‘AutoVacc’ หุ่นยนต์ดึงวัคซีนโควิด-19 จากทีมนักวิจัย จุฬาฯ เพิ่มโอกาสกระจายวัคซีนและลดความเหนื่อยล้าให้เจ้าหน้าที่

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว นักวิจัยไทยพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยดึงวัคซีนโควิด-19 จากขวดแก้วที่มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยลดปริมาณการสูญเสียวัคซีน ช่วยเพิ่มโอกาสการกระจายวัคซีนจากปริมาณวัคซีนที่มีอยู่ และลดความเหนื่อยล้าให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์

ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหุ่นยนต์แขนกล “AutoVacc” หรือ Automate Vaccine ที่มีระบบอัตโนมัติในการดึงวัคซีน AstraZeneca ออกจากขวดแก้วได้มากถึง 12 โดส ภายในเวลา 4 นาที มากกว่าการดึงวัคซีนด้วยมือ 20% หรือจาก 10 โดสเป็น 12 โดส โดยเริ่มใช้งานในศูนย์ฉีดวัคซีนตึกจามจุรี 9 แล้วตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

“การเพิ่มขึ้น [ของจำนวนโดส] 20% ที่ได้ หมายความว่า หากเรามีวัคซีน AstraZeneca สำหรับ 1 ล้านคน เครื่องนี้จะสามารถเพิ่มจำนวนโดสให้ได้พอถึง 1.2 ล้านคน” ผศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ นักวิจัยหลัก ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์กล่าว

ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางส่วนใช้เข็มฉีดยาแบบพิเศษ low dead space syinge ที่ช่วยดูดวัคซีนได้แม่นยำมากขึ้นและลดการสูญเสียวัคซีนในพื้นที่ปลายหลอด ซึ่งสามารถแบ่งบรรจุวัคซีนได้มากถึง 12 โดสต่อขวด แต่เทคนิคนี้จำเป็นต้องใช้ทักษะระดับสูง การใช้หุ่นยนต์จะช่วยแบ่งเบาภาระงานและลดแรงกดดันที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์ในการแบ่งบรรจุวัคซีน

เครื่องต้นแบบนี้มีราคา 2.5 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบด้วย เช่น กระบอกฉีดยา ทีมนักวิจัยคาดว่า จะสามารถผลิตหุ่นยนต์ AutoVacc ได้อีกถึง 20 เครื่องภายในเวลา 3-4 เดือน แต่จำเป็นต้องได้รับเงินทุนและการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อกระจายระบบนี้ไปให้ได้ทั่วประเทศ และยังมีแผนที่จะพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับใช้กับขวดวัคซีน Pfizer-BioNTech และ Moderna ด้วย

อ่านรายละเอียดการทำงานของ AutoVacc เพิ่มเติมที่ “เครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ”  นวัตกรรมจากวิศวฯ จุฬาฯ เพิ่มจำนวนผู้รับวัคซีนได้ 20% ลดภาระงานบุคลากรการแพทย์

ประเด็นดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ
#SDG3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
- (3.b) สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาวัคซีนและยาสำหรับโรคติดต่อและไม่ติดต่อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา ให้มีการเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ตามปฏิญญาโดฮาความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและการสาธารณสุข ซึ่งเน้นย้ำสิทธิสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่จะใช้บทบัญญัติในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอย่างเต็มที่ในเรื่องการผ่อนปรนเพื่อจะปกป้องสุขภาพสาธารณะและโดยเฉพาะการเข้าถึงยาโดยถ้วนหน้า

ที่มา : Thailand develops robotic system to squeeze out more vaccine doses (Rueters)

Last Updated on สิงหาคม 26, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

World Data Lab พบว่าคนราว 1.1 พันล้านคน มี ‘ความยากจนทางอินเทอร์เน็ต’ (Internet Poverty)

World Data Lab (WDL) พัฒนากรอบการวัดระดับโลกว่าด้วย ‘ความยากจนทางอินเทอร์เน็ต’ (Internet Poverty) เพื่อวัดจำนวนคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยก…

รายงาน IPCC ฉบับใหม่เผยข้อมูลผลกระทบและความเสี่ยงจาก Climate Change ต่อปัญหาสุขภาพปัจจุบัน

รายงาน ‘Climate Change 2022: Impacts, Adaptation and Vulnerability’ เปิดเผยข้อมูลการการประเมินผลกระทบ การปรับตัว ความเปราะบางและความเสี่ยงที่เกิดจากก…

Funding Opportunities | แนะนำทุนวิจัยที่น่าสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับสัปดาห์นี้ขอแนะนำโครงการและโอกาสของการสนับสนุนด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับการวิจัยระดับแนวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพ…

World Bank ชี้เอเชียตะวันออก-แปซิฟิก เผชิญอุปสรรคด้านสิ่งแวดล้อม-ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

ธนาคารโลก (World Bank: WB) เผยแพร่ “รายงานอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับเดือนเมษายน 2567” (East Asia and Pacific April 2024 Econom…

ค้นหา