EJF ชวนจับตา ‘กมธ.ร่วม พ.ร.บ. ประมง’ ฉวยจังหวะชุลมุนทางการเมือง เร่งผลักดันมาตรา 69 อาจเอื้อประโยชน์ประมง IUU ทำไทยเสี่ยง ‘ใบเหลือง’ จาก EU อีกครั้ง

วันที่ 8 กันยายน 2568 มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF) ประเทศไทย ส่งจดหมายข่าวเปิดเผยว่า เมื่อ 4 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 …. (กมธ.ร่วม) ได้จัดประชุมเร่งด่วนหลังมีข่าวยุบสภา เพื่อให้การพิจารณากฎหมายดำเนินต่อไปท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน

EJF ตั้งข้อสังเกตว่า “การเร่งรัดดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากกลุ่มประมงพาณิชย์ในจังหวัดชายฝั่ง ขณะที่ข้อกังวลจากชุมชนประมงพื้นบ้านและภาคประชาสังคมดูเหมือนไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง นักอนุรักษ์และชาวประมงพื้นบ้านเตือนว่า การแก้ไขกฎหมายอาจลดประสิทธิภาพการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและแรงงาน และอาจทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกออก “ใบเหลือง” จากสหภาพยุโรปอีกครั้ง หากมาตรการควบคุมการประมงผิดกฎหมาย การรายงาน และการควบคุม (IUU) ถูกบั่นทอน”

ประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ระบุในจดหมายข้างต้น เช่น

  • มาตรา 69 อนุญาตให้ใช้อวนล้อมจับปั่นไฟในเวลากลางคืน: กลุ่มประมงพื้นบ้าน นักวิชาการและนักอนุรักษ์เตือนว่า เป็นวิธีทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ทำลายล้างต่อระบบนิเวศ และอาจทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่มีโอกาสเติบโต
  • การผ่อนปรนมาตรการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและแรงงานเด็กในอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ และการลดมาตรการตรวจสอบย้อนกลับการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล: เสี่ยงเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดกฎหมาย
  • การผ่อนปรนกฎหมายอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเคยออกใบเหลืองต่อไทยเมื่อปี 2558 หากมาตรฐานการจัดการประมงอย่างยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนถูกบั่นทอน การ “ก้าวถอยหลัง” ครั้งนี้อาจส่งผลต่อการค้าเสรี (Thai–EU FTA) และตลาดส่งออกสำคัญของไทย
  • พระราชกำหนดการประมงปี 2558 เกิดขึ้นหลังไทยถูกสหภาพยุโรป (EU) ออก “ใบเหลือง” เตือนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากระบบการทำประมงขณะนั้นไม่สอดคล้องมาตรฐานสากล รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย จัดตั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเพิ่มมาตรการด้านแรงงาน ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร และสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล แต่การแก้ไขล่าสุดถูกวิจารณ์ว่าผ่อนปรนหลายมาตรการ เช่น การตรวจสอบแรงงาน การจำกัดการใช้อวนล้อมจับปั่นไฟ และการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล ซึ่งอาจย้อนกลับไปสู่ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและลดประสิทธิภาพการคุ้มครองแรงงาน

ทั้งนี้ พบว่าสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยได้ถอนตัวจากกระบวนการพิจารณา พร้อมระบุว่าการแก้ไขครั้งนี้ไม่โปร่งใสและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนประมงพาณิชย์ ขณะที่ บรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า “การอนุญาตให้อวนล้อมจับตามมาตรา 69 อ้างเหตุผลด้านเศรษฐกิจ แต่สิ่งนี้จะทำลายสมดุลทางทะเลอย่างร้ายแรง ทั้งสัตว์น้ำ ระบบนิเวศ และอนาคตการประมงไทย”

ด้าน สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคใต้ ระบุว่า “วิธีจับสัตว์น้ำแบบเลือกชนิดและขนาดโตเต็มวัย คือหนทางรักษาสมดุลระบบนิเวศและความเท่าเทียมในการทำประมงของชาวประมงทุกกลุ่ม นี่คือหลักการประชาธิปไตยที่กินได้จริง”  โดยมีมาตราที่สร้างความกังวลได้แก่ 

  • มาตรา 10/1–11/1: ลดทอนการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและแรงงานเด็กในอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ
  • มาตรา 69: การอนุญาตใช้อวนล้อมจับช่องตาอวนขนาดเล็กล่อด้วยการปั่นไฟในเวลากลางคืน
  • มาตรา 85/1: ผ่อนปรนข้อห้ามการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับอ่อนแอลง
  • มาตรา 114: ผ่อนปรนความผิดร้ายแรงและโทษปรับลง 50–97% ในหลายกรณี

ส่วน นัฐวฒิ กาเซ็ม ผู้แทน EJF  เห็นว่าประชาชนไทยควรมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรทางทะเลอย่างยุติธรรม การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้หากไม่คำนึงถึงความยั่งยืน จะสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนประมงพาณิชย์กับชุมชนประมงพื้นบ้านรายย่อย ทำลายโอกาสในการดำรงชีพและรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม ความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อมหมายถึงการปกป้องทั้งทรัพยากรและสิทธิของผู้คน การผ่อนปรนมาตรการคุ้มครองสัตว์น้ำและระบบนิเวศ ทำให้ชุมชนชายฝั่งและแรงงานประมงข้ามชาติต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน

