| บทนำ
เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นและประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งฝุ่นควันทางการเมืองและฝุ่นควันสิ่งแวดล้อมยังไม่ทันจาง ผนวกวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่ยังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจบริหารในครั้งนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมจับตามองว่านโยบายสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถผ่าทางตันและแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานได้หรือไม่
ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า: จับตานโยบายสิ่งแวดล้อมไทยภายใต้รัฐบาลใหม่” ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเพื่อระดมความคิดเห็นและถอดบทเรียนจากการทำงานของภาครัฐในอดีต พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อรัฐบาลชุดต่อไป โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการเข้าร่วมสะท้อนภาพความซับซ้อนของปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ย้อนอ่านการทบทวนสถานการณ์และปัญหาเชิงโครงสร้าง – Part 1
| ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่: พลิกโครงสร้างสู่ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของไทย (แลหน้า)
เมื่อพิจารณาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ข้อเสนอจากเวทีเสวนานี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ต้อง “รื้อและสร้าง” ระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศใหม่ทั้งระบบ โดยมีหัวใจสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

JUMP TO
- 01 – ยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนให้พ้นจาก “ผักชีโรยหน้า” และคืนอำนาจจัดการทรัพยากรให้ชุมชน โดยคุณ ส.รัตนมณี พลกล้า (มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน)
- 02 – ลงโทษอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม และปรับรื้อเกณฑ์เยียวยาและกฎหมายคุมมลพิษข้ามแดนให้เป็นธรรม โดย คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
- 03 – เสริมสร้างอธิปไตยทางอาหารและสิทธิชุมชนชายฝั่ง ภายใต้กระแสทุนนิยมรวมศูนย์ โดย คุณเรวดี ประเสริฐเจริญสุข (มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)
- 04 – ปฏิรูปแผนรับมือโลกร้อนให้เป็นธรรมและไม่ทิ้งคนตัวเล็กไว้เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่าน โดย ดร.วนัน เพิ่มพิบูลย์ (Climate Watch Thailand)
- 05 – วางรากฐานสิทธิสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ และพัฒนาระบบวิธีพิจารณาคดีเพื่อประชาชน โดย คุณสุภาภรณ์ มาลัยลอย (มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม)
- 06 – ขยายผลการพัฒนาจาก “พื้นที่นำร่อง” สู่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่ใช้งานได้จริงทั้งระบบ โดย ผศ. ชล บุนนาค (SDG Move)
01 – ยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนให้พ้นจาก “ผักชีโรยหน้า” และคืนอำนาจจัดการทรัพยากรให้ชุมชน โดยคุณ ส.รัตนมณี พลกล้า (มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน)
คุณ ส.รัตนมณี พลกล้า ได้วิพากษ์สถานการณ์ในช่วงรอยต่อทางการเมืองที่ผ่านมา และช้ให้เห็นว่ารัฐบาลมักใช้มาตรฐานสากลอย่าง SDGs และ BHR (ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน) เป็นเพียง “ผักชีโรยหน้า” เพื่อปกปิดปัญหาสถานการณ์การเมืองและการละเมิดสิทธิภายในประเทศ ทำให้ชาวโลกหลงเชื่อว่าไทยเป็นฮีโร่ด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ในความเป็นจริง ประชาชนยังถูกฟ้องปิดปากและถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
