ทักษะการเรียนรู้ สุขภาพจิต และพัฒนาการทางสังคม-ความรู้สึก: ต้นทุนที่เด็กสูญเสียไปจากการปิดโรงเรียนเพื่อรับมือกับโรคระบาด

ตั้งแต่ที่มีการระบาดของโรคขึ้น สังคมมองว่าการปิดโรงเรียนเป็นกลไกหนึ่งที่จะป้องกันการแพร่กระจายของโรค และเริ่มมีการปิดโรงเรียนมาอย่างยาวนานตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 หรืออย่างบางประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง หรืออเมริกาใต้ ได้ปิดโรงเรียนมายาวนานจนถึง 200 วันแล้ว ถึงกระนั้น บางประเทศอย่างสวีเดน ที่มองว่าหลักฐานใช้ยืนยันการแพร่ระบาดในโรงเรียนหรือความน่าจะเป็นที่เด็กจะเจ็บป่วยร้ายแรงนั้นไม่หนักแน่นพอ โรงเรียนในสวีเดนจึงยังคงเปิดทำการตามปกติจนถึงตอนนี้

Jaime Saavedra ผู้อำนวยการระดับโลกด้าน Education Global Practice ของธนาคารโลก ซึ่งเป็นผู้เขียนข้อสังเกตเรื่อง ‘ค่าความเสียหายที่มองไม่เห็น’ จากการปิดโรงเรียนอันเป็นมาตรการตอบสนองต่อโรคระบาด ใน World Bank Blogs ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าโรงเรียนมีความเสี่ยงมากกว่าสภาพแวดล้อมอื่นที่มีความหนาแน่นของประชากรคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือสถานที่พักผ่อนก็ตาม นอกจากนี้ ก็ได้หยิบยกการสำรวจและการศึกษาที่สนับสนุนว่า เด็กเป็นพาหะนำไวรัสน้อยกว่าผู้ใหญ่ โรงเรียนไม่ใช่ทั้งสถานที่หลักของการแพร่เชื้อหรือเป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ ข้อมูลจาก European Centre for Disease Prevention and Control สรุปว่าความเสี่ยงที่ผู้ใหญ่จะติดเชื้อจากโรงเรียนไม่ได้มากไปกว่าจากที่บ้านหรือในชุมชนเลย อันที่จริงแล้วการปิดโรงเรียนควรเป็น ‘ทางเลือก’ สุดท้ายที่ควรจะทำ ส่วนตัวอย่างการศึกษาในเยอรมันและสหรัฐฯ ก็ได้เผยให้เห็นว่าการเปิดโรงเรียนอีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดระลอกแรกและระลอกที่สองนั้น สามารถทำได้ โดยจะต้องมียุทธศาสตร์การลดความเสี่ยงลงที่เหมาะสม

แม้ว่าจะไม่สามารถประเมิน ‘ต้นทุน’ จากการปิดโรงเรียนเป็นมูลค่าทางการเงินได้ แต่การปิดโรงเรียนทั่วโลกก็ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเด็กและคนวัยหนุ่มสาว จนอาจเปรียบเปรยได้ว่าเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำลายทรัพยากรมนุษย์ก็คงไม่ผิดนัก และอาจทำให้เกิดวิกฤติการศึกษาอย่างร้ายแรงในรอบ 100 ปี

ต้นทุนที่มีเป็นในแง่ความเสียหายที่เด็กสูญเสียการเรียนรู้ สุขภาพจิต และพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ความรู้สึก โดยแม้ในบางประเทศจะจัดให้มีการเรียนการสอนทางไกล วิธีการเรียนเช่นนี้ก็ยังมากับปัญหาของความเข้มข้นและความเท่าเทียมในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกับเวลาเรียนซึ่งหน้าตามปกติ ขณะที่แบบจำลองของธนาคารโลกก่อนสิ้นปี 2563 ได้ชี้ข้อมูลตัวชี้วัด ‘ความยากจนทางการเรียนรู้’ (Learning Poverty indicator) ว่า เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 10 ปีที่ไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจเนื้อหาข้อความธรรมดา จะมีเพิ่มสูงขึ้นจาก 53% เป็น 63% ข้อมูลจากเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสหราชอาณาจักร เผยว่าแม้จะมีการปิดโรงเรียนเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ก็มีการสูญเสียการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ชี้ว่า วิธีการเรียนทางไกลนั้นทำให้เด็กเรียนรู้เพียงแค่ 27.5% ของการเรียนในโรงเรียนเท่านั้น เป็นต้น

