WHO และ UNICEF สนับสนุน “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” แม้รัฐในอินเดียยังพบว่าเด็กอายุ 6-8 เดือน ร้อยละ 61 ยังขาดสารอาหารที่สำคัญตามช่วงวัยและน้ำนมแม่

นับเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์และมีคุณค่าสำหรับผู้เป็น “แม่” สัมผัสแรกแห่งความปรีดาในการซึมซับช่วงเวลาที่มีร่วมกับสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ๆ อย่างการให้นมบุตร ‘การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่’ (breastfeeding) ช่วยให้ทารกได้เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่ดีที่สุด นมแม่เป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญ ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองและเชาว์ปัญญา (IQ) ของเด็ก รวมถึงช่วยให้ความรู้สึกปลอดภัยและสร้างความผูกพันที่มีต่อแม่ เช่นนั้นแล้ว ในเดือนสิงหาคม องค์กรพันธมิตรนมแม่โลก (World Alliance for Breastfeeding Action : WABA) จึงได้กำหนดให้ทุกวันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปี เป็น “สัปดาห์นมแม่โลก” เพื่อให้นานาประเทศรำลึกถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) แนะนำว่าลูกควรได้รับน้ำนมแม่อย่างเดียว นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน และควรดื่มต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น โดยควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมตามวัย เพราะน้ำนมแม่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K รวมถึงแร่ธาตุซึ่งได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น พร้อมทั้งยังช่วยสร้างแอนติบอดี (antibody) ให้ลูกได้รับภูมิคุ้มกันที่ดี 

สำหรับนมแม่ที่ผลิตได้หลังคลอดบุตร (น้ำนมเหลือง หรือ colostrum) นั้น นับเป็นวัคซีนตัวแรกสำหรับทารกที่จะช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและโรคบางอย่างในเด็ก อาทิ การติดเชื้อที่หู โรคหอบหืด การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (ปอดและถุงลมปอด)  อาการท้องร่วงและอาเจียน โรคอ้วน และโรคไหลตายในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS) ซึ่งไม่เพียงให้คุณประโยชน์แก่ทารกเท่านั้น แต่ยังช่วยในการฟื้นตัวของแม่หลังคลอด และลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในบางชนิดอีกด้วย

ผลสำรวจในรัฐฌารขัณฑ์ รัฐทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ตามตัวเลขจากแบบสำรวจสุขภาพครอบครัวแห่งชาติ (National Family Health Survey : NFHS) โดยกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัวร่วมกับสถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชากรวิทยาศาสตร์ของอินเดีย พบว่า จากข้อมูลช่วงปี 2558-2559 นมแม่ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะขาดสารอาหารในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (NFHS 4) ลดลงเกือบร้อยละ 22 และลดภาวะแคระแกร็นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (NFHS 5) ในช่วงปี 2562 – 2564  ลดลงประมาณร้อยละ 12  นอกจากนี้ อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนยังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 ในปี 2558-2559 (NFHS 4) เป็นร้อยละ 76 ในปี 2562 – 2564 (NFHS 5) 

ขณะที่ ปัจจุบันมีผู้หญิงประมาณร้อยละ 76 ได้รับการคลอดบุตรในสถานพยาบาล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับปี 2558-2559 แต่ถึงแม้ว่าผู้หญิง 3 ใน 4 คนจะคลอดบุตรในสถานพยาบาล แต่มีทารกเพียง 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งแท้จริงแล้วทารกทุกคนควรได้รับนมแม่ตั้งแต่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด รวมถึงควรได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และหลังจากนั้นควรได้รับสารอาหาร และพลังงานจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ควบคู่กับการบริโภคนมแม่   อย่างไรก็ตาม ในรัฐฌารขัณฑ์ เด็กอายุ 6-8 เดือน ร้อยละ 61 กลับไม่ได้รับอาหารเสริมที่สำคัญตามช่วงวัยไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง (solid food) อาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว (semisolid food) หรือแม้กระทั่งนมแม่

การที่แม่ไม่สามารถให้นมบุตรได้ด้วยตนเองเกิดจากหลายสาเหตุทั้งขาดความรู้ ขาดการดูแลหลังคลอด และมีวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยอาหารรูปแบบอื่น ทำให้ในระยะหลังคลอดจึงไม่มีการให้นมแก่บุตร ซึ่งการที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมให้สำเร็จนั้น พบว่า จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ นายจ้าง และรัฐบาล ในการช่วยส่งเสริมให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการให้นมบุตรทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพื่อรองรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงจำเป็นจะต้องมีการดูแลอย่างเหมาะสมในระยะหลังคลอดทั้งแม่และทารกแรกเกิด

