UNAIDS เผยผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นในแอฟริกาใต้-ตะวันออก แนะเร่งแก้สิทธิมนุษยชนเพื่อยุติเอดส์
– UNAIDS จัดวงประชุมในหัวข้อ “แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อยุติโรคเอดส์ : 10 ปี ถึง 2030”
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.3) ยุติการแพร่กระจายของเอดส์ วัณโรค มาลาเรีย และโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย และต่อสู้กับโรคตับอักเสบ โรคติดต่อทางน้ำและโรคติดต่ออื่นๆ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาที่สามารถซื้อหาได้
– (3.b) สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาวัคซีนและยาสำหรับโรคติดต่อและไม่ติดต่อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา ให้มีการเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นในราคาที่สามารถซื้อหาได้ตามปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIPS) และการสาธารณสุข ซึ่งเน้นย้ำสิทธิสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่จะใช้บทบัญญัติในความตกลง TRIPS อย่างเต็มที่ในเรื่องการผ่อนปรนเพื่อจะปกป้องสุขภาพสาธารณะและโดยเฉพาะการเข้าถึงยาโดยถ้วนหน้า
– (3.c) เพิ่มการใช้เงินสนับสนุนด้านสุขภาพ และการสรรหา การพัฒนา การฝึกฝน และการเก็บรักษากำลังคนด้านสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก
#SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
– (5.1) ยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงในทุกที่
– (5.6) สร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ และสิทธิด้านการเจริญพันธุ์โดยถ้วนหน้า ตามที่ตกลงในแผนปฏิบัติการของการประชุมนานาชาติว่าด้วยประชากรและการพัฒนา และแผนปฏิบัติการปักกิ่งและเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมทบทวนเหล่านั้น
– (5.c) เลือกใช้และเสริมความเข้มแข็งแก่นโยบายที่ดีและกฎระเบียบที่บังคับใช้ได้ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและการเพิ่มบทบาทแก่ผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคนในทุกระดับ
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.3) สร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงโดยการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องดังกล่าว
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
แหล่งที่มา HIV, hepatitis, STI gains at risk as funding falls, WHO warns (UN News)