ชาวประมงพื้นบ้านล่องเรือจากปัตตานีถึง กทม. ติด #ทวงน้ำพริกปลาทู เรียกร้องทุกภาคส่วนหยุดจับ-ซื้อ-ขาย สัตว์น้ำวัยอ่อน

เป็นเวลากว่า 11 วันที่กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านนำโดยสมาคมรักษ์ทะเลไทยและสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยจาก 23 จังหวัด รวมตัวจัดกิจกรรมล่องเรือจากปัตตานีถึงกรุงเทพฯ เรียกร้องให้องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการประมง เร่งบังคับใช้กฎหมายประมงมาตรา 57 “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง” พร้อมกันนี้ได้เคลื่อนไหว ชวนภาคประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น

“นี่เป็นความตื่นตัวของชาวประมงพื้นบ้านจากหลายพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหาการจับสัตว์น้ำได้น้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการจับสัตว์ทะเลแบบตัดวงจรชีวิต คือจับตัวที่ยังไม่ทันโตและไม่ทันได้วางไข่ในปริมาณปีละหลายแสนตัน” 

ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุถึงสาเหตุสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ และได้เผยต่อด้วยว่า “เรามายื่นหนังสือหลายครั้งแล้ว ไม่ต่ำกว่า 7 ปี ผ่านรัฐมนตรีมาก็หลายคน แต่ยังไม่เคยมีกฎหมายลูกเพื่อควบคุมการจับสัตว์น้ำตัวอ่อนออกมา”

สำหรับองค์กรภาครัฐที่กลุ่มชาวประมงได้เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องในครั้งนี้มีด้วยกัน 3 องค์กรหลัก คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการประมงแห่งชาติ และรัฐสภา ปรากฏว่าทั้ง 3 องค์กรมีปฏิกิริยาต่อข้อเรียกร้องไปในทิศทางเดียวกัน คือตอบรับว่าจะดำเนินการปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาทำตามข้อเรียกร้องให้เร็วที่สุด โดย ธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งดูดายต่อประเด็นข้างต้นและอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากจะกระทบกับหลายส่วน จึงต้องใช้เวลาศึกษา 

ขณะที่ประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะสั่งการให้กรมประมงเร่งพิจารณาข้อเรียกร้อง จะไม่ปล่อยให้ทิ้งช้าหรือเกิดช่องว่าง พร้อมทั้งติดต่อกับอธิบดีกรมประมงนัดหมายให้กลุ่มชาวประมงได้เข้าพบและแสดงความเห็นในวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2565 นี้

ส่วนท่าทีจากฝั่งรัฐสภา  ราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา ผู้เเทนรัฐสภาเข้ารับฟังความเห็นจากกลุ่มชาวประมงในวันนี้  (8 มิถุนายน 2565) ได้ระบุว่า “ขอบคุณสำหรับข้อมูลและคำแนะนำจากพื้นที่ การประกาศกฎหมายเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เราจะดำเนินการให้ดีที่สุดตามกระบวนการของรัฐสภา”

โดยสรุป ความเคลื่อนไหวของชาวประมงพื้นบ้านครั้งนี้ มีการยื่นข้อเสนอและประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

  1. เรียกร้องให้คณะกรรมการประมงแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก. การประมง ปี 2558 เพื่อยุติการตัดวงจรชีวิตสัตว์ทะเล และให้กำหนดโควตาที่เป็นธรรมสำหรับการจับสัตว์น้ำ
  2. ยื่นคำขาดต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ออกระเบียบกำหนดขนาดสัตว์น้ำที่ห้ามนำขึ้นเรือภายใน 30 วัน หากไม่สำเร็จจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล 
  3. เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อในแคมเปญ “ก่อนปลาทูจะหมดไทย ขอเร่งบังคับใช้กฎหมายเลิกจับสัตว์น้ำวัยอ่อน” ผ่านทาง Change.org/SeafoodIsOurFood 
  4. ยื่นข้อเรียกร้องและรายชื่อจากแคมเปญ “ก่อนปลาทูจะหมดไทย ขอเร่งบังคับใช้กฎหมายเลิกจับสัตว์น้ำวัยอ่อน” ต่อรัฐสภา เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายการประมงอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวข้างต้นยิ่งสะท้อนความสำคัญของวันมหาสมุทรโลก (8 มิถุนายน) และยังเป็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไทยในเดือนที่ UN ยกให้เป็นเดือนแห่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Goal of the Month) เป้าหมายที่ 14 ทรัพยากรทางทะเล อีกด้วย