คุณ ส.รัตนมณี มองว่าการที่รัฐบาลไปเซ็น MOU เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็น Commitment สำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องทำให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่การเขียนนโยบาย แต่ต้องมี “การปฏิบัติเชิงประจักษ์” โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) กฎหมายรายงานการปล่อยมลพิษ (PRTR) และที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมาย Anti-SLAPP ที่ต้องไม่ใช่แค่การสกรีนคดีก่อนเข้าศาล แต่ต้องมี “การคุ้มครองและเยียวยา” ประชาชนที่ถูกฟ้องปิดปากอย่างเป็นธรรม
ส่วนประเด็นที่น่ากังวลในทางกฎหมายคือ ร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่กำลังมีความพยายามไปจำกัดนิยามสิทธิชุมชน เช่น ต้องมี 50 คนขึ้นไปถึงจะใช้สิทธิ์ได้ ซึ่งคุณ ส.รัตนมณี ย้ำชัดว่า “ความเป็นชุมชนไม่ใช่เรื่องของไซส์หรือจำนวน แต่มันเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันและมีฉันทามติ” ประกอบกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บิดเบือนสิทธิชุมชนให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจจัดการทรัพยากรของตนเองเหมือนแต่ก่อน
คุณ ส.รัตนมณี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ทบทวนนโยบาย Rare Earth อย่างจริงจัง โดยตีแผ่ข้อมูลที่น่าตกใจว่าแม้ไทยจะอ้างว่าไม่มีเหมือง Rare Earth ในประเทศ แต่เรากลับเป็น Supply Chain สำคัญที่รับแร่ดิบจากนอกประเทศ (เช่น เมียนมา) มา Modify เพื่อส่งออก ซึ่งกระบวนการนี้สร้างผลกระทบมหาศาล รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ชัดว่า “เราต้องการเป็นประเทศถลุงแร่ หรืออยากเป็นภาคเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน?”
ท้ายที่สุด ข้อเสนอเร่งด่วนคือการสังคายนากฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ปี 2548 เรื่องการรับฟังความคิดเห็นที่ล้าสมัยและบังคับใช้กับเอกชนไม่ได้ พร้อมทั้งย้ำหลักการ Strict Liability (ความรับผิดโดยเคร่งครัด) และการโอนภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้ก่อมลพิษ เพราะนโยบายสิ่งแวดล้อมจะไม่มีวันยั่งยืนได้เลย หากรัฐไม่ยอมรับว่า “ชุมชนคือเจ้าของทรัพยากรและเป็นด่านแรกของการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม”
02 – ลงโทษอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม และปรับรื้อเกณฑ์เยียวยาและกฎหมายคุมมลพิษข้ามแดนให้เป็นธรรม โดย คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ย้ำว่ากฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน “ไม่สามารถสร้างความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เลย” และไม่สามารถเอาผิดได้อย่างจริงจังกับผู้ที่เราควรเรียกว่า “อาชญากรทางสิ่งแวดล้อม” ข้อเสนอที่เร่งด่วนที่สุดประการหนึ่งคือ “การสร้างเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเยียวยาความเสียหายทางสุขภาพ” และความเสียหายทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยคุณเพ็ญโฉมเรียกร้องให้เลิกนำเกณฑ์การชดเชยที่ต่ำอย่างเกณฑ์ภัยแล้ง มาใช้กับคดีมลพิษ เนื่องจากผลกระทบจากสารพิษนั้นมีความรุนแรงและกินลึกซับซ้อนกว่ามาก
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องมีมาตรการอุดช่องโหว่กรณีที่ผู้ก่อมลพิษอ้างว่า “ล้มละลาย” เพื่อหนีการฟื้นฟูพื้นที่ ในขณะที่รัฐต้อง “ควักงบกลาง” ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนมาใช้จัดการเบื้องต้น โดยเสนอให้มีการตามต่อเส้นทางการเงินของบริษัทเหล่านี้อย่างเข้มข้นว่าล้มละลายจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ปปง. ต้องเข้ามาเป็นด่านแรกในการป้องกันความเสียหาย ควบคู่ไปกับการเร่งรัดแก้ไข พ.ร.บ. โรงงาน และร่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรมอันตราย ที่ปัจจุบันยังเดินหน้าไปช้ากว่าความเสียหายที่พุ่งไปเร็วมาก
ในมิติของนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค คุณเพ็ญโฉมเตือนให้รัฐบาลต้อง “มองหน้ามองหลัง” เกี่ยวกับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปิดรับการนำเข้าขยะรีไซเคิลจากต่างชาติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในบ้านเขา มันเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมของบ้านเรา” รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะหยุดยั้งไม่ให้ไทยกลายเป็นถังขยะของโลกและทุนสีเทาได้อย่างไร
ท้ายที่สุด คุณเพ็ญโฉมฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ว่าต้องเร่งจัดการ “เรื่องมลพิษข้ามแดน” โดยเฉพาะกรณีสารหนูที่ปนเปื้อนในแม่น้ำหลายสายทางภาคเหนือ ซึ่งตอนนี้สารพิษได้เข้าไปอยู่ในแหล่งอาหารและนาข้าวเรียบร้อยแล้ว หากรัฐไม่มีแผนปฏิบัติการที่หยุดยั้งจากต้นทาง ไม่ใช่แค่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ตายผ่อนส่ง แต่คนทั้งประเทศที่บริโภคผลผลิตเหล่านี้ก็ไม่มีใครปลอดภัย รัฐบาลใหม่ต้องริเริ่มกฎหมายคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายจากมลพิษอย่างเร่งด่วน
03 – เสริมสร้างอธิปไตยทางอาหารและสิทธิชุมชนชายฝั่ง ภายใต้กระแสทุนนิยมรวมศูนย์ โดย คุณเรวดี ประเสริฐเจริญสุข (มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)
คุณเรวดี ประเสริฐเจริญสุข เสนอทิศทางการก้าวไปข้างหน้าของรัฐบาลใหม่ว่าจะต้องสลัดทิ้งระบบ “ทุนนิยมข้ามชาติเสรี” ที่เน้นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรเป็นต้นทุน และหันมาสร้างนโยบายที่ยืนบนขาของตัวเองด้วยการใช้ศักยภาพด้าน “ความหลากหลายทางชีวภาพและการผลิตอาหารที่ดีต่อโลก” รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจยุติหรือทบทวนนโยบายที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่าง EEC และเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่บูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคประชาชน ไม่ปล่อยให้ทิศทางของประเทศถูกกำหนดโดยนักการเมือง กลุ่มทุน หรือกลไกทางการเงินเพียงอย่างเดียว
ในเชิงรูปธรรม ข้อเสนอต่อการจัดการทรัพยากรทางทะเลคือการปฏิรูปพ.ร.บ. ประมง และระบบการบริหารจัดการที่ต้องก้าวพ้นจากการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขผลผลิตไปสู่การสร้าง “หลักประกันสิทธิชุมชน” ที่ชัดเจน โดยต้องยุติการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ที่แฝงมากับประโยคว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกำหนด” รัฐบาลใหม่ต้องนำหลักการสากลอย่าง VG-SSF(แนวทางสมัครใจเพื่อสิทธิประมงพื้นบ้าน) มาแปรเป็นแผนปฏิบัติการที่มีนัยสำคัญ เพื่อยกระดับบทบาทประมงพื้นบ้านในฐานะผู้ผลิตอาหารคุณภาพและผู้อนุรักษ์ทรัพยากร มากกว่าการเอื้อประโยชน์ให้ประมงพาณิชย์ที่ทำลายฐานทรัพยากร
คุณเรวดีเน้นย้ำถึง “การปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลและการกระจายอำนาจ” โดยต้องปฏิรูปสัดส่วนคณะกรรมการระดับจังหวัดให้มีความหลากหลายและเป็นธรรม รวมถึงมิติหญิงชายที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดกรณีการอนุญาตทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่อนุรักษ์โดยปราศจากการตรวจสอบ ขณะเดียวกันต้องทบทวนมาตรการ “ค้าขายคาร์บอน (Carbon Credit)” ในป่าชายเลนที่มุ่งเน้นเพียงกำไรทางการเงินแต่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดเชิงนโยบายที่รัฐต้องกล้าแก้ไข
