กรีนพีซ เตือนว่าการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านก๊าซฟอสซิลเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นออกไปอีก 3 ปี อาจทำให้ประเทศไทยยังคงผูกติดกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว และเปิดทางให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสัญญานำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มของหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และเร่งขยายการใช้พลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคต
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 Greenpeace Thailand และ Greenpeace East Asia ระบุว่าการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่อนุมัติให้ต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นว่าด้วยความร่วมมือด้านก๊าซฟอสซิลเหลว ออกไปอีก 3 ปี มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยติดกับดักการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว ขณะที่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยองค์กรระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังส่งเสริมการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ในประเทศไทย ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดการทำสัญญานำเข้า LNG ใหม่เพิ่มเติม และทำให้ประเทศพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นในอนาคต
ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและญี่ปุ่นในด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เริ่มต้นขึ้นในปี 2558 จากการศึกษาร่วมกันของหน่วยงานด้านพลังงานและรัฐวิสาหกิจของทั้งสองประเทศ เกี่ยวกับการจัดหา LNG และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ก่อนที่ความร่วมมือดังกล่าวจะถูกยกระดับสู่ระดับรัฐบาล ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกระทรวงพลังงานของไทย และ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry: METI)
ต่อมาไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน LNG เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้ต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 โดยมีเงื่อนไขที่สามารถต่ออายุโดยอัตโนมัติครั้งละสามปี
การต่ออายุข้อตกลงครั้งนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางแนวโน้มปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ลดลง ปัจจุบันก๊าซฟอสซิลยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานของ Greenpeace Thailand กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่ควรแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน LNG ฉบับนี้ เพราะจะทำให้ประเทศติดล็อกกับการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว ขณะเดียวกันควรเร่งทบทวนแผนการทำสัญญา LNG รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ใหม่ในประเทศ และต้องกำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรมให้มีความทะเยอทะยานมากขึ้นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (Power Development Plan: PDP) ประเทศไทยไม่ควรผูกอนาคตด้านพลังงานของประเทศไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่าง LNG ซึ่งมีความผันผวนและไม่สามารถรับประกันความมั่นคงทางพลังงานได้อีกต่อไป นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด กระจายศูนย์ และเป็นธรรม ซึ่งสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน”
ด้าน Greenpeace East Asia ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่าการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้กับไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Asia Zero Emission Community: AZEC) เป็นหนึ่งในหลายโครงการลงทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ญี่ปุ่นกำลังผลักดันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ไทยจะมีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมสูง แต่มีเพียง 7 จาก 43 โครงการภายใต้ AZEC ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นใช้บทบาทผู้นำด้านการเงิน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค แทนการผลักดันการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว
สุดท้ายนี้ การขยายโครงสร้างพื้นฐานและการทำสัญญานำเข้า LNG ใหม่ในช่วงเวลานี้ อาจทำให้ระบบพลังงานของไทยผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ เนื่องจากโครงการ LNG ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีอายุโครงการยาว ซึ่งเสี่ยงต่อการกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า (stranded assets) และอาจผลักภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าไปยังผู้บริโภค หากตลาดพลังงานโลกยังคงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ขณะเดียวกันองค์กรเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่น มีต้นทุนที่ประชาชนเข้าถึงได้ และมีความมั่นคงทางพลังงานต่อไป
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ปกป้องโลกด้วยพลังงานสะอาด ตั้งเป้าเพิ่ม ‘พลังงานหมุนเวียน’ 3 เท่าทั่วโลกภายในปี 2573 – จีนยังครองกำลังผลิตเกือบครึ่งของโลก
– การประชุมระดับโลก ‘SEforALL’ ระดมทุน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเข้าถึงพลังงานที่เป็นธรรม
– ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกร่วมประชุมเตรียมพร้อมเพื่อทบทวนครึ่งเทอมแรกของการขับเคลื่อน SDG7 เน้นย้ำความสำคัญของการทำครัวโดยใช้พลังงานสะอาด
– EU ร่างข้อเสนอให้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกเปลี่ยนผ่านพลังงานและการลงทุนที่ยั่งยืน
– SDG Insights | เติมเต็มความเป็นธรรมที่อาจหล่นหาย ผ่านมุมมองการเปลี่ยนผ่านพลังงานอุตสาหกรรมยานยนต์ (EP. 16)
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
– (7.1) สร้างหลักประกันว่ามีการเข้าถึงการบริการพลังงานสมัยใหม่ที่เชื่อถือได้ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ภายในปี 2573
– (7.2) เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนในการผสมผสานการใช้พลังงานของโลก ภายในปี 2573
– (7.a) ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการวิจัย และเทคโนโลยีพลังงานที่สะอาด โดยรวมถึงพลังงานทดแทน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีเชื้อเพลิงฟอสซิลชั้นสูงและสะอาด และสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานที่สะอาด ภายในปี 2573
#SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
– (9.4) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยทุกประเทศดำเนินการตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ภายในปี 2573
#SDG13 รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
#SDG17 หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มโดยหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี และทรัพยากรทางการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
แหล่งที่มา :
– ข้อตกลง LNG ไทย–ญี่ปุ่น เสี่ยงทำให้ประเทศไทยติดล็อกกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ (Greenpeace Thailand)
– กรีนพีซเตือน ข้อตกลง LNG ไทย-ญี่ปุ่น เสี่ยงติดล็อกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ (ประชาไท)