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
Global Tuna Alliance ย้ำความร่วมมือและวิสัยทัศน์ที่รับผิดชอบร่วมกันจะทำให้ทะเลไม่บอบช้ำและมีทูน่าพอสำหรับโลก
– Parties to the Nauru Agreement (PNA) – ข้อตกลงของแปดประเทศเกาะในแปซิฟิกเพื่อการประมงทูน่าที่ยั่งยืน
– SDG Recommends | เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับทะเลและมหาสมุทรมากขึ้นผ่าน Ocean Literacy
อินโดนีเซียประเมินประชากรสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ในเขตประมงทั่วประเทศ เพื่อวางแผนการประมงและอนุรักษ์สัตว์น้ำได้ยั่งยืนขึ้น
– จังหวัดปาปัวตะวันตกคงความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลได้ดีขึ้น เพราะการกำหนดพื้นที่คุ้มครองและบทบาทนำของชุมชนรอบชายฝั่ง 

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.4) ภายในปี 2563 ให้กำกับในเรื่องการเก็บเกี่ยวและยุติการทำประมงเกินขีดจำกัด การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และแนวปฏิบัติด้านการประมงที่เป็นไปในทางทำลายอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการที่อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะฟื้นฟูมวลสัตว์น้ำ (fish stock) ในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยที่สุดในระดับที่สามารถไปถึงระดับผลผลิตการประมงสูงสุดที่ยั่งยืน (maximum sustainable yield) ตามคุณลักษณะทางชีววิทยาของสัตว์น้ำเหล่านั้น
– (14.6) ภายในปี 2563 ห้ามการอุดหนุนการประมงบางประเภทซึ่งก่อทำให้เกิดศักยภาพการทำประมงที่มากเกินไป ขจัดการอุดหนุนที่มีส่วนทำให้เกิดการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และระงับการริเริ่มการอุดหนุนในลักษณะดังกล่าว ตระหนักว่าการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดควรเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาการอุดหนุนการประมงขององค์การการค้าโลก
– (14.b) จัดให้ชาวประมงพื้นบ้านรายเล็กเข้าถึงทรัพยากรทางทะเลและตลาด

แหล่งที่มา:
ยื่นรัฐสภา “อุตฯอาหารทะเลไทยวันนี้ ทำลายล้างเกินไปแล้ว รัฐบาลต้องควบคุม”(GreenNews)
ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยราว 40 คนเดินเท้าจากสวนสันติชัยปราการไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (FB Page สมาคมรักษ์ทะเลไทย)
– สัมภาษณ์ ปิยะ เทศเเย้ม (7 มิถุนายน 2565) โดย อติรุจ ดือเระ

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Last Updated on มิถุนายน 8, 2022

Author

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

ผู้เขียน

  • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    View all posts

RELATED

ส่อง ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ ในรายงานสุขภาพคนไทย ประจำปี 2566 

ทุกปีสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดทำ “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 25…

SDGs จะช่วยภาคเอกชน หรือภาคเอกชนจะผลักดัน SDGs ได้อย่างไร? อย่างน้อยเริ่มจากตระหนักว่า “ไม่มีงานเหลือให้ทำ ในโลกที่ตายไปแล้ว”

ถิรพร สิงห์ลอ

ภาพลักษณ์ด้านลบส่วนใหญ่ที่ประชาชนมีต่อภาคธุรกิจคือการหลีกเลี่ยงภาษี การล็อบบี้ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน จนเกิดคำถามว่าจะมีส่วนช่วยผล…

ค้นหา