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเกราะคุ้มกันแรกที่จะช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับเด็ก ๆ ได้แม้ในยามวิกฤต เพราะนมแม่เป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าสูง ไม่มีค่าใช้จ่าย จึงช่วยลดภาระรายจ่ายภายในครอบครัวทั้งด้านการบริโภค และลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพราะเมื่อเด็กมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ย่อมช่วยให้พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองได้โดยง่าย สามารถนำต้นทุนทั้งเงิน และเวลาที่ประหยัดจากการไม่ต้องพาลูกพบแพทย์บ่อย ๆ ไปใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกด้านอื่น ๆ รวมถึงช่วยให้สมาชิกได้ใช้เวลาร่วมกัน เกิดความอบอุ่นและความมั่นคงแก่สถาบันครอบครัว อันเป็นสถาบันที่ใกล้ชิดกับตัวเด็กมากที่สุด

การให้ของแม่จึงนับเป็นของขวัญที่มหัศจรรย์ไม่เพียงแค่สำหรับลูกเท่านั้น แต่มีความหมายแก่โลกใบนี้ด้วย แม้ว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย หากแต่เป็นการให้ที่คุ้มค่าและยิ่งใหญที่สุด

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
การตายของแม่ในเนปาลเพิ่มขึ้น เพราะโควิด-19 ทำให้หญิงตั้งครรภ์พลาดการตรวจสุขภาพและเลือกคลอดที่บ้าน – SDG Move 
เสริมวิตามินให้แม่ให้นมบุตรชาวกัมพูชาที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลัก ช่วยให้พัฒนาการทางภาษาของทารกดีขึ้น – SDG Move 
หน่วยดูแลสุขภาพแม่และเด็กเคลื่อนที่ในสหรัฐฯ ช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้ฝากท้องฟรี – SDG Move 
การขาดแคลน ‘พยาบาลผดุงครรภ์’ ทำให้สูญเสียชีวิตแม่และทารกแรกเกิด – SDG Move 
SDG Recommends | #EndFistula ร่วมกันกำจัดปัญหาช่องทะลุทางสูติกรรมในผู้หญิง

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG2 ขจัดความหิวโหย
– (2.1) ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีอาหารตามหลักโภชนาการ และมีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี 2573
– (2.2) ยุติภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ ภายในปี 2573 รวมถึงการบรรลุเป้าประสงค์ที่ตกลงร่วมกันระหว่างประเทศว่าด้วยภาวะแคระแกร็นและผอมแห้งในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และเน้นความต้องการโภชนาการของหญิงวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และผู้สูงอายุ ภายในปี 2568
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.2) ยุติการตายที่ป้องกันได้ของทารกแรกเกิดและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยทุกประเทศมุ่งลดอัตราการตายในทารกลงให้ต่ำถึง 12 คน ต่อ การเกิดมีชีพ 1,000 คน และลดอัตราการตายในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลงให้ต่ำถึง 25 คน ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ภายในปี 2573
– (3.7) สร้างหลักประกันถ้วนหน้า ในการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธ์ รวมถึงการวางแผนครอบครัว และข้อมูลข่าวสารและความรู้และการบูรณาการอนามัยเจริญพันธุ์ไว้ในยุทธศาสตร์และแผนงานระดับชาติ ภายในปี 2573

แหล่งที่มา: 
Breastfeeding: The Best Possible Start in Life | UNICEF India 
สัปดาห์นมแม่โลก คุณค่าน้ำนมแม่ ดีที่หนึ่ง – Thaihealth.or.th 
“น้ำนมแม่” ประโยชน์แท้จากธรรมชาติ – กรมอนามัย 

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Last Updated on สิงหาคม 11, 2022

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

จุฬาฯ และ มช. ติดอันดับ Top 100 ของโลกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2022

THE Impact Rankings ประจำปี 2022 มีจำนวนมหาวิทยาลัย 1,406 แห่งใน 106 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการจัดอันดับ

‘จุฬาฯ’ ได้อันดับที่ 16 ของโลก ตามมาด้ว…

‘Live4Life’ โมเดลระดับชุมชนสำหรับเยาวชนในออสเตรเลียที่จะช่วยไขปัญหาสุขภาพจิตและป้องกันการฆ่าตัวตาย

Live4Life โมเดลซึ่งได้รับรางวัลด้านสุขภาพจิตของเยาวชนและการป้องกันการฆ่าตัวตายตลอดช่วงปี 2560 – 2563 จากรัฐบาลท้องถิ่นและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เป็นโมเ…

SDG Spotlight – 6 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 2 ประจำเดือนมกราคม 2567

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  6 – 12 มกราคม 2567 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ด…

ค้นหา