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือการขับเคลื่อนภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) โดยเฉพาะเป้าหมายพื้นที่อนุรักษ์ 30×30 ซึ่งรัฐบาลพยายามส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจผ่านกลไก OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) คุณเรวดีให้ข้อเสนอว่ารัฐต้องระวังไม่ให้กลไกนี้กลายเป็นการให้ประโยชน์กับภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การรับรองสิทธิชุมชนผ่านแนวทาง LMMAs (Locally Managed Marine Areas) หรือการจัดการพื้นที่ทางทะเลโดยชุมชนท้องถิ่นด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาความหลากหลายของทรัพยากรนั้นสอดคล้องกับความยั่งยืนของวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ของนโยบายพัฒนาในอนาคตคือการสร้างความสมดุลระหว่าง GDP และความยุติธรรมทางสังคม โดยใช้กลไกอย่าง SDGs เข้ามาช่วยประเมินการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรม และไม่นำไปสู่ “การขยายความเหลื่อมล้ำของเพศหรือกลุ่มคนจน” รัฐบาลต้องใส่ใจต่อการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อสร้างทักษะและความรู้ให้ชาวบ้านสามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในมิติของสภาพภูมิอากาศและการจัดการความเสี่ยง
04 – ปฏิรูปแผนรับมือโลกร้อนให้เป็นธรรมและไม่ทิ้งคนตัวเล็กไว้เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่าน โดย ดร.วนัน เพิ่มพิบูลย์ (Climate Watch Thailand)
ดร.วนัน เพิ่มพิบูลย์ จาก Climate Watch Thailand เสนอทิศทางที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งปรับจูนตรรกะในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องขยับเป้าหมายจากการมุ่งเน้นเพียง “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” มาให้ความสำคัญกับ “การปรับตัว” อย่างเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติ และการปรับตัวนั้นไม่สามารถทำแบบรวมศูนย์จากส่วนกลางได้ แต่ต้องเป็นการสนับสนุนที่เป็น Site Specific หรือตอบโจทย์เฉพาะถิ่น รัฐบาลต้องยุติวงจรการกู้ยืมเพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวที่สร้างภาระหนี้สินให้เกษตรกร และเปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุนทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงแหล่งทุนโดยตรงแก่คนระดับรากหญ้าที่เป็นด่านหน้า (Climate Forefront) ของผลกระทบ
ในมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดร.วนัน ตั้งคำถามว่า “ทำไมเราไม่ Challenge อำนาจของอุตสาหกรรมฟอสซิล?” รัฐบาลต้องกล้ากำหนดแผนงานการ ลด ละ เลิกการใช้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติที่ชัดเจนและมีกรอบเวลาที่แน่นอน ไม่ใช่ปล่อยให้มีการอุดหนุนพลังงานฟอสซิลแฝงอยู่ภายใต้นโยบายต่างๆ ขณะเดียวกัน ในการผลักดันนโยบายสีเขียว เช่น การสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ไฟฟ้าหรือพลังงานหมุนเวียน รัฐต้องมองให้ครบทั้งระบบและตลอด Value Chain โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันงานสีเขียว (Green Job) ที่ต้องครอบคลุมถึงการเพิ่มทักษะ (Upskilling) ให้กับคนทำงานเดิมและแรงงานนอกระบบ ไม่ให้พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทบทวนนโยบายการเปลี่ยนผ่านที่อาจแลกด้วยวิกฤตใหม่ เช่น การทำเหมือง Rare Earth หรือลิเธียมเพื่อตอบโจทย์แบตเตอรี่ รวมถึงการวางแผงโซลาร์เซลล์ที่ทับซ้อนพื้นที่ทำกินและทำลายระบบนิเวศทางทะเล สิ่งเหล่านี้ต้องมี Human Face หรือมิติด้านสิทธิมนุษยชนกำกับอย่างเข้มข้น และต้องระวังไม่ให้การทำกองทุนโลกร้อน กลายมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อปั่นตัวเลขเงินในกองทุน หรือการให้ Tax Holiday แก่กลุ่มทุนใหญ่จนกลายเป็นการเฉือนเนื้อภาษีของประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนอื่น