การเปิดโรงเรียนในทางหนึ่ง เป็นการสร้างโอกาสของความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในครอบครัวที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมหรือรายได้ที่แตกต่างกัน ในหลายกรณี โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะทำให้เด็กได้เข้าสังคมและเรียนรู้อย่างมีความหมาย การปิดโรงเรียนไม่เพียงแต่เป็นการปิดพื้นที่เหล่านี้ แต่ยังฉายให้เห็นภาพการเข้าถึงการศึกษาอย่างไม่เท่าเทียมกันโดยมีอุปสรรคอย่างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและหนังสือ

หากประชาคมโลกมองเห็นตรงกันว่าสุขภาวะที่ดีของเด็กและคนหนุ่มสาวเป็นความสำคัญอันดับต้น ก็ต้องใช้ความมุ่งมั่นทางการเมืองขับเคลื่อนให้เปิดโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยอาจเริ่มจากที่เจ้าหน้าที่และครูต้องเป็นประชากรกลุ่มสำคัญที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างถ้วนหน้าก่อน และจะต้องมีแผนฟื้นฟู ‘ทักษะการเรียนรู้ที่สูญเสียไป’ เป็นแผนรองรับประกอบกันด้วย อาทิ การปรับปฏิทินและคอร์สการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อช่วงเวลาการเรียนรู้ที่ขาดหายไปจากการปิดโรงเรียน มีความยืดหยุ่นตามแต่ละระดับพื้นที่ในการเดินทางมาโรงเรียน ความยืดหยุ่นตามความต้องการของนักเรียน ปรับลดจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน ไปจนถึงการสร้างหลักประกันว่าเด็กจะยังสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและหนังสือได้จากที่บ้าน และแผนการเปิดโรงเรียนอีกครั้งดังนี้จะต้องเร่งให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดด้วย

‘เพราะการสูญเสียการเรียนรู้ในวัยเด็กและวัยรุ่นเป็นเรื่องยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมา และไม่มีใครที่จะอายุ 6 ขวบ 7 ขวบเป็นครั้งที่ 2’ – Jaime Saavedra

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและสุขภาวะที่ดี
-(3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสามผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573
#SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค
-(4.1) สร้างหลักประกันว่าเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนจะสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
-(4.6) สร้างหลักประกันว่าเยาวชนทุกคนและผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง สามารถอ่านออกเขียนได้และคำนวณได้ ภายในปี 2573

แหล่งที่มา:
The massive, yet invisible cost of keeping schools closed (World Bank)

Last Updated on มกราคม 12, 2022

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

‘สนธิสัญญาทะเลหลวง’ จะบังคับใช้ต้นปีหน้า ผลจาก ‘โมร็อกโก’ และ ‘เซียร์ราลีโอน’ ให้สัตยาบันเป็นประเทศที่ 60 และ 61 ถือว่าครบเกณฑ์ขั้นต่ำตามกำหนด

วันที่ 19 กันยายน 2568 โมร็อกโก และ เซียร์ราลีโอน เป็นประเทศที่ 60 และ 61 ที่ลงนามให้สัตยาบันต่อ ‘สนธิสัญญาทะเลหลวง’ หรือ ‘ข้อตกลงสนธิสัญญาที่ว่าด้วย…

ผู้เสนอโปรเจกต์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในออสเตรเลีย จะถูกกำหนดให้ระบุความสามารถในการรับมือต่อภัยธรรมชาติด้วย

รัฐบาลประจำรัฐที่เสนอโปรเจกต์ก่อสร้างถนนและทางรถไฟไปยังองค์กรโครงสร้างพื้นฐานแห่งออสเตรเลียจะถูกกำหนดให้ชี้แจงรายละเอียดว่าโปรเจกต์พัฒนาดังกล่าวจะสาม…

จำนวนวัคซีนโควิด-19 ที่ประเทศร่ำรวยสัญญาจะส่งมอบให้ประเทศยากจนกว่า ไปถึงแล้วจริงเพียงแค่ 14% เท่านั้น

จำนวนวัคซีนโควิด-19 ที่ประเทศร่ำรวยให้คำมั่นว่าจะส่งมอบให้แก่ประเทศรายได้น้อยไม่เป็นไปตามเป้า กลุ่มประเทศที่ยากจนในโลกได้รับวัคซีนเพียง 1 ใน 7 จากที่…

UNEP ประกาศว่า ยุคการใช้น้ำมันเบนซินผสมสารตะกั่ว ที่เป็นภัยสำคัญต่อสุขภาพมนุษย์และโลก สิ้นสุดลงแล้ว

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Program: UNEP) ประกาศว่า ปี 2021 เป็นหมุดหมายสำคัญของจุดจบการใช้น้ำมันเบนซินผสมสารตะกั่วสำหรับรถยนต…

ค้นหา