EJF ระบุว่า “สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของอาหารทะเลไทยและเตือนหลายครั้งว่าการผ่อนปรนมาตรการ IUU อาจทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกออกใบเหลืองอีกครั้ง การประชุมคณะทำงานร่วมด้าน IUU ไทย–อียู ระหว่างวันที่ 18–19 กันยายน 2568 จะเป็นเวทีสำคัญในการติดตามความคืบหน้า หากกฎหมายถูกมองว่าอ่อนแอ อาจกระทบต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–อียู (Thai–EU FTA) ซึ่งผูกโยงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานเป็นเงื่อนไขสำคัญ การละเลยมาตรการเหล่านี้จะส่งผลต่อการเข้าถึงตลาดส่งออกและสร้างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และชุมชนชายฝั่ง โดยข้อมูลจากปีที่ผ่านมาแสดงว่า อุตสาหกรรมประมงไทยสร้างรายได้สูงสุดในรอบ 10 ปี มากถึง 240,062 ล้านบาท โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป การสูญเสียความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานประมงอาจส่งผลต่อการเข้าถึงตลาดเหล่านี้ทันที”

“หากกฎหมายถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อการทำประมง IUU นักเศรษฐศาสตร์และนักอนุรักษ์เตือนว่า การละเลยมาตรการคุ้มครองทรัพยากรและแรงงานไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ”

“การเร่งปิดการพิจารณากฎหมายในช่วงที่การเมืองไม่มั่นคงสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผลประโยชน์บางส่วนพยายามล็อกสิทธิพิเศษก่อนอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือ กฎหมายที่ควรเป็นเครื่องมือปกป้องสาธารณะ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุนใหญ่”

จดหมายข่าวทิ้งท้ายว่า การเร่งรัดพิจารณา พ.ร.บ. ประมงในช่วงที่การเมืองไม่มั่นคง เป็นบททดสอบสำคัญว่าประเทศไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น กับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในระยะยาวได้หรือไม่ การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมประมงไทย การคุ้มครองแรงงาน และความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ กฎหมายฉบับนี้จึงกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถของไทยในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน


● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– Global Tuna Alliance ย้ำความร่วมมือและวิสัยทัศน์ที่รับผิดชอบร่วมกันจะทำให้ทะเลไม่บอบช้ำและมีทูน่าพอสำหรับโลก
– Parties to the Nauru Agreement (PNA) – ข้อตกลงของแปดประเทศเกาะในแปซิฟิกเพื่อการประมงทูน่าที่ยั่งยืน
– SDG Recommends | เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับทะเลและมหาสมุทรมากขึ้นผ่าน Ocean Literacy
– อินโดนีเซียประเมินประชากรสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ในเขตประมงทั่วประเทศ เพื่อวางแผนการประมงและอนุรักษ์สัตว์น้ำได้ยั่งยืนขึ้น
– จังหวัดปาปัวตะวันตกคงความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลได้ดีขึ้น เพราะการกำหนดพื้นที่คุ้มครองและบทบาทนำของชุมชนรอบชายฝั่ง 
– ชาวประมงพื้นบ้านล่องเรือจากปัตตานีถึง กทม. ติด #ทวงน้ำพริกปลาทู เรียกร้องทุกภาคส่วนหยุดจับ-ซื้อ-ขาย สัตว์น้ำวัยอ่อน
ประมงพื้นบ้าน เคลื่อนไหวคัดค้านการแก้มาตร 69 พ.ร.บ. ประมง หวัง สว. ตั้งกรรมการทบทวน ไม่เอาอวนตาถี่

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.2) บริหารจัดการและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบที่มีนัยสำคัญ รวมถึงโดยการเสริมภูมิต้านทานและปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟู เพื่อบรรลุการมีมหาสมุทรที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพ ภายในปี 2563
– (14.4) ภายในปี 2563 ให้กำกับในเรื่องการเก็บเกี่ยวและยุติการทำประมงเกินขีดจำกัด การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และแนวปฏิบัติด้านการประมงที่เป็นไปในทางทำลายอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการที่อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะฟื้นฟูมวลสัตว์น้ำ (fish stock) ในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยที่สุดในระดับที่สามารถไปถึงระดับผลผลิตการประมงสูงสุดที่ยั่งยืน (maximum sustainable yield) ตามคุณลักษณะทางชีววิทยาของสัตว์น้ำเหล่านั้น
#SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
– (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

แหล่งที่มา: มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation)

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

ผู้เขียน

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    View all posts

RELATED

พนักงานบริษัทยักษ์ใหญ่ Apple สาขาในรัฐแมริแลนด์ ลงมติเข้าร่วมสหภาพแรงงาน สำเร็จเป็นสาขาแรกในสหรัฐฯ

เมื่อความสัมพันธ์ที่มีโดยตรงกับบริษัทอาจไม่ใช่หลักประกันแก่พนักงานอีกต่อไป ในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง “Apple” ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่มี…

ประชุม IGC-5.2 ไทยและอีกเกือบ 200 ประเทศ ลงนามใน ‘สนธิสัญญาทะเลหลวง’ ใบเบิกทางคุ้มครองความอุดมสมบูรณ์ในน่านน้ำสากล

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2566 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกือบ 200 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ร่วมลงนามข้อตกลงทำสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) เพื่อให้เกิดกลไ…

สวิตเซอร์แลนด์ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลาง ‘Green Fintech’ และการเงินสีเขียวของโลก

ตั้งแต่ปลายปี 2563 State Secretariat for International Finance (SIF) ในนามของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว ‘เครือข่ายฟินเทคสีเขียว’ (Green Fintech Net…

UN Global Compact เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด ชี้ต้องเร่งรัดสร้างนวัตกรรมด้านการเงินเพื่อบรรลุ SDGs และเน้นสร้างความโปร่งในตลาดการเงิน 

UN Global Compact ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผยแพร่รายงานชื่อ ‘Accelerating Innovation in Sustainable Finance:…

ค้นหา