ท้ายที่สุด ดร.วนัน เสนอให้รัฐบาลใหม่ “ถอยกลับมาหนึ่งก้าว” (Take a step back) เพื่อทบทวนว่า พ.ร.บ. โลกร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นตอบโจทย์การปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่ หากกฎหมายที่มีอยู่เดิมในแต่ละกระทรวงสามารถปรับปรุงให้ใช้งานได้จริง อาจมีความจำเป็นมากกว่าการเข็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ผิดฝาผิดตัวและสร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น รัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎที่เอื้อต่อกลุ่มทุน มาเป็นผู้สร้างความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน (Just Transition) ที่ปกป้องโลกและปกป้องสิทธิของพลเมืองไปพร้อมๆ กัน
ประเด็นสุดท้ายที่น่ากังวลที่สุดคือ “กองทุนโลกร้อน” ที่ร่างกฎหมายเขียนให้มีรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีการปล่อยก๊าซเพื่อนำมาซื้อขายกันเงินจะได้เข้ากองทุน รวมถึงนโยบาย Tax Holiday หรือการยกเว้นภาษีให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่อ้างเรื่องรักษ์โลก ซึ่ง ดร.วนัน มองว่านี่คือการ “เฉือนเนื้อประเทศ” และเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ผลประโยชน์ของคอร์ปอเรต (Legitimize Corporate Interest) มากกว่าการปกป้องสิทธิของประชาชน ดร.วนัน จึงเสนอให้ทุกภาคส่วน “ถอยกลับมาหนึ่งก้าว” (Take a step back) เพื่อทบทวนว่าร่าง พ.ร.บ. นี้เกิดขึ้นเพื่อใครกันแน่ ก่อนที่จะเดินหน้าประกาศใช้กฎหมายที่อาจกลายเป็นเครื่องมือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม
05 – วางรากฐานสิทธิสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ และพัฒนาระบบวิธีพิจารณาคดีเพื่อประชาชน คุณสุภาภรณ์ มาลัยลอย (มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม)
คุณสุภาภรณ์ ย้ำข้อเสนอเร่งด่วนที่สุดคือ “การบัญญัติสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้อง ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พันธนาการงบประมาณและโครงการของรัฐบาลทุกชุดให้ขาดความยืดหยุ่น เพื่อคืนอำนาจการกระจายทรัพยากรและการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ให้กลับสู่มือประชาชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
คุณสุภาภรณ์ มาลัยลอย เสนอทิศทางสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการโดยเริ่มจากการวางรากฐานในระดับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อบัญญัติ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้ชัดเจน และต้องยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ขาดความยืดหยุ่นและเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ รัฐบาลใหม่ต้องมีเจตจำนงที่แน่วแน่ใน “การกระจายอำนาจ” ให้ประชาชนและท้องถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพยากรและตัดสินใจเลือกอนาคตของตนเองได้จริง
