วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ฟอร์ตี้ฟายไรต์ (Fortify Rights) เผยแพร่รายงาน ‘ราชอาณาจักรไทย: การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระ รอบที่ 4 (2565 – 2569)’ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ส่งให้สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติใช้ประกอบการพิจารณาสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 จนถึงปี 2569 อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทบทวน สถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review: UPR) ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
รายงานฉบับนี้อ้างอิงจากการวิจัยและการติดตามสถานการณ์ที่ดําเนินการระหว่างปี 2565 ถึง 2569 ในอําเภอแม่สอด (จังหวัดตาก) จังหวัดระนอง จังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุมและการควบคุมตัวโดยพลการที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนเกี่ยวข้องของทหารไทยในการทรมาน และการเสียชีวิตของชาวเมียนมารายหนึ่ง ตลอดจนการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังเมียนมาที่ทําอย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือของกองทัพเมียนมา นอกจากสถานการณ์ผู้ลี้ภัยเมียนมาแล้ว ฟอร์ตี้ฟายไรต์ยังได้ติดตามกรณีการผลักดันกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนในปี 2568 อีกด้วย
ข้อค้นพบสำคัญที่ปรากฏในรายงานข้างต้น เช่น
- ประเทศไทยมีการประกาศใช้กลไกคัดกรองระดับชาติอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งเป็นระบบภายในประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อจำแนกและให้ความคุ้มครองที่จำกัดต่อบุคคลที่หลบหนีจากการประหัตประหาร โดยผู้ที่ได้รับสถานะ “ผู้ได้รับการคุ้มครอง” ตามกลไกนี้จะได้รับการยกเว้นจากการจับกุมและรับสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการ อย่างไรก็ดี พบว่าในทางปฏิบัติกลไกนี้ยังไม่ถูกนำมาใช้งานในวงกว้าง และมีข้อสังเกตว่ายังมีข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชากรผู้ลี้ภัยที่มีความเปราะบางบางกลุ่มไม่ได้รับความคุ้มครอง
- ข้อมูลการบันทึกสภาพภายในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวท่าทรายรุจิรา อ.แม่สอด จ.ตาก พบว่ามีสภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาก โดยพื้นที่ที่เปิดโล่งซึ่งใช้เป็นที่พักของผู้ลี้ภัยกว่า 650 คน ปรับปรุงมาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เก่า และมีสุขาเพียง 10 หลัง หรือคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งห้องต่อ 65 คน
- เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยและเมียนมามีพฤติการณ์ร่วมมือกันรีดไถเงินจากผู้ต้องกักในทั้งสองฝั่งชายแดนเพื่อแลกกับการไม่ถูกส่งตัวกลับ โดยในบางกรณีถูกรีดไถ่ 38,400 บาท
- เดือนกุมภาพันธ์ 2568 การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คนไปประเทศจีน ก่อให้เกิดการประณามจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ
- การขาดสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็ก ในเดือนธันวาคม 2567 ตํารวจไทยในจังหวัดเชียงใหม่ได้จับกุมชาวโรฮีนจาที่ เดินทางโดยลําพังจํานวน 6 ราย อายุระหว่าง 14 ถึง 17 ปีซึ่งหลบหนีมาจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ต่อมาศาลมีคําพิพากษาว่าเด็กทั้งหกคนมีความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และมีคําสั่งให้ส่งกลับประเทศ ภายหลังการผลักดันเชิงนโยบายของฟอร์ตี้ฟายไรต์และการแทรกแซงของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา เด็กทั้งหกถูกส่งตัวไปยังสถานดูแลของรัฐ จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2568 เด็กทั้งหกได้หายตัวไปจากสถานดูแลดังกล่าว และยังคงไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบันนี้
ฐานิดา ปิยโชติ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตี้ฟายไรต์ กล่าวว่า “บทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ยิ่งทําให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นที่จะต้องดําเนินการอย่างจริงจังในการยกระดับสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เพื่อผู้ลี้ภัยจํานวนมากในประเทศด้วย”
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– แอมเนสตี้ เผยสถานการณ์โทษประหารชีวิตปี 2566 สถิติทั่วโลกเพิ่มขึ้น 20% สูงสุดรอบ 10 ปี โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง
– เผยแพร่แล้ว! รายงานสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 – Human Rights Watch ชี้การปราบปรามโดยรัฐในเอเชียเพิ่มขึ้น กังวลระบอบประชาธิปไตยยังคงถูกทำลาย
– SDG Recommends | ผ่านไปแล้ว 1 ปีร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย กับการรอเสนอเข้าสภาฯ ที่ไม่มีกำหนด
– SDG Recommends | รายงานร่วมตามกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) โดย FIDH iLaw ศูนย์ทนายสิทธิฯ และ สสส.
– SDG Updates | SDG 16 กับการบังคับให้สูญหายในบริบทประเทศไทย
– แอมเนสตี้เผยแนวโน้ม ‘สิทธิมนุษยชนถดถอย’ ในปี 2568 โลกเผชิญการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม และวิกฤตเศรษฐกิจ-ภูมิอากาศ
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
– (10.7) อำนวยความสะดวกในการโยกย้ายถิ่นฐานและเคลื่อนย้ายของคนให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย ปกติ และมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายด้านการอพยพที่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี
#SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
– (16.1) ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการตายที่เกี่ยวข้องในทุกแห่งให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
– (16.2) ยุติการข่มเหง การแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง การค้ามนุษย์ และความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็ก
– (16.3) ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
– (16.5) ลดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่และการรับสินบนทุกรูปแบบ
– (16.b) ส่งเสริมและบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
แหล่งที่มา : ราชอาณาจักรไทย: การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระ รอบที่ 4 (2565 – 2569)
Last Updated on มิถุนายน 12, 2026