ในมิติเชิงนโยบาย คุณสุภาภรณ์มีข้อเสนอเร่งด่วนคือการเขียน “พ.ร.บ. กลางเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน” เพื่อลดความซับซ้อนกระจัดกระจายของกฎหมายเดิม และต้องยึดหลัก “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก การปกปิดเป็นข้อยกเว้น” โดยเฉพาะข้อมูลโครงการที่มีความเสี่ยงสูงต้องเข้าถึงได้ง่ายและไม่มีต้นทุน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนฐานข้อมูลเดียวกับรัฐและเอกชน นอกจากนี้ต้องยกระดับการประเมินผลกระทบสู่ระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่เป็นภาคบังคับก่อนจะกำหนดแผนพัฒนาหรือนโยบายใหญ่ๆ เพื่อดูศักยภาพและมลพิษสะสมในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการเดินหน้าไปก่อนแล้วค่อยมาทำ EIA/EHIA รายโครงการซึ่งมักล้มเหลวในการป้องกันปัญหา
สำหรับกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม คุณสุภาพรเสนอให้มีการปฏิรูปวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมให้แตกต่างจากคดีแพ่งหรืออาญาทั่วไป โดยต้องมีกลไกผู้เชี่ยวชาญคนกลางที่เป็นที่ยอมรับในการพิสูจน์ความเสียหาย และต้องปรับปรุงมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้มีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการดำเนินการไปจนเสียหายกู้คืนไม่ได้ ดังกรณีเหมืองหินที่ชาวบ้านชนะคดีในศาลปกครองสูงสุดแต่ “ภูเขาหายไปครึ่งลูกแล้ว” รวมถึงต้องเพิ่มอำนาจฟ้องคดีให้องค์กรพัฒนาเอกชนสามารถฟ้องแทนประชาชนในกรณีความเสียหายวงกว้าง และสร้างระบบการบังคับคดีที่เข้มงวดเพื่อบีบให้ผู้ก่อมลพิษต้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด คุณสุภาพรย้ำว่าหาก พ.ร.บ. โลกร้อนฉบับใหม่ไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น “ไม่มีเสียยังดีกว่ามี” เพราะอาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างปัญหาเพิ่ม รัฐบาลชุดหน้าต้องมองประเด็นมลพิษเป็นอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบชั่วชีวิตต่อชุมชน และต้องมีแผนบริหารราชการที่ยึดเอาความยั่งยืนและสิทธิชุมชนเป็นแกนกลางในการกำหนดทิศทางประเทศ
06 – ขยายผลการพัฒนาจาก “พื้นที่นำร่อง” สู่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่ใช้งานได้จริงทั้งระบบ โดย ผศ. ชล บุนนาค (SDG Move)
ผศ.ชล บุนนาค ให้ทัศนะที่เชื่อมโยงข้อเสนอของวิทยากรทุกท่านเข้ากับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล โดยสนับสนุนการนำเครื่องมืออย่าง SEA มาใช้ให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียง “ไม้ประดับ” ในคณะกรรมการชุดต่างๆ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของ Just Transition (การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม) และการอุดช่องโหว่ของ SDGs ที่อาจไม่ครอบคลุมเสียงของคนทุกระดับ โดยเสนอให้มี “การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคู่ขนาน” เช่น ผ่านสมัชชาสุขภาพ ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝากความหวังไว้กับกลไกรัฐที่อาจหยุดชะงัก
ในประเด็นการขับเคลื่อน ดร.ชลเสนอให้ “สร้างกลไกการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคู่ขนาน” ในการขับเคลื่อน SDGs แทนที่จะไปฝากความหวังไว้กับกลไกรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรหันไปใช้กลไกที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพอย่างเช่น สมัชชาสุขภาพ เพื่อให้ภาคสังคมได้มีช่องทางส่งเสียงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนได้จริง และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจาวาระการพัฒนาหลังปี 2030 เพื่ออุดจุดบอดที่ SDGs ปัจจุบันยังครอบคลุมไม่ถึงคนทุกระดับ
ในเชิงแนวคิด ผศ. ชล ได้นำเสนอ Framework จากรายงาน Global Sustainable Development Report 2023 เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Sustainability Transformation) มาปรับใช้เพื่อตั้งคำถามใหม่ๆ ต่อสังคมไทย โดยแบ่งการเปลี่ยนผ่านออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะผุดบังเกิด (Emergence Phase) คือช่วงของการทำพื้นที่นำร่องหรือ Sandbox ซึ่งไทยมีพื้นที่นำร่องมากมายจนเรียกได้ว่าเป็น “ประเทศแห่งพื้นที่นำร่อง”
- ระยะเร่งเครื่อง (Acceleration Phase) คือหารทำอย่างไรให้พฤติกรรมหรือกลไกเหล่านั้นขยายผลและแพร่หลายสู่สังคม
- ระยะสร้างเสถียรภาพ (Stabilization Phase) คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านนั้นกลายเป็น New Normal หรือความปกติใหม่
ผศ.ชลวิเคราะห์ว่า สังคมไทยมักติดหล่มอยู่แค่เฟสแรกแล้วย้อนกลับไปจุดเดิม เหมือนกรณีขยะพลาสติกหรือ “น้องมาเรียม” ที่แห่แหนทำกันอยู่พักหนึ่งพอมีโควิดมาก็ซาลงไป ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องทำทั้งสองด้าน คือการสร้างความยั่งยืนใหม่ควบคู่ไปกับการ Phase Out หรือทำการ Breakdown ส่วนที่ไม่ยั่งยืนให้สลายลงไป โดยต้องอาศัย 5 ปัจจัยหลักคือ ธรรมาภิบาล (Governance), เงินทุน (Finance), องค์ความรู้, การสร้างศักยภาพ และบทบาทของชุมชน
ในมุมมองของนักกฎหมาย ผศ. ชลเห็นว่า กฎหมายมักจะลืม Transition Phase ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุด กฎหมายในแต่ละระยะต้องมีหน้าตาที่ต่างกัน ตั้งแต่กฎหมายส่งเสริม Sandbox ไปจนถึงระบบภาษีและการลงโทษที่สร้างเสถียรภาพให้ความยั่งยืน ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่ฝากไว้คือ “กฎหมายจะช่วยพาสังคมไทยเคลื่อนจากเฟสที่เราไม่ต้องการ ไปสู่อนาคตที่เป็นปกติใหม่และยั่งยืนได้อย่างไร” เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
| บทสรุป – ก้าวต่อไปของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้โจทย์ “ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง”
การเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า: จับตานโยบายสิ่งแวดล้อมไทยภายใต้รัฐบาลใหม่” สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยไม่ได้เกิดจากความด้อยทางเทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่เป็นที่ต้นเหตุหยั่งรากลึกอยู่ใน “โครงสร้างเชิงอำนาจ” ทั้งในนโยบาย กฎหมาย และกระบวนการตัดสินใจที่รวมศูนย์จนบดบังเสียงของประชาชน ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมที่ไร้การกำกับ ความเปราะบางของชุมชนชายฝั่ง ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และกำแพงของกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นผลของปัญหาเชิงโครงสร้างเดียวกัน
รัฐบาลใหม่จึงไม่อาจทำงานแบบ “ปะผุ” เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องกล้า “รื้อและสร้าง” ตั้งแต่ฐานราก บัญญัติสิทธิสิ่งแวดล้อมไว้ในรัฐธรรมนูญ และทำให้การเปลี่ยนผ่านนโยบายโลกร้อนคำนึงถึงมิติสิทธิมนุษยชน เพื่อไม่ให้การกระทำเพื่อความยั่งยืนกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ รัฐต้องขยับบทบาทจากผู้คุมกฎที่เอื้อต่อกลุ่มทุน มาเป็น “ผู้สร้างความเป็นธรรม” ที่ยึดโยงกับกลไกการมีส่วนร่วมและภาคพลเมืองอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่รัฐบาลต้องตระหนักคือ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่ยังมองประชาชนเป็นเพียงผู้แบกรับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้ร่วมกำหนดอนาคต นโยบายสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐบาลใหม่จึงต้องขยับไปสู่การสร้างพื้นที่ที่ทำให้เสียงของชุมชนมีความหมาย เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว
ขอบคุณภาพจาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนตรธิดาร์ บุนนาค – เรียบเรียง
วิจย์ณี เสนเเดง – ภาพประกอบ
Last Updated on กุมภาพันธ์ 12